ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 362 การแปรสภาพสำเร็จ
เมื่อเวลาผ่านไป หมาป่าทุกตัวก็ผ่านการปรับสภาพด้วยความช่วยเหลือของยาวิเศษ
เทียบกับฝูงหมาป่าที่ตื่นตระหนกก่อนหน้านี้ เมื่อฟื้นคืนสติหลังการปรับสภาพด้วยยาวิเศษแล้ว ฝูงหมาป่าสงบลงมาก เพียงแค่กระวนกระวายไปชั่วครู่ จากนั้นก็สงบนิ่งไป
หลี่เต้าเดินตามบันไดไม้ที่สร้างไว้ขึ้นไปบนรั้ว ทันใดนั้นฝูงหมาป่าราวกับรับรู้บางสิ่ง พวกมันเงยหน้าขึ้นมองไปที่หลี่เต้าอย่างพร้อมเพรียงกัน
ครู่ต่อมาจู่ๆ หมาป่าตัวหนึ่งก็ก้มหัวลง สอดหางไว้ระหว่างขาหลัง พฤติกรรมนี้ดูราวกับสามารถติดต่อกันได้ เพราะไม่นานหลังจากนั้นหมาป่าทั้งสองพันตัวก็แสดงท่าทางเช่นเดียวกัน
หลี่เต้าเข้าใจดี นี่คือท่าทางแสดงการยอมจำนน เนื่องด้วยเลือดวิเศษ ตอนนี้เขาจึงเป็นผู้นำของหมาปาทั้งสองพันตัว
“เสวี่ยปิง”
“ขอรับ”
“แจ้งให้กองทัพฝูถูมารวมตัวกัน”
ภายใต้การเรียกของเสวี่ยปิง ทหารกองทัพฝูถูสองพันนายที่ถูกส่งมาในหุบเขาได้มารวมตัวกัน
“รื้อรั้วออกให้หมด” หลี่เต้าออกคำสั่ง
หลังจากรั้วถูกรื้อออกทั้งหมด ฝูงหมาป่าสองพันตัวที่ผ่านการปรับสภาพไปแล้ว และกองทัพฝูถูสองพันนายก็ได้พบหน้ากันอย่างเป็นทางการ
เมื่อเทียบกับความงุนงงของฝูงหมาป่า ดวงตาของทหารกองทัพฝูถูทุกนายกลับเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้
พวกเขาเข้าใจดีว่าหมาป่าที่ปรับสภาพไปแล้วเหล่านี้จะกลายเป็นม้าศึกของพวกเขา แต่ละคนสำหรับกองทัพฝูถูสิ่งนี้น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าการได้เลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวย หรือแต่งภรรยาเสียอีก
ลองคิดดู ใครบ้างที่ไม่อยากขี่หมาป่ายักษ์ออกรบ เมื่อเห็นทหารกองทัพฝูถูกระตือรือร้นอยากจะลอง หลี่เต้าก็ยิ้มน้อยๆ “เอาละ ไปเลือกคู่หูของตัวเองได้”
แม้ว่าในสายตาของคนส่วนใหญ่หมาป่าจะไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยง แต่ในสายตาของทหารกองทัพฝูถู แม้แต่ลูกธนูสักดอกก็ยังเป็นสิ่งที่พวกเขาผูกพัน ยิ่งเป็นม้าศึกที่สำคัญที่สุดรองจากตัวเองด้วยแล้วก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
หลังได้รับคำสั่งจากหลี่เต้า ทหารกองทัพฝูถูที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีก็เริ่มเคลื่อนไหว กระโดดลงไปในหุบเขาทันที
ที่ด้านข้างเสวี่ยปิงและจางเมิ่งกับคนอื่นๆ มองด้วยความอิจฉา “หัวหน้า แล้วพวกเรา…”
“วางใจเถิด พวกเจ้าก็มีสัตว์พาหนะของพวกเจ้าเช่นกัน”
หมาป่าธรรมดาจับคู่กับทหารทั่วไปในกองทัพฝูถู ส่วนเขาจัดการให้คนเก็บราชาหมาป่าบางตัวไว้ พวกราชาหมาป่าเหล่านี้มีศักยภาพมากกว่าจึงจะเหมาะสมกับพวกผู้บัญชาการอย่างจางเมิ่ง
ส่วนสวีหู่แม่ทัพใหญ่คนนี้… ดูร่างกายอันใหญ่โตของสวีหู่สิ แม้แต่หมาป่าที่ผ่านการปรับสภาพแล้วก็ไม่เหมาะที่จะให้เขาควบคุม
มีเพียงเจ้าเสือซึ่งเป็นราชาสัตว์เท่านั้นที่เหมาะกับเขา อย่างไรเสีย หนึ่งคนหนึ่งเสือก็สนิทสนมกันอย่างใกล้ชิดจึงให้พวกเขาอยู่ด้วยกันเถิด
ส่วนตัวหลี่เต้าเองยิ่งไม่จำเป็นต้องมี เสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ ถูกเขาเลี้ยงดูด้วยเลือดวิเศษมาตั้งแต่เล็กจนถึงปัจจุบัน หากพูดถึงเรื่องศักยภาพอาจจะแข็งแกร่งกว่าเจ้าเสือซึ่งเป็นราชาสัตว์แห่งเขาหมื่นลี้ไปมากทีเดียว เอาตัวใดตัวหนึ่งมาเป็นสัตว์พาหนะก็เพียงพอแล้ว
ที่สำคัญกว่านั้น ด้วยพลังของเขา สัตว์พาหนะมีหน้าที่เพียงช่วยเหลือเท่านั้น ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งตัวเขาเอง
อาจเป็นเพราะทั้งหมาป่าและกองทัพฝูถูต่างมีเลือดวิเศษอยู่ในร่างกาย ทำให้การติดต่อระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ถึงครึ่งชั่วยามกองทัพฝูถูสองพันนายต่างก็มีคู่หูของตัวเอง
ไม่จำเป็นต้องมีคนสอน หนึ่งคนหนึ่งหมาปาก็เข้าแถวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากผลของเลือดวิเศษแล้ว เหตุผลสำคัญที่สุดยังเป็นเพราะความมีวินัยของฝูงหมาป่าเอง
เมื่อเห็นทุกคนพร้อมแล้ว หลี่เต้าก็เอ่ยขึ้นว่า “ต่อไปนี้พวกเจ้าทุกคนจะมีเวลาหนึ่งเดือนในการปรับตัวเข้ากับคู่หูของพวกเจ้า”
“หลังจากหนึ่งเดือน ข้าจะมาตรวจสอบผลลัพธ์ด้วยตัวเอง หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
เมื่อคำพูดของหลี่เต้าจบลง ทหารกองทัพฝูถูทั้งสองพันนายก็ตะโกนพร้อมกันว่า “ขอท่านผู้ว่าการวางใจ!”
จากนั้นฝูงหมาปาก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง พวกมันเองก็หอนตอบรับคำพูดนั้นเช่นกัน
เมื่อเห็นภาพนี้หลี่เต้าก็พยักหน้า เขาหันกลับไปมองเสวี่ยปิงและจางเมิ่งก่อนจะพูดว่า “ต่อไปที่นี่ก็ฝากพวกเจ้าแล้ว”
เสวี่ยปิงพยักหน้าหนักๆ พลางกล่าวว่า “หัวหน้าวางใจได้”
“จริงสิ สวีหู่ เจ้ามาทางนี้หน่อย”
เมื่อสวีหู่ได้ยินเสียงเรียก เขาก็เดินเข้ามาอย่างรู้หน้าที่ ยิ้มซื่อๆ พลางกล่าวว่า “หัวหน้า”
หากพูดว่าตอนแรกสวีหู่เป็นเด็กน้อยที่ปิดกั้นจิตใจเพราะสูญเสียแม่ไป จากนั้นด้วยการรวมตัวของกลุ่มห้าคนและการปรากฏตัวของเจ้าเสือ ก็ได้เปิดใจของสวีหู่สำเร็จแล้ว อย่าดูแค่รูปร่างภายนอก แต่ถ้าคิดตามอายุแล้วเขาก็เป็นเพียงเด็กอายุสิบสามปีธรรมดาที่มีจิตใจบริสุทธิ์คนหนึ่งเท่านั้น
หลี่เต้ากำชับว่า “สวีหู่ ต่อไปเจ้าจงติดตามพวกเขาไปเรียนรู้การร่วมศึก”
จากนั้นก็หันไปพูดกับจางเมิ่ง เสวี่ยปิง และคนอื่นๆ ว่า “ข้าฝากสวีหู่ไว้กับพวกเจ้า ไม่ได้หวังให้เขาเรียนรู้อะไรมากมาย เพียงแค่ให้เข้าใจคำสั่งปกติในกองทัพฝูถูก็พอ”
ในสนามรบทุกอย่างเปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตา การสื่อสารปกติมักไม่ทันการณ์ คำสั่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมี
“เข้าใจแล้วหัวหน้า”
พวกเขามองดูสวีหู่ที่ตัวใหญ่ดูน่าเกรงขามแต่กลับมีรอยยิ้มซื่อๆ บนใบหน้า พวกเขาไม่อาจเปรียบเทียบคนตรงหน้ากับคนที่เคยแย่งชิงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่พร้อมพวกเขาได้เลย ต้องรู้ว่าในตอนนั้นเพียงแค่คำสั่งเดียวจากหลี่เต้า สวีหู่ก็พร้อมจะสู้จนตายเพื่อฆ่าพวกเขาให้ได้
จางเมิ่งอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้ “หัวหน้า ที่เมืองเทียนหนานมีโจวเซิงกับเฉินโหยวอยู่แล้ว ท่านจะทำอะไรต่อไป”
“ข้าน่ะหรือ?” หลี่เต้ามองไปทางเมืองเทียนหนานแล้วพูดว่า “ข้าจะไปดูว่าอาวุธของข้าสร้างเสร็จหรือยัง”
ครึ่งวันต่อมา ที่สมาคมการค้าตระกูลเถี่ย
“ท่านผู้ว่าการ ท่านมาแล้ว” หลี่เต้าเพิ่งก้าวเท้าเข้ามาในสมาคมการค้าตระกูลเถี่ย ผู้ดูแลเถี่ยก็รีบเดินมาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
ที่เขาต้อนรับอย่างกระตือรือร้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตำแหน่งและอำนาจของหลี่เต้าในดินแดนทางใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนาของตระกูลเถี่ยในดินแดนทางใต้ในปัจจุบัน
เดิมทีทุกคนไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักกับการที่เถี่ยซานเหนียงเลือกตั้งสาขาในดินแดนทางใต้ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าในเวลาเพียงไม่ถึงสองเดือนที่มายังดินแดนทางใต้ สมาคมการค้าตระกูลเถี่ยจะสามารถตั้งมั่นในสถานที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ได้
หลังจากกลืนกินธุรกิจของสามตระกูลใหญ่ในเมืองเทียนหนาน สมาคมการค้าตระกูลเถี่ยก็กลายเป็นผู้ครองตลาดเพียงรายเดียวในเมืองเทียนหนานทันที
และด้วยการขยายอาณาเขตของหลี่เต้า ตระกูลเถี่ยก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่ายกเว้นเขาหมื่นลี้ ปัจจุบันทั่วทั้งดินแดนทางใต้ล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการค้าของตระกูลเถี่ยแล้ว
หลี่เต้าพยักหน้าถาม “ซานเหนียงอยู่หรือไม่?”
“อยู่ขอรับ ข้าจะ…”
ผู้ดูแลเถี่ยยังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังแว่วมาจากเบื้องบน
“หัวหน้าหลี่ นึกไม่ถึงว่าท่านจะมีเวลาว่างมาหาข้าที่นี่”
เมื่อหลี่เต้าเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเถี่ยซานเหนียงยืนนิ่งอยู่ข้างในราวระเบียงชั้นบนสุด ดวงตาคมงามคู่นั้นจ้องมองเขาไม่วางตา ส่วนขี้โหยวเอ่อร์ยืนอยู่ทางด้านข้างของนาง
ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกผิดหรือไม่ แต่เขารู้สึกว่าในแววตาของเถี่ยซานเหนียงมีความน้อยใจอยู่บ้าง ราวกับกำลังมองชายใจร้ายคนหนึ่ง เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็หัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า “ซานเหนียงพูดเล่นแล้ว ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไร”
เถี่ยซานเหนียงแค่นเสียงเบาๆ แล้วสั่งว่า “ท่านผู้ดูแลเถี่ย พาท่านผู้ว่าการของพวกเราขึ้นมาเถิด”
ผู้ดูแลเถี่ยยิ้มน้อยๆ ยกมือเชิญและกล่าวว่า “ท่านผู้ว่าการ เชิญขึ้นมาด้านบน ข้าขึ้นไปเองก็พอ”
พูดจบ หลี่เต้าก็เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุดเพียงลำพัง เมื่อมองเงาร่างของหลี่เต้าที่เดินขึ้นไป ผู้ดูแลเถี่ยก็อดเอ่ยพึมพำไม่ได้ “คุณหนู ท่านอย่าได้หลงเข้าไปเชียว ท่านยังต้อง…”
พอพูดมาถึงตรงนี้ ผู้ดูแลเถี่ยก็ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงบางสิ่ง เขาส่ายหน้าแล้วไม่พูดอะไรอีก