ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 340 หมู่บ้านเมฆา
ไม่นานหลังจากนั้น ทุกคนก็มาถึงคฤหาสน์โบราณแห่งหนึ่งบนเขาไป๋เหลี่ยน ภายในห้องโถงใหญ่ เหมียวหรงและหลี่เต้านั่งเคียงข้างกันบนที่นั่งประธาน ส่วนคนรุ่นถัดมาอย่างเหมียวจ้านและเหมียวหงนั่งอยู่สองข้าง ส่วนเหมียวอวี่และกลุ่มคนหนุ่มสาวได้แต่ยืนอยู่ด้านหลัง
เหมียวหรงรินชาให้หลี่เต้าด้วยตัวเองแล้วค่อยๆ เอ่ยปากว่า “ท่านผู้ว่าการ มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอาจจำเป็นต้องบอกท่านล่วงหน้า”
“หืม?” หลี่เต้าถามตรงๆ “เรื่องอะไรหรือ?”
จากนั้นเหมียวหรงก็อธิบายบางอย่างให้ฟัง ที่แท้นับแต่ที่ตระกูลเหมียวสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้เกิดหมู่บ้านเหมียวอื่นๆ ขึ้นมากมายทั้งใหญ่และเล็ก แม้ว่าเหมียวหรงจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลเหมียว แต่ในความเป็นจริงแล้วอำนาจของตระกูลเหมียวไม่ได้อยู่ในมือเขาทั้งหมด เขายังมีผู้อาวุโสอีกสองคนที่ครอบครองอำนาจบางส่วนของตระกูลเหมียวเช่นกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ ดูจากภายนอกนั้นตระกูลเหมียวเหมือนจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ความจริงแล้วภายในได้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน แม้กระทั่งเทศกาลเทพกู่ทั้งสามส่วนก็แยกกันจัด การที่เขาสัญญากับหลี่เต้าเรื่องการยอมสวามิภักดิ์ก่อนหน้านี้ เขาสามารถเป็นตัวแทนได้เพียงส่วนของพวกเขาเท่านั้น ไม่สามารถเป็นตัวแทนของอีกสองส่วนที่เหลือได้
เหมียวหรงเกรงว่าหลี่เต้าจะเข้าใจผิดจึงรีบกล่าวว่า “แต่ท่านผู้ว่าการวางใจได้ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อโน้มน้าวให้พวกเขาเข้าร่วมด้วย”
สาเหตุที่เหมียวหรงใส่ใจเรื่องนี้มากเพราะก่อนหน้านี้ตอนที่หลี่เต้าปะทะกับอู่คุน เขาได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการมาถึงดินแดนทางใต้ของหลี่เต้าจากเมี่ยวอวี่และเมี่ยวหง เขาเข้าใจดีว่าบุคคลอย่างหลี่เต้าไม่น่าจะมีเป้าหมายเพียงแค่เมืองเทียนหนานเท่านั้น แต่น่าจะเป็นดินแดนทางใต้ทั้งหมด
หากเป็นเช่นนั้นตระกูลเหมียวของพวกเขาก็คงต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายในไม่ช้าก็เร็ว ผู้ว่าการหลี่เต้าผู้นี้ไม่ธรรมดา ไม่เพียงแต่มีพลังที่ยากจะหยั่งถึง สิ่งสำคัญกว่านั้นคือเขายังมีความสามารถที่แม้แต่ราชันกู่ก็ยังกดข่มได้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดอ่อนของปรมาจารย์กู่ตระกูลเหมียวของพวกเขา หากทั้งสองฝ่ายปะทะกัน ชะตากรรมของตระกูลเหมียวก็คงจะเป็นเช่นเดียวกับพวกอู่คุน
หลังจากฟังจบ หลี่เต้าก็พยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้แสดงสีหน้ามากนัก เพราะเขาเข้าใจดีว่าการรวบรวมตระกูลเหมียวที่ใหญ่โตเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทันใดนั้นเหมียวหรงก็กล่าวขึ้นอีกว่า “ที่จริงแล้วหากท่านผู้ว่าการมีเวลา ท่านสามารถติดตามพวกเรากลับไปยังหมู่บ้านเหมียวที่แท้จริงได้”
ดูเหมือนเขายังเกรงว่าหลี่เต้าจะเข้าใจผิดจึงรีบอธิบายต่อทันที “ท่านผู้ว่าการวางใจได้ การเชิญท่านไปไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อท่านแต่อย่างใด เพียงแต่คิดว่าหากท่านสามารถไปด้วยตนเอง ด้านหนึ่งท่านจะได้เห็นกับตา อีกด้านหนึ่งก็เป็นการแสดงความจริงใจของพวกเราที่ต้องการเชิญท่านไปเยือน”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เต้าก็ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า ตอนนี้ยังไม่มีข่าวของสำนักปีศาจเลือด การไปเยือนสักครั้งก็ไม่เป็นไร อีกทั้งอาจจะได้สอบถามสถานการณ์ของสำนักปีศาจเลือดจากคนตระกูลเหมียวด้วย อย่างไรเสียคนตระกูลเหมียวก็อาศัยอยู่ในเขาหมื่นลี้นี้มาหลายชั่วอายุคน
สองวันต่อมา ขบวนหนึ่งเดินทางอยู่ในป่าแห่งเขาหมื่นลี้ เมื่อมองไปยังป่าเขาที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เหมียวหรงหันกลับมาพูดว่า “ท่านผู้ว่าการ เมื่อผ่านป่าเขาเหล่านี้ไป พวกเราก็จะถึงหมู่บ้านเมฆาแล้ว”
หมู่บ้านเมฆา หนึ่งในหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลเหมียวและเป็นจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้ ในขบวนหลี่เต้าสวมชุดของคนตระกูลเหมียว เนื่องจากเสื้อผ้าก่อนหน้านี้เสียหายเขาจึงเปลี่ยนมาสวมชุดนี้แทน ต้องยอมรับว่าคนหน้าตาดีใสอะไรก็ดูดี หลี่เต้าที่สวมชุดตระกูลเหมียวก็ดูมีเสน่ห์อีกแบบอยู่น้อยไม่นิด
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เต้าพยักหน้าเบาๆ เขาเอื้อมมือไปดีดที่ไหล่ของตนเพื่อไล่ราชันกู่ที่กำลังจะไต่ขึ้นคอ “อยู่นิ่งๆ ถ้ายังดิ้นอีกเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะโยนเจ้าออกไป” ราชันกู่ดูเหมือนจะเข้าใจคำพูดของหลี่เต้า มันหดหัวลงเล็กน้อยแล้วไต่กลับไปที่ไหล่อย่างว่าง่าย
เมื่อเหมียวหรงเห็นภาพนี้ ใบหน้าของเขาแสดงความรู้สึกซับซ้อน ในอดีตราชันกู่ช่างเย็นชาและสูงส่งเพียงใด ตอนที่แข่งขันเพื่อเป็นผู้รับใช้ราชันกู่ เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ราชันกู่ยอมสนิทกับเขาแม้เพียงสักนิด และสิ่งที่เรียกว่าความสนิทนั้น ราชันกู่ก็เพียงแค่ยอมให้เขาแตะตัว แต่ตอนนี้เล่า? ราชันกู่ที่เขาทุ่มเทรับใช้มาเกือบร้อยปี กลับสนิทสนมกับผู้อื่นอย่างเต็มใจ ช่างทำให้หัวใจเขารู้สึกขมขื่นอย่างบอกไม่ถูก
ในตอนนั้นเอง เหมียวหงที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยเตือนว่า “ผู้อาวุโสสูงสุด หมวกของท่านเอียงไปนิดหน่อย” เหมียวหรงจึงจัดหมวกสีเขียวมรกตบนศีรษะให้ตรง
ไม่นานหลังจากนั้นทุกคนก็เดินข้ามสะพานหินผ่านหมอกขาวเหนือทะเลสาบ และหมู่บ้านโบราณก็ปรากฏอยู่ไม่ไกลนัก หลี่เต้ามองไปยังภูเขาเขียวและสายน้ำทั้งสองฝั่ง หมอกขาวลอยละล่องทำให้เข้าใจได้คร่าวๆ ว่าทำไมที่นี่จึงถูกเรียกว่าหมู่บ้านเมฆา
ไม่นานนักทุกคนก็มาถึงหน้าประตูใหญ่ของหมู่บ้านเมฆา เมื่อสังเกตเห็นผู้มาเยือน ชายสองคนทีสวมชุดตระกูลเหมียวเช่นกันก็เดินออกมาจากประตู พอเห็นเหมียวหรงทีเดินนำหน้า พวกเขาเอ่ยทักทายทันที “ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ท่านกลับมาแล้ว”
เหมียวหรงพยักหน้าสั่งการว่า “พวกเจ้าสองคนรีบไปแจ้งผู้อาวุโสรองและผู้อาวุโสสาม ให้พวกเขามาที่หมู่บ้านเมฆาสักหน่อย บอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องปรึกษาหารือกับพวกเขา”
หลังจากทั้งสองคนจากไป เหมียวหรงยืนอยู่หน้าประตูและทำท่าเชิญด้วยตัวเอง “ท่านผู้ว่าการ ยินดีต้อนรับท่านสู่หมู่บ้านเมฆา”
ไม่นานหลังจากนั้น ที่โถงใหญ่ของคฤหาสน์เก่าในหมู่บ้านเมฆา หลี่เต้านั่งอยู่บนเก้าอี้พลางจิบชา แต่สิ่งที่แตกต่างคือครั้งนี้ทุกคนทั้งเล็กและใหญ่ในหมู่บ้านเมฆา ต่างมารวมตัวกันในโถงใหญ่นี้ แม้แต่ด้านนอกห้องก็มีคนยืนเต็มไปหมด และสายตาของคนส่วนใหญ่ต่างจับจ้องไปที่หลี่เต้า ในดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยว่าทำไมชายหนุ่มคนหนึ่งถึงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากผู้อาวุโสสูงสุด
ทันใดนั้นมีคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา “ท่านผู้อาวุโสสูงสุด พวกท่านไม่ได้พาคนไปจัดการแข่งขันประลองกู่ที่เขาไป๋เหลี่ยนหรอกหรือ ทำไมถึงกลับมาเร็วเช่นนี้”
เมื่อเห็นผู้คนกำลังพูดคุยจ้อกแจ้กจอแจ เหมียวหรงก็ยกมือขึ้นทำสัญญาณให้เงียบเสียง จนกระทั่งบรรยากาศสงบลงเขาจึงค่อยๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นบนเขาไป๋เหลี่ยนบางส่วนให้ฟัง หลังจากฟังจบสีหน้าของทุกคนต่างเต็มไปด้วยความโกรธ
“ตระกูลอู่กล้าดีอย่างไร ถึงได้ดูหมิ่นพวกเราเช่นนี้! ต้องแก้แค้น ตระกูลเหมียวของเราไม่เคยถูกรังแกเช่นนี้มาก่อน!”
“ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ท่านบอกมาเถิดว่าวันนี้ที่ให้พวกเรามารวมตัวกันก็เพื่อจะจัดการกับตระกูลอู่ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ข้าจะเป็นคนแรกที่เข้าร่วม”
เมื่อเห็นสีหน้าเดือดดาลของคนในตระกูล เหมียวหรงก็แสดงรอยยิ้มพึงพอใจออกมา จากนั้นก็ค่อยๆ กล่าวว่า “วางใจเถิด พวกตระกูลอู่เหล่านั้นตายหมดแล้ว วันนี้ที่ให้พวกเจ้ามาก็เพราะมีเรื่องอื่นที่ต้องแจ้งให้พวกเจ้าทราบ”
หลังจากนั้นเหมียวหรงก็ไม่พูดอ้อมค้อม กล่าวออกมาตามตรงว่า “เรื่องนั้นก็คือนับจากวันนี้เป็นต้นไป หมู่บ้านเมฆาของเรา และหมู่บ้านเหมียวทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การปกครองของหมู่บ้านเมฆา จะขึ้นตรงต่อจวนผู้ว่าการ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึง ในจำนวนนั้นมีบางคนที่ไม่เคยออกจากหมู่บ้านเหมียวถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจวนผู้ว่าการคืออะไร จนกระทั่งมีคนช่วยอธิบายให้ฟังพวกเขาถึงได้เข้าใจว่าจวนผู้ว่าการคืออะไร เมื่อได้สติกลับมาทุกคนต่างแสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ
ไม่นานนักก็มีคนโต้แย้งว่า “ท่านผู้อาวุโส พวกเราคนตระกูลเหมียวก็อยู่กันดีๆ อยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องเข้าร่วมกับจวนผู้ว่าการอะไรนั่นด้วย แต่ไหนแต่ไรมาคนตระกูลเหมียวก็พึ่งพาตนเองมาตลอด พวกเราไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกับอำนาจอื่นใด”