ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 372 อำนาจสวรรค์
ราวกับว่าระดับชีวิตของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างจากคนธรรมดา
“ฝ่ามือเลือดพิโรธ!” ทันใดนั้นเฉินหยางก็ลงมือโจมตีอีกครั้ง หลี่เต้ายยกง้าวขึ้นรับอย่างไม่ลังเล
แต่ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากครั้งก่อนคือ แม้จะเป็นฝ่ามือเดียวกันแต่ฝ่ามือของเฉินหยางครั้งนี้มีพลังมากกว่าครั้งก่อนถึงสามส่วน
และนี่ยังไม่จบเพราะเมื่อเฉินหยางโจมตีอย่างต่อเนื่อง พลังฝ่ามือของเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคลื่นทะเลที่ซัดเข้ามาแรงขึ้นทุกระลอก
สุดท้ายแล้ว อากาศรอบข้างพลันเปลี่ยนสี กลายเป็นสีเลือดแดงฉานทันที หลังจากฝ่ามือนั้นผ่านไป ร่างของหลี่เต้าก็ถูกผลักกระแทกถอยหลังไปถึงร้อยจั้ง
“นี่มัน…”
หลังจากยืนได้มั่นคงแล้ว หลี่เต้าพลันขมวดคิ้วสายตาจับจ้องไปที่เฉินหยาง
เมื่อครู่นี้ฝ่ามือนั้นทำให้เขานึกถึงความรู้สึกกดดันที่ภิกษุชราแห่งชนเผ่าเป่ยหมาน ได้ปลดปล่อยออกมาในครั้งสุดท้ายที่ลงมือกับเขา
แต่เมื่อเทียบกับภิกษุชรา ความรู้สึกของเฉินหยางดูเหมือนจะยังไม่เข้มข้นนัก
แต่ความกดดันนี้กลับให้ความรู้สึกคุกคามอย่างเลือนรางแก่เขา เมื่อเห็นว่าหลี่เต้าถูกผลักถอยไปเฉินหยางก็แสยะยิ้มอย่างอดไม่ได้ ราวกับว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเขา
“หากไม่ได้บรรลุถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์ เจ้าก็ไม่มีทางรู้ถึงแก่นแท้ของระดับมหาราชาปรมาจารย์!”
เมื่อคำพูดนั้นจบลง พลังปราณแท้รอบกายเฉินหยางก็เดือดพล่าน
ในชั่วขณะถัดมาร่างของเขาพลันกลายเป็นลูกแสงสีเลือดพุ่งชนเข้าใส่หลี่เต้า
เมื่อรู้สึกถึงความกดดันที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จากตัวของเฉินหยาง หลี่เต้าก็เข้าใจว่าตนเองควรจะจริงจังขึ้นอีกหน่อย มิเช่นนั้นหากพลาดพลั้งไปก็คงไม่ดีแน่
พลังปราณโลหิต! ในชั่วขณะต่อมาพลังปราณโลหิตอันเปี่ยมล้นก็เดือดพล่านรอบกายเขา ทั้งร่างราวกับกลายเป็นกองเพลิงสีเลือด
ฝ่ายหนึ่งคือพลังปราณแท้ที่บ่มเพาะจากการฝึกฝนพลังชีวิต และส่วนอีกฝ่ายคือเส้นทางพลังปราณโลหิตอันบริสุทธิ์ที่สุดของมนุษย์ ในไม่ช้าทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกันโดยตรง
ตูม!
ในเสียงระเบิดที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน ทั้งสองคนแยกจากกันอีกครั้ง หลังจากนั้นเมื่อทั้งสองคนเริ่มจริงจังการต่อสู้ก็ยิ่งทวีความดุเดือด
หลังจากผ่านไปอีกหลายร้อยกระบวนท่า หลี่เต้าถูกเหวี่ยงออกไปอีกครั้งภายใต้แรงกดดันลึกลับนั้น และในขณะที่ถูกผลักออกไปเขาก็ค้นพบแล้วว่าปัญหาอยู่ที่ใด
เขามองไปที่เฉินหยางแผ่การรับรู้ออกไป ในการรับรู้ของเขา คนอื่นๆ ที่กำลังต่อสู้กับศัตรู ทุกคนล้วนแผ่พลังออกมารวมถึงตัวเขาเองด้วย พลังเหล่านี้ล้วนยึดติดอยู่กับร่างกายไม่ถูกแรงภายนอกควบคุม
แต่เฉินหยางนั้นแตกต่าง ภายใต้การรับรู้ของเขา พลังบนร่างของเฉินหยางกลับเหมือนมีหนวดยื่นออกไปในความว่างเปล่า ผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบ เหมือนเขามีการเชื่อมต่อกับสวรรค์และพิภพ
และแรงกดดันก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนจะมาจากความว่างเปล่าที่เขาเชื่อมต่ออยู่ ในขณะนี้เฉินหยางก็จับตาดูหลี่เต้าอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เมื่อสังเกตเห็นแววตาที่ค่อยๆ กระจ่างขึ้นของหลี่เต้าเขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงจะรู้บางสิ่งแล้ว
ดังนั้นเขาจึงหัวเราะเยาะแล้วกล่าวว่า “รู้สึกตัวแล้วหรือ? แต่ถึงรู้สึกตัวแล้วจะทำอย่างไร พลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะควบคุมได้”
หลังจากนั้นในขณะที่พลังปราณแท้บนร่างของเขาพลุ่งพล่าน เฉินหยางก็ค่อยๆ กล่าวว่า “ที่จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่าระดับมหาราชาปรมาจารย์ หากพูดถึงเรื่องพลังล้วนๆ แล้วมันไม่ได้มีความแตกต่างกับระดับปรมาจารย์มากนัก”
“แต่สิ่งที่แบ่งแยกพลังของทั้งสองระดับอย่างแท้จริงคือ… อำนาจสวรรค์!”
เมื่อคำพูดนั้นจบลง พลังบนร่างของเฉินหยางก็แผ่ซ่านออกมาอย่างเต็มที่ หลังจากนั้นหลี่เต้าก็เริ่มเข้าใจความหมายของอำนาจสวรรค์ที่อีกฝ่ายกล่าวถึง
เมื่อพลังปราณแท้รอบกายของเฉินหยางปั่นป่วน ภายใต้การปกคลุมของพลังปราณแท้นั้น แรงกดดันที่มองไม่เห็นก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ในตอนนี้หลี่เต้า รู้สึกได้ว่ามีพลังบางอย่างกำลังบีบอัดเขาอยู่ ชั่วขณะถัดมาเมื่อเฉินหยางลงมือพลังนี้ก็รวมตัวกันบนมือของอีกฝ่าย และพุ่งเข้าโจมตีหลี่เต้า
ไร้เทียมทาน! ดาวพิฆาต!
เมื่อเผชิญกับการโจมตีครั้งนี้ หลี่เต้าไม่ลังเลที่จะยกง้าวแทงออกไปทันที
เมื่อง้าวมังกรทมิฬปะทะกับการโจมตีนั้น หลี่เต้าก็เข้าใจแล้วว่า สิ่งที่เขาต่อสู้มาตลอดนั้น นอกจากเฉินหยางผู้อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้ว ยังมีพลังอำนาจสวรรค์ที่อีกฝ่ายเรียกใช้ส่วนหนึ่งด้วย
และในตอนนั้นเองง้าวมังกรทมิฬก็ถูกพลังแห่งอำนาจสวรรค์นี้ทำลายลงเช่นกัน
ตึ้ง!
เมื่อพลังของทั้งสองฝ่ายปะทะกันถึงจุดหนึ่ง เสียงคำรามก็ดังขึ้นอีกครั้ง ผลลัพธ์เหมือนเดิม หลี่เต้าถูกผลักกระเด็นออกไปภายใต้อำนาจสวรรค์
เขาปักง้าวมังกรทมิฬลงบนพื้นดินและถอยหลังไปถึงร้อยจั้งก่อนจะหยุดลงได้ เมื่อมองไปยังเฉินหยางที่ทำหน้ายโสโอหังอยู่ไกลๆ หลี่เต้าก็ใช้มือเดียวดึงง้าวมังกรทมิฬออกมาจากพื้น
“ยังฝืนเกินไป”
เขาเคยคิดว่าด้วยพลังกายกว่าสามหมื่นของเขา รวมถึงพลังปราณโลหิตที่สามารถต้านทานวิชาของสำนักปีศาจเลือดได้ก็น่าจะเพียงพอในการรับมือกับเฉินหยางที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้ว
แต่ตอนนี้เขาพบว่าตนเองประเมินระดับมหาราชาปรมาจารย์ต่ำเกินไป ประการแรกหากพูดถึงคุณสมบัติส่วนบุคคลพลังของเขายังด้อยกว่าเฉินหยาง ประการที่สอง อำนาจสวรรค์นั้นยุ่งยากเกินไป
แต่เขาจะยอมแพ้เพียงเท่านี้หรือ? แน่นอนว่าไม่มีทาง ในด้านคุณสมบัติพลังกายของเขาแสดงถึงคุณสมบัติโดยรวมทั้งหมดที่บรรลุถึงระดับสามหมื่นกว่าแล้ว
แต่เฉินหยางเพียงแค่มีขีดจำกัดการระเบิดพลังที่สูง หากรวมคุณสมบัติทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้วอีกฝ่ายก็ยังแข็งแกร่งกว่า ส่วนเรื่องที่เรียกว่าอำนาจสวรรค์นั้นหลี่เต้าก็เข้าใจว่าเมื่อรับรู้ถึงสภาวะของเฉินหยางในตอนนี้ หากไม่ทำให้อำนาจสวรรค์นี้สูญสิ้นไป เขาก็จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการต่อสู้
ดังนั้นเขาจำเป็นต้องหาวิธีบดขยี้อำนาจสวรรค์นี้ ส่วนวิธีการนั้นหลี่เต้าได้มีความคิดในใจแล้ว
แม้จะรู้ว่าการเผชิญหน้าโดยตรงจะไม่อาจเอาชนะเฉินหยางได้ แต่หลี่เต้าก็ยังคงเลือกที่จะโจมตีก่อน
“ช่างรนหาที่ตายจริงๆ!”
เฉินหยางหัวเราะเยาะในใจ พร้อมกับถอนหายใจโล่งอก เพราะเขาพบว่าแม้ว่าด้วยพลังของเขาในตอนนี้ถึงอีกฝ่ายจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ แต่เขาก็ไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ในเวลาอันสั้น
หากหลี่เต้าต้องการหลบหนี เขาก็ยากที่จะกักตัวอีกฝ่ายไว้ได้ และหากอีกฝ่ายจากไปแล้วรายงานเรื่องนี้ต่อราชสำนัก ปัญหาก็อาจจะใหญ่โตขึ้น แม้ว่าเขาจะทะลวงระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้วแต่ก็ยังเกรงกลัวราชสำนักอยู่มาก ท้ายที่สุดแล้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเขาก็เคยได้ยินตัวอย่างของระดับมหาราชาปรมาจารย์ที่ถูกราชสำนักปราบปรามมาไม่น้อย
เขาเพิ่งทะลวงระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้ ย่อมไม่อยากกลายเป็นรายต่อไป ดังนั้นเขาจำเป็นต้องมั่นใจว่าวันนี้จะสามารถกักตัวหลี่เต้าไว้ที่นี่ให้ได้
เมื่อมองดูหลี่เต้าที่กำลังเข้ามาเผชิญหน้า เฉินหยางก็ลงมือโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ภายใต้อิทธิพลของอำนาจสวรรค์ ผลลัพธ์ของการปะทะกันระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ไม่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ ทุกครั้งจบลงด้วยการที่หลี่เต้าพ่ายแพ้ถูกกระแทกจนกระเด็นออกไป
คนที่มีหูตาก็สามารถมองเห็นได้ว่าหลี่เต้าในตอนนี้ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะต่อกรกับเฉินหยาง
แต่หลี่เต้าก็ยังดื้อดึงที่จะลุกขึ้นมาสู้ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าหลังจากพ่ายแพ้ โชคดีที่หลี่เต้ามีพลังกายที่น่าตกใจ พลังปราณโลหิตในร่างกายฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นคนอื่นคงตายไปหลายครั้งแล้ว
และเพราะสถานการณ์เช่นนี้ของหลี่เต้า ทำให้เฉินหยางที่เริ่มรู้สึกยินดีในตอนแรกกลับรู้สึกงุนงง จากสถานการณ์ตอนนี้ เขามองอย่างไรก็รู้สึกแปลกประหลาด อีกฝ่ายไม่ใช่คนโง่ ชัดเจนว่าสู้เขาไม่ได้แต่ทำไมถึงยังดื้อดึงลงมือกับเขาเช่นนี้
หรือว่าต้องการจะรอให้เขาหมดแรง?
แต่นั่นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หากเขายังอยู่ในระดับปรมาจารย์ ความเป็นไปได้นั้นอาจมีอยู่บ้าง เพราะเมื่อต่อสู้กับผู้อื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย อัตราการฟื้นฟูพลังปราณแท้ย่อมช้ากว่าอัตราการสูญเสียอย่างมาก
แต่เมื่อก้าวขึ้นสู่ระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้วทุกอย่างก็แตกต่างออกไป พลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ภายใต้อิทธิพลของพลังฟ้าดินอัตราการฟื้นฟูพลังปราณแท้จะมีความรวดเร็วอย่างยิ่ง