ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 347 กองทัพสิบทิศ
เหมียวหรงกัดฟันพูดว่า “เจ้าไม่ได้แค่แก้แค้น เจ้าต้องการให้ทั้งตระกูลเหมียวพลีชีพเพื่อลูกและหลานของเจ้าที่ฆ่าคนไร้เหตุผลและทำความชั่วทุกอย่างชัดๆ!”
เหมียวอี้เงียบไป เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาคิดจริงๆ เหมียวหรงนึกถึงเหมียวโฮวนึกถึงตัวเองจึงอดไม่ได้ที่จะกัดฟันพูดว่า “น้องสาม เจ้าลงมือได้จริงๆ สินะ”
เหมียวอี้เงยหน้าขึ้นพูดว่า “พี่ใหญ่ ตอนนี้พูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์แล้ว วันนี้ถ้าท่านมีความสามารถฆ่าข้า ข้าก็จะไม่เสียดายไม่เสียใจเลย ไม่เช่นนั้นท่านก็ไปพร้อมกับพี่รองเถอะ”
พูดจบเขาก็หยิบขลุ่ยกู่ออกมาเป่าที่ริมฝีปาก
ในชั่วขณะถัดมา กลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่นอกประตูซึ่งเดิมทีมุ่งเป้าที่เหมียวจ้านก็หยุดลงทันที จากนั้นก็พุ่งเข้ามาในศาลบรรพชนอย่างรวดเร็ว
เหมียวอี้วางขลุ่ยกู่ลงแล้วพูดช้าๆ ว่า “พี่ใหญ่ เมื่อก่อนท่านกับพี่รองสามารถตัดสินลูกและหลานของข้าได้อย่างไร้ความปรานี บัดนี้ข้าหวังว่าท่านจะสามารถฆ่าพวกเขาได้อย่างไร้ความปรานีเช่นกัน”
เมื่อเห็นสมาชิกหมู่บ้านสายฟ้าที่กำลังคลุ้มคลั่งเช่นนั้น เหมียวหรงจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้ถูกกู่ควบคุมอย่างสมบูรณ์แล้ว
“ผู้อาวุโส ตอนนี้ทำอย่างไรดี!” เหมียวจ้านถอยมาอยู่ข้างเหมียวหรงอย่างรวดเร็ว เขามองสมาชิกหมู่บ้านสายฟ้าที่กำลังบ้าคลั่งพุ่งเข้ามา
เหมียวหรงมองภาพตรงหน้า เลื่อนสายตาไปที่ราชันกู่หยกขาวบนไหล่ของหลี่เต้า การควบคุมกู่ย่อมต้องใช้ราชันกู่ทั้งสอง
จากนั้นเขาก็เอ่ยถ้อยคำที่มีเพียงราชันกู่หยกขาวเท่านั้นที่เข้าใจ เมื่อได้ยินเช่นนั้นราชันกู่หยกขาวที่เกียจคร้านก็บิดตัวเล็กน้อย จากนั้นกระแสพลังที่มองไม่เห็นก็ถูกปลดปล่อยออกไป
แต่เหมียวหรงกลับพบว่าภายใต้กระแสพลังของราชันกู่หยกขาว ผู้คนเหล่านี้เหมือนกับกู่ที่ตระกูลอู่ปลดปล่อยบนเขาไป่เหลี่ยนในตอนนั้น พวกเขาเพียงแค่หยุดชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นก็ขยับตัวได้อีกครั้งเพียงแต่เคลื่อนไหวช้าลงเล็กน้อยเท่านั้น
“ไร้ประโยชน์”
เสียงของเหมียวอี้ดังขึ้นจากด้านหลังทันที เขากล่าวว่า “กู่ที่ควบคุมคนเหล่านี้เป็นสิ่งที่ข้าร่วมมือกับตระกูลอู่เพาะพันธุ์ขึ้นมาโดยเฉพาะ เมื่อเทียบกับกู่ปกติพวกมันมีสติปัญญามากกว่าแม้จะอ่อนแอกว่ามาก แต่สามารถหลีกเลี่ยงพลังข่มขวัญบางส่วนของราชันกู่ที่มีต่อพวกมันได้”
เห็นคนที่ถูกกู่ควบคุมเหล่านั้นกำลังจะกรูเข้ามาตรงหน้า ในขณะที่เหมียวหรงกำลังเตรียมใจที่จะออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“ให้ข้าลองดูสักตั้งเถอะ”
ทันใดนั้นกระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกมาในศาลบรรพชน พลังนั้นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณในชั่วพริบตา
และหลังจากที่กระแสพลังนี้ถูกปลดปล่อยออกมา คนเหล่านั้นที่เดิมทีกำลังพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ทุกคน
ภายใต้กระแสพลังนี้เหมียวอวี่รับรู้ถึงสภาพของกู่ในร่างกายของตน เขาพึมพำว่า “สลบไปหมดแล้วหรือ?”
เมื่อกระแสพลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่เพียงแค่เหมียวอวี่เท่านั้นที่พบความผิดปกติของกู่ในร่างกาย แต่ปรมาจารย์กู่ทุกคนที่อยู่ในศาลบรรพชน ซึ่งรวมถึงกลุ่มปรมาจารย์กู่ฝ่ายของเหมียวอี้ก็สามารถรับรู้ได้เช่นกัน
“เจ้า…” สายตาของเหมียวอี้จับจ้องไปที่หลี่เต้าทันที สีหน้าของเขาแสดงความตกใจอย่างเห็นได้ชัด ในตอนนี้จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความสับสนเช่นเดียวกับอู่คุนในอดีต
เขาไม่เข้าใจว่าทุกสิ่งตรงหน้าเกิดขึ้นได้อย่างไร และกระแสพลังที่กดข่มนั้นคืออะไร
เมื่อเห็นเหมียวหรงและคนอื่นๆ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เหมียวอี้ก็พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “พวกเจ้าอย่าเพิ่งดีใจไปเลย ภายใต้กระแสพลังนั้นพวกเจ้าก็ไม่สามารถใช้กู่ได้เช่นกัน”
“แต่ข้ายังมีวิธีอื่น” เหมียวอี้ตบมือหนึ่งครั้งแล้วตะโกนไปรอบๆ “ออกมาเถิด อย่าลืมสิ่งที่พวกเจ้าสัญญากับข้า!”
เมื่อเสียงของเหมียวอี้ดังขึ้นไม่นานนัก เสียงแผ่วเบาก็ดังเข้าหูทุกคน “ผู้อาวุโสเหมียวอี้ ข้านึกว่าพวกเจ้าจะจัดการได้เองเสียอีก”
หลังจากนั้นเสียงฝีเท้าวุ่นวายก็ดังขึ้นเป็นระลอกนอกศาลบรรพชน
ทันใดนั้นร่างสองร่างก็ปรากฏที่ประตูใหญ่ เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของทั้งสองคนชัดเจน ความคิดแรกในใจทุกคนมีเพียงสองคำ… สูงใหญ่!
เพราะเมื่อมองไปแวบแรก ความสูงของทั้งสองคนเกือบถึงหนึ่งจั้งเกือบเท่ากับคานประตูใหญ่ และยังมีหนังสัตว์พันรอบตัว เผยผิวเปลือยส่วนใหญ่ออกมา ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายความป่าเถื่อน
ต่อมากลุ่มคนที่แต่งตัวคล้ายกับสองคนนี้ก็ปรากฏตัวตามหลังพวกเขา ทุกคนล้วนแต่งกายแบบป่าเถื่อน
“พวกเจ้า…” เหมียวหรงพินิจมองคนเหล่านี้อย่างละเอียด เมื่อเห็นสองคนที่นำหน้าทันใดนั้นม่านตาของเขาก็หดเล็กลง “พวกเจ้าคือพี่น้องตระกูลอู่จากกองทัพสิบทิศ!”
ร่างสูงใหญ่ทางซ้ายยิ้มกว้าง “น้องชาย พวกเขาจำพวกเราได้แล้ว”
ร่างสูงใหญ่ทางขวาก็ยิ้มเช่นกัน “พี่ชาย ดูเหมือนชื่อเสียงของพวกเรายิ่งโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
สีหน้าของเหมียวหรงไม่สู้ดี เขาพูดว่า “ตระกูลเหมียวของพวกเราไม่เคยมีเรื่องกับกองทัพสิบทิศของพวกเจ้า เหตุใดพวกเจ้าจึงลงมือกับตระกูลเหมียวของข้า”
อู่เซิ่งหรือก็คือพี่ชายตระกูลอู่พูดตามตรงว่า “รับเงินคนอื่น ช่วยแก้ปัญหาให้คนอื่น อีกอย่างนี่ก็เป็นเรื่องที่พวกเจ้าจัดการกันเองพวกข้าแค่มาช่วยเหลือเท่านั้น”
ในตอนนั้นเองเสียงของเหมียวอี้ก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“อย่าพูดเรื่องไร้สาระอีกเลย รีบจัดการพวกมันเสีย!”
“ได้ รู้แล้ว” อู่เซิ่งมองดูผู้คนของหมู่บ้านเมฆา จากนั้นก็สั่งการว่า “พวกเจ้าลงมือได้”
พร้อมกับคำสั่งนั้นกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังพี่น้องตระกูลอู่ก็พุ่งเข้ามาในประตูทันที
เมื่อเห็นภาพนี้เหมียวหรงหันไปมองที่หลี่เต้า หากปราศจากกู่ พลังต่อสู้ของปรมาจารย์กู่จะลดลงอย่างมาก หากเผชิญหน้ากับคนของพี่น้องตระกูลอู่ การปะทะกันโดยตรงจะทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายอย่างหนัก
“พวกนี้ฝากไว้กับข้า ส่วนคนตระกูลเหมียวของเจ้าก็ให้เจ้าเป็นผู้จัดการเองเถิด”
พูดจบ หลี่เต้าก็ดึงราชันกู่หยกขาวบนไหล่ลงมาแล้วโยนให้เหมียวหรงอย่างไม่ใส่ใจ
ขณะที่เหมียวหรงกำลังงุนงงรับราชันกู่หยกขาวเอาไว้ จู่ๆ ก็มีกระแสพลังบางอย่างทำให้เขาหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ เขาเห็นว่าในมือของเหมียวอี้มีงูเล็กสีฟ้าเขียวขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือปรากฏขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร
เหมียวหรงจำได้ทันทีว่านี่ไมใช่งูธรรมดา แต่เป็นราชันกู่งูสายฟ้า หนึ่งในสามราชันกู่ของตระกูลเหมียว
ภายใต้แรงกดดันจากกลิ่นอายของหลี่เต้าเช่นนี้ มีเพียงราชันกู่เท่านั้นที่ยังคงมีพลังต่อสู้
ในตอนนั้นเองราชันกู่หยกขาวก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง มันไม่ดื้อดึงค้นหาหลี่เต้าอีกต่อไป แต่หันความสนใจไปที่ราชันกู่ในมือของเหมียวอี้แทน
มีสำนวนที่กล่าวไว้ว่า ‘ราชาไม่พบราชา หากสองราชาพบกัน ย่อมมีหนึ่งที่บาดเจ็บ’
คำพูดนี้ใช้ได้กับพวกกู่เช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมราชันกู่ถึงถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนและเก็บไว้ในหมู่บ้านเหมียวที่แตกต่างกัน เพราะว่าเมื่อใดที่ราชันกู่สองตัวพบกันพวกมันจะต้องต่อสู้กันอย่างแน่นอน
ราชันกู่หยกขาวและราชันกู่งูสายฟ้าต่างเป็นราชันกู่ที่ตระกูลเหมียวบูชามานับร้อยปี ในอดีตพวกมันเคยพบกันหลายครั้งและมีความขัดแย้งกันมากมาย
ดังนั้นการพบกันในครั้งนี้จึงเหมือนศัตรูพบหน้ากัน ยิ่งเห็นยิ่งเดือดดาล เมื่อรวมกับความขัดแย้งระหว่างเหมียวหรงและเหมียวอี้ ประกายไฟระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงพุ่งสูงสุดถึงขีดสุด
เหมียวหรงมองไปรอบๆ แล้วเอ่ยว่า “เปลี่ยนสถานที่กันเถอะ”
เหมียวอี้มองป้ายวิญญาณที่อยู่ด้านหลังเขาแล้วพยักหน้า ดังนั้นทั้งสองคนจึงเดินไปด้านหลังศาลบรรพบุรุษอย่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูด
และหลังจากที่ทั้งสองคนจากไป สายตาที่เหลือก็ตกอยู่บนหลี่เต้าและพี่น้องตระกูลอู่