ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 365 ง้าวมังกรทมิฬเล่มใหม่
หลี่เต้าไม่ได้สนใจสีหน้าของเถี่ยซานเหนียง เขาผุดลุกขึ้นแล้วสาวเท้าไปยังหีบใส่ง้าวใหญ่
หลังจากย่อตัวลง เมื่อมือทั้งสองของเขาวางลงบนง้าวใหญ่สีดำนั้น ลูบไล้ไปตามลวดลายบนง้าวอย่างช้าๆ
“หืม?” ทันใดนั้นหลี่เต้าพลันขมวดคิ้ว เขารู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าง้าวใหญ่เล่มนี้ดูเหมือนจะขาดอะไรบางอย่างไป
เถี่ยซานเหนียงที่อยู่ข้างๆ ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ริมฝีปากสีชมพูเผยอขึ้นเล็กน้อยพูดว่า “พี่หลี่ ยังมีอีกเรื่องที่ข้าลืมบอกท่าน”
“ช่างตีอาวุธผู้สร้างง้าวเล่มนี้เคยบอกว่า ขณะที่เขากำลังตีอาวุธชิ้นนี้ เขาได้พบจิตวิญญาณเล็กๆ ที่หลงเหลือจากอาวุธเล่มก่อนของท่านโดยบังเอิญ และเนื่องจากการหลอมอาวุธใหม่ จิตวิญญาณนี้จึงอาจจะยังอยู่ แต่คงอยู่ในสภาพหลับใหล ท่านต้องหาวิธีปลุกมันเอง”
จิตวิญญาณหรือ?
หากเป็นชาติก่อนเขาคงไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่นี่คือโลกแห่งการบำเพ็ญ อะไรก็เป็นไปได้ ยิ่งเป็นอาวุธที่มีจิตวิญญาณด้วยแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็วางมือลงจับที่ด้ามง้าว
“ระวัง ง้าวเล่มนี้หนักมาก” เถี่ยซานเหนียงรีบเตือนด้วยความเป็นห่วง
แต่ทว่าง้าวใหญ่ในมือของหลี่เต้า ที่ต้องใช้ชายฉกรรจ์แปดคนออกแรงยกพร้อมกันนั้น เขากลับใช้เพียงมือเดียวหยิบขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย แถมยังสามารถใช้มือเดียวกันนั้นเหวี่ยงง้าวได้อีกด้วย
เนื่องจากมันมีน้ำหนักมหาศาล ยามเหวี่ยงไปมาในอากาศจึงทำให้มีเสียงทุ้มต่ำดังออกมาเป็นระลอกจากการเหวี่ยงนั้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เหล่าบุรุษฉกรรจ์ที่แบกง้าวมาถึงกับตะลึงงัน
เถี่ยซานเหนียงไม่รู้น้ำหนักที่แท้จริงของง้าวแต่พวกเขานั้นรู้อย่างชัดเจน อาวุธที่หนักอย่างน้อยหมื่นชั่ง แม้แต่พวกเขาก็ต้องระดมพลังปราณแท้จึงจะสามารถยกขึ้นได้อย่างยากลำบาก แต่บัดนี้กลับมีคนสามารถควบคุมมันได้ด้วยมือเดียว
หลังจากลองเหวี่ยงดูสักพัก หลี่เต้าก็หยุดมือแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เมื่อเทียบกับง้าวมังกรทมิฬที่หนักเพียงไม่กี่ร้อยชั่ง น้ำหนักของง้าวใหญ่นี้กลับถนัดมือกว่า หากได้ใช้วิชาง้าวไร้พ่าย คาดว่าพลังทำลายล้างจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกระดับ
“ซานเหนียง ขอบคุณเจ้ามาก” หลี่เต้าหันกลับมาพูดพร้อมรอยยิ้ม
“พี่หลี่ไม่ต้องเกรงใจ พวกเราถือเป็นคนกันเองอยู่แล้ว” หลี่เต้าได้นั่งพูดคุยกับเถี่ยซานเหนียงอยู่พักหนึ่ง
แต่เมื่อเทียบกับเขาที่ตอนนี้มีเวลาว่าง เนื่องด้วยสมาคมการค้าตระกูลเถี่ยกำลังเริ่มต้นธุรกิจในดินแดนทางใต้ ทางฝั่งนางจึงยุ่งมาก การที่สามารถมาส่งอาวุธได้ด้วยตัวเองนั้นก็เป็นเพราะฝืนสละเวลามา ไม่นานนางก็พาขี้โหยวเอ่อร์กล่าวลาจากไป
หลังจากเถี่ยซานเหนียงจากไป จู่ๆ เหมียวเมี่ยวซินที่อยู่ด้านหลังหลี่เต้าก็เอ่ยปากขึ้น “ท่านผู้ว่าการ คุณหนูสกุลเถี่ยผู้นี้ดูเหมือนจะมีใจให้ท่านอยู่ไม่น้อย”
หลี่เต้าชะงักไปครู่หนึ่งแล้วหันกลับมากล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร? ว่าแต่เจ้าเข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ?”
“เมี่ยวซินไม่เข้าใจ แต่กู่ปฏิพัทธ์เข้าใจเจ้าค่ะ”
“กู่ปฏิพัทธ์?”
“ใช่เจ้าค่ะ” เหมียวเมี่ยวซินอธิบายให้ฟัง “สตรีตระกูลเหมียวทุกคนเมื่อเกิดมาจะถูกฝังกู่ปฏิพัทธ์เอาไว้ กู่ปฏิพัทธ์สามารถรับรู้ความรักในโลกมนุษย์ และช่วยเลือกคนที่พึงใจให้กับสตรีตระกูลเหมียวได้”
เรื่องนี้ทำให้หลี่เต้านึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับกู่ปฏิพัทธ์ในชาติก่อนทันที เขาจึงถามต่อด้วยความสงสัยว่า “มีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่?”
“แน่นอนว่าต้องมี กู่ปฏิพัทธ์จะปลดปล่อยพิษแห่งความรักออกมาเมื่อหญิงสาวเสียพรหมจรรย์ และเมื่อใดก็ตามที่ในใจมีความคิดทรยศปรากฏขึ้น กู่ปฏิพัทธ์จะปลดปล่อยพิษรักออกมา ทำให้ทุกข์ทรมานไปชั่วนิรันดร์โดยไม่มียาใดรักษาได้”
“จำกัดเฉพาะสตรีเท่านั้นหรือ?” ทันใดนั้นหลี่เต้าก็นึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมา “แล้วถ้า… ข้าขอพูดว่าถ้าหากบุรุษผู้หนึ่งมีความรักอันกว้างขวาง รักผู้คนมากมายในเวลาเดียวกัน เช่นนั้นแล้วกู่ปฏิพัทธ์จะเป็นอย่างไร จะนับว่าจิตใจคิดทรยศหรือไม่”
เหมียวเมี่ยวซิน: “…”
“พอเถอะ แค่ล้อเล่นเท่านั้น”
หลี่เต้ามองสำรวจเหมียวเมี่ยวซินตั้งแต่หัวจรดเท้า จู่ๆ ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่อยู่กับพวกจิ่วเอ๋อร์ ซิวเอ๋อร์ จะมีอิทธิพลต่อเจ้าไม่น้อย ไม่เลวเลยทีเดียว ต่อไปเจ้าก็จงอยู่เป็นเพื่อนพวกนางเถิด ถึงอย่างไรการที่ติดตามข้าซึ่งเป็นบุรุษผู้หนึ่งตลอดเวลาก็ไม่ค่อยเหมาะสมนัก”
หลี่เต้าชำเลืองมองสิ่งมีชีวิตตัวน้อยบนบ่าของเขาแล้วจากนั้นก็งอนิ้วดีดมัน ราชันกู่หยกขาวลอยละล่องออกไปทันที เหมียวเมี่ยวซินตกใจรีบยื่นมือออกไปรับอย่างรวดเร็ว “ก็ให้ตัวน้อยนี่ติดตามเจ้าไปชั่วคราวแล้วกัน”
หลังจากราชันกู่หยกขาวตกลงบนมือของเหมียวเมี่ยวซิน มันก็ตื่นจากการหลับใหลทันที มันกำลังจะไต่กลับไปตามกลิ่นอายของหลี่เต้าโดยสัญชาตญาณ แต่เพียงแค่หลี่เต้าคิดในใจ ราชันกู่หยกขาวก็หยุดลงอย่างน่าสงสารยิ่ง
ทันใดนั้นมันดูเหมือนจะค้นพบบางสิ่ง หลังจากดมกลิ่นบนตัวเหมียวเมี่ยวซิน ดวงตาเล็กของมันก็เปล่งประกายแล้วนอนลงอย่างสงบอีกครั้ง เนื่องด้วยติดตามหลี่เต้ามาเป็นเวลานาน บนตัวของเหมียวเมี่ยวซินจึงติดกลิ่นอายบางส่วนของหลี่เต้ามา
หลังจากโน้มน้าวให้เหมียวเมี่ยวซินจากไปแล้ว หลี่เต้าก็นั่งอยู่ในโถงใหญ่เพียงลำพัง จากนั้นเขาหยิบง้าวใหญ่ออกมาอีกครั้ง
เมื่อมองดูง้าวขนาดใหญ่พันด้วยลวดลายมังกรที่มีสีดำสนิททั้งเล่ม หลี่เต้าก็ตัดสินใจที่จะเรียกมันว่า ง้าวมังกรทมิฬ ถึงอย่างไรมันก็ได้หลอมรวมเข้ากับง้าวมังกรทมิฬเล่มก่อนของเขาแล้ว การจะถือว่ามันเป็นง้าวมังกรทมิฬที่ผ่านการปรับปรุงมาแล้วจึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ในขณะนั้นเขานึกถึงเรื่องจิตวิญญาณที่เถี่ยซานเหนียงเคยกล่าวถึง พอคิดมาถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็นึกถึงเรื่องเล่าในตำนานเกี่ยวกับการหลั่งเลือดรับนายโดยสัญชาตญาณ ขณะที่คิดเขาก็ตั้งจิต ทำให้เลือดวิเศษก้อนหนึ่งมารวมตัวกันในฝ่ามือ
จากนั้นเขาก็วางเลือดวิเศษลงบนง้าวมังกรทมิฬ แต่หลังจากผ่านไปสักพัก เขาพลันพบว่าง้าวมังกรทมิฬไม่มีปฏิกิริยาใดๆ และไม่สามารถดูดซึมเลือดวิเศษของเขาได้ หรือว่าเขาคิดผิดไป?
หลังจากเก็บเลือดวิเศษกลับมาแล้ว หลี่เต้าก็เริ่มทดลองต่อไป ครั้งนี้เขาเลือกที่จะไม่ใช้เลือดวิเศษโดยตรงแต่ใช้พลังปราณโลหิตแทน พลังปราณโลหิตห่อหุ้มรอบง้าวมังกรทมิฬทั้งเล่มในชั่วพริบตา
ในฐานะที่ง้าวมังกรทมิฬได้รับการหลอมใหม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้มันจะมีคุณสมบัตินำพลังปราณแท้ได้ แต่เนื่องจากเขาเกิดมาพร้อมกับเส้นลมปราณที่ขาดสะบั้นจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ แต่ในตอนนี้ด้วยพลังปราณโลหิต เขาก็สามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้แล้ว
หลังจากที่พลังปราณโลหิตพันรอบง้าวมังกรทมิฬได้สักพัก หลี่เต้าก็สังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่า ในขณะที่พลังปราณโลหิตกำลังพันรอบง้าวอยู่นั้น พลังปราณโลหิตส่วนหนึ่งก็ถูกดูดซับเข้าไปในง้าวมังกรทมิฬ พลังปราณโลหิตเกิดจากเลือดและลมปราณในร่างกายของหลี่เต้า การดูดซับพลังปราณโลหิตจึงไม่ต่างอะไรกับการดูดเลือดของเขา นั่นหมายความว่าการหลั่งเลือดรับนายนั้นเป็นเรื่องจริง เพียงแต่ต้องแปลงเป็นพลังปราณโลหิตแล้วค่อยๆ บ่มเพาะ
ในขณะเดียวกันเมื่อง้าวมังกรทมิฬดูดซับพลังปราณโลหิตไป เขาก็รู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างตัวเขากับง้าวมังกรทมิฬ ราวกับว่าในขณะนี้ง้าวมังกรทมิฬไม่ใช่วัตถุไร้ชีวิตอีกต่อไปแต่เป็นสิ่งมีชีวิต
“ไม่รู้ว่าเมื่อจิตวิญญาณถูกกระตุ้นอย่างสมบูรณ์แล้วจะเป็นอย่างไร”
แต่เรื่องนี้ไม่สำคัญ ค่อยๆ ทำไปสักวันก็จะกระตุ้นมันได้สำเร็จ ทว่าหากพิจารณาเพียงแค่ตัววัสดุของง้าวมังกรทมิฬ มันก็น่าจะเพียงพอสำหรับเขาที่จะใช้มันต่อกรกับผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้แล้ว
“เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าที่หุบเขาเป็นอย่างไรบ้าง ควรไปดูสักหน่อย”
การได้อาวุธใหม่และการบ่มเพาะด้วยตัวเองเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่าคือการลับคมด้วยเลือด
เขาถือง้าวมังกรทมิฬออกมานอกโถงใหญ่ แล้วเป่าเสียงนกหวีดออกมา หลังจากเสียงนกหวีดดังขึ้นเพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างสองร่างสีดำและสีขาวก็พุ่งออกมาจากที่ไหนสักแห่งอย่างกะทันหัน แล้วมาหยุดลงตรงหน้าเขา
ร่างสีดำและสีขาวนี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็น เสี่ยวเฮย และ เสี่ยวไป๋ นั่นเอง หลังจากผ่านไปเป็นเวลานาน ในปัจจุบันเสี่ยวเฮยมีความสูงเกือบถึงเก้าฉื่อ ส่วนเสี่ยวไป๋นั้นตัวเล็กกว่าเสี่ยวเฮยเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับหมาป่าทั่วไปแล้วก็ถือว่าเป็นสัตว์ร้ายขนาดมหึมาทีเดียว
แต่ขนาดร่างกายยังเป็นเรื่องรอง พละกำลังของทั้งสองตัวในตอนนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพียงแค่ความเร็วอย่างเดียว คาดว่าผู้แข็งแกร่งระดับปรมาจารย์บางคนที่เชี่ยวชาญวิชาตัวเบาก็ยังไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของเสี่ยวเฮยได้