ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 371 การต่อสู้อันวุ่นวาย
เมื่อเห็นภาพตรงหน้าเหมียวอวี่ที่อยู่ในฝูงชนก็รู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ เขาซึ่งไม่มีความรู้อะไรมากนักได้แต่อุทานออกมาว่า “สุดยอดเหลือเกิน”
ด้านเหมียวเมี่ยวซินก็จ้องมองหลี่เต้าไม่วางตาโดยไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่
หลี่เต้าขี่หลังหมาป่าออกมาจากฝูงชน เขาชี้ง้าวมังกรทมิฬตรงไปที่กลุ่มคนบนบันได “มาดูกันว่าใครมีคนมากกว่ากัน!”
ทันทีที่กองทัพหมาป่าปรากฏกายขึ้น หลายคนก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
ทันใดนั้นมีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “กลัวอะไรกัน ก็แค่กลุ่มทหารม้าเกราะหนักที่ขี่หมาป่าเท่านั้น พวกมันจะมีพลังอะไรกัน?”
พูดจบคนผู้นั้นก็ใช้วิชาตัวเบาลอยขึ้นเหนือกองทัพหมาป่าฝูถูที่อยู่ด้านข้าง
“กรงเล็บปีศาจมรณา!”
คนผู้นั้นระดมพลังปราณแท้แสดงพลังขั้นสุดยอดของระดับเซียนเทียนออกมา กรงเล็บปีศาจยักษ์สีเขียวเข้มพร้อมกับเสียงผีโหยหมาป่าหอนก็พุ่งออกมาจากมือของเขา
แต่ทว่าเมื่อกรงเล็บยักษ์กำลังจะตกลงมา พลังอันน่าตกใจก็พลันระเบิดออกมาจากร่างของทหารกองทัพหมาป่าฝูถู
พลังนี้รวมตัวกันเป็นกำแพงที่มองไม่เห็นสกัดกรงเล็บผีเอาไว้ได้อย่างสิ้นเชิง ในชั่วขณะถัดมาร่างของเว่ยอวิ่นพุ่งทะยานออกมาจากฝูงชน
เขาผู้มีพลังเพียงระดับเซียนเทียนขั้นกลางไม่ลังเลเลยที่จะโจมตีคู่ต่อสู้ที่มีพลังระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุด
“แค่เพียง…” ประโยคนั้นยังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ออกมาจากร่างของเว่ยอวิ่น
เขาพบว่าพลังทั้งหมดในร่างถูกกดข่มเอาไว้ และในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เสียสมาธินั้นเอง ก็ทำให้ดาบเหล็กทมิฬของเว่ยอวิ่นฟันผ่านลำคอของเขา
ตามมาด้วยร่างที่ถูกตัดขาดจากศีรษะร่วงลงมาจากกลางอากาศ ทันใดนั้นทุกคนต่างมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ผู้มีพลังระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุด แพ้ให้กับผู้มีพลังระดับเซียนเทียนขั้นกลาง?
เป็นไปได้อย่างไร?
เนื่องจากชาวยุทธภพส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เรื่องราวของราชสำนัก พวกเขาจึงไม่เข้าใจเรื่องกองทัพวิญญาณและเกียรติภูมิกองทัพมากนัก
ในสายตาของพวกเขารู้เพียงว่าภาพที่เห็นนั้นน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน และเข้าใจแล้วว่าพวกกองทัพหมาป่าฝูถูเหล่านี้ไม่ใช่แค่ดูน่ากลัว แต่พวกเขาน่าสะพรึงกลัวจริงๆ
หลี่เต้ามองดูกลุ่มคนพลางกล่าวอย่างเชื่องช้า “หากพวกเจ้ายอมจำนนตอนนี้ก็ยังทันการอยู่”
“ยอมจำนนงั้นหรือ?” เฉินหยางถึงกับหัวเราะออกมาทั้งๆ ที่กำลังโมโหอยู่ เขาเพิ่งจะบรรลุระดับมหาราชาปรมาจารย์ หากต้องยอมจำนนนั่นมันไม่เท่ากับการบรรลุไปเปล่าๆ หรอกหรือ
ในชั่วขณะถัดมาเขาก็เอ่ยสั่งการด้วยสีหน้าเย็นเยียบทันที “แค่ทหารม้าจำนวนสองพันเท่านั้น พวกเจ้ามีคนมากมายขนาดนี้ยังจะกลัวอะไร!”
ส่วนเหตุผลที่เขาพูดว่า “พวกเจ้า”
เพราะเขาต้องการจะจัดการกับผู้ว่าการหลี่เต้าด้วยมือของตัวเอง เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าดินแดนทางใต้นี้ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถมารังแกได้
“โจมตี!”
เมื่อมีคำสั่งดังขึ้น เหล่าศิษย์สำนักปีศาจเลือดต่างก็มองหน้ากันแล้วพุ่งเข้าโจมตีกองทัพหมาป่าฝูถู
หลังจากนั้นคนจากสำนักอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างเฉินหยางก็รู้ว่าตอนนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสู้จนถึงที่สุด จึงพากันลงมือโจมตีตามมา
“ท่านผู้ว่าการ” เมื่อเห็นภาพนี้เหมียวหรงก็เอ่ยขึ้นมา
“พวกเจ้าร่วมมือกับกองทัพหมาป่าฝูถูจัดการคนอื่นๆ ส่วนเจ้าสำนักปีศาจเลือดปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า”
“ท่านผู้ว่าการระวังตัวด้วย”
พูดจบ เหมียวหรงก็พาคนออกไปจากข้างหลี่เต้าอย่างเด็ดขาด เหมียวเมี่ยวซินพูดเบาๆ ก่อนจากไปว่า “ระวังตัวด้วย”
“อืม” หลังจากทุกคนจากไปแล้ว หลี่เต้าก็มองไปยังเฉินหยางที่ยืนอยู่บนแท่นสูงในระยะไกล
ในตอนนี้ยกเว้นพวกเขาสองคนแล้ว คนที่เหลือในที่แห่งนี้ก็เริ่มปะทะกันอย่างรวดเร็ว
ทว่าภาพที่เกิดขึ้นต่อมานั้นกลับไม่เหมือนที่เฉินหยางและคนอื่นๆ คาดคิดเอาไว้
ภายใต้การเสริมกำลังของกองทัพวิญญาณและเกียรติภูมิกองทัพ กลุ่มคนยุทธภพที่ชำนาญการต่อสู้เดี่ยวจะสู้กับกองทัพฝูถูที่ชำนาญการรบในความวุ่นวายได้อย่างไร เมื่อเริ่มปะทะกันก็กลายเป็นการสังหารอย่างไร้ความปรานี
ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับเซียนเทียนขั้นต้นเป็นดั่งมดปลวก แม้แต่ผู้ที่อยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นต้นก็ยังไม่สามารถต้านทานความคมกล้าของกองทัพหมาป่าฝูถูได้
มีเพียงผู้ที่มีพลังถึงระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่ยังคงได้เปรียบในการต่อสู้ท่ามกลางความวุ่นวาย
แต่เนื่องจากในร่างของหมาป่ายักษ์เหล่านั้น พวกมันมีเลือดวิเศษเหมือนกับกองทัพฝูถู ความเข้าใจกันโดยไร้คำพูดทำให้กระแสพลังในร่างเชื่อมต่อกันภายในกองทัพวิญญาณ
นั่นแสดงให้เห็นว่ากองทัพวิญญาณและเกียรติภูมิกองทัพมีผลต่อหมาป่ายักษ์เหล่านี้ด้วย แม้จะมีกองทัพฝูถูเพียงสองพันนายแต่พลังที่แสดงออกมานั้นกลับเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะหมาป่ายักษ์มีผิวหนังหนาและเนื้อแน่นทนทานต่อการโจมตี ทำให้ความสามารถในการรับแรงกดดันของกองทัพหมาป่าฝูถูยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ในการปะทะกันครั้งนี้พวกเขาจึงได้เปรียบอย่างสมบูรณ์
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้สีหน้าของเฉินหยางเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดในทันที
เขาจึงลงมือเป็นคนแรก หลังจากจัดการหลี่เต้าแล้วไม่ว่าคนเหล่านี้จะแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่อาจก่อคลื่นลมอะไรต่อพลังของเขาที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้
“ฝ่ามือเลือดพิโรธ!”
หลังจากเฉินหยางลงมือ พลังของระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็ปรากฏขึ้นรอบกายเขาในทันที
ในชั่วพริบตาพลังอันน่าสะพรึงกลัวพลันระเบิดออกมา เขายื่นมือออกไปแผ่พลังกดดันมหาศาลโจมตีไปที่หลี่เต้า ในขณะนั้นร่างทั้งร่างของเฉินหยางถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีเลือด
“โจมตี!”
เมื่อเห็นภาพนี้หลี่เต้าก็กระทุ้งขาทั้งสองข้าง เสี่ยวเฮยพุ่งทะยานออกไปอย่างสุดกำลัง ระหว่างทางหลี่เต้ากระโดดขึ้นกลางอากาศ มือที่ถือง้าวมังกรทมิฬฟาดฟันลงมา
ไร้เทียมทาน! ดาวพิฆาต!
ในชั่วพริบตาถัดมาพลังปราณโลหิตได้พันรอบง้าวยาว
เมื่อทั้งสองฝ่ายปะทะกัน แสงสีเลือดก็ระเบิดออกมาทันที ในชั่วขณะนั้นทั้งสองคนต่างก็ถอยหลังไป
ไม่นานเงาร่างสองสายก็ลอยออกมาจากแสงสีเลือด เฉินหยางลงสู่พื้นอย่างมั่นคง ส่วนหลี่เต้านั้นถูกเสี่ยวเฮยรับเอาไว้
“เจ้า…” เฉินหยางจ้องมองหลี่เต้าด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น
เขาคิดว่าด้วยพลังของเขาที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์จะสามารถเอาชนะหลี่เต้าได้อย่างง่ายดาย แต่หลังจากปะทะกันแล้วมันกลับไม่ใช่
ผู้ว่าการคนใหม่แห่งดินแดนทางใต้ผู้นี้มีพลังที่สามารถต่อกรกับเขาได้อย่างแท้จริง ถึงแม้เขาจะรู้สึกว่าพลังของตนยังคงเหนือกว่าอีกฝ่ายอยู่หนึ่งขั้น แต่ก็เพียงแค่เหนือกว่าหนึ่งขั้นเท่านั้นไม่สามารถจัดการให้จบลงโดยเร็วได้
ทว่าจิตใจของเขาก็กลับมาสงบลงอย่างรวดเร็ว ตราบใดที่เขายังแข็งแกร่งกว่าก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
อีกด้านหนึ่งหลังจากปะทะกันแล้ว หลี่เต้าก็สังเกตเห็นถึงปัญหาเรื่องพลังระหว่างทั้งสองฝ่าย
แต่เขาไม่กังวลกับสิ่งเหล่านี้ เพราะตราบใดที่อีกฝ่ายไม่สามารถใช้พลังกดข่มเขาได้โดยตรง ด้วยพลังการฟื้นฟูของเขา การต่อสู้ยืดเยื้อก็สามารถทำให้อีกฝ่ายหมดแรงตายได้
สิ่งเดียวที่ต้องกังวลคือวิชาที่เป็นเอกลักษณ์ของระดับมหาราชาปรมาจารย์ ท้ายที่สุดแล้วเขาเคยเสียเปรียบไม่น้อยภายใต้พลังแห่งเจตจำนงที่เข้าใจได้เฉพาะในระดับปรมาจารย์ หากไม่ใช่เพราะสุดท้ายเขาก็เข้าใจพลังแห่งเจตจำนงในระหว่างการต่อสู้ก็คงไม่สามารถเอาชนะแม่ทัพใหญ่ของเผ่าถ่ามูได้
ไม่นานนักเฉินหยางก็โจมตีเข้ามาอีกครั้ง เมื่อถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์นอกจากท่าไม้ตายที่มีอยู่ไม่กี่อย่างแล้ว ความสามารถที่ครอบครองก็มีเพียงแค่นั้น
ดังนั้นคนทั้งสองที่มีนิสัยรุนแรงและตรงไปตรงมาจึงเริ่มโจมตีกันโดยตรง
“ฝ่ามือเลือดพิโรธ!”
“ไร้เทียมทาน! ดาวพิฆาตระบำคลั่ง!”
เงาฝ่ามือและเงาง้าวปะทะกันในอากาศไม่หยุด
ทุกครั้งที่ปะทะกันจะก่อให้เกิดคลื่นกระเพื่อมอันมหาศาล ลานกว้างใหญ่กลายเป็นสภาพที่แทบจะจำไม่ได้ภายใต้การต่อสู้ของทั้งสองคน
หลังเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปเฉินหยางเป็นฝ่ายกระโดดออกจากสนามรบก่อน
“เจ้าหนุ่ม ข้าเข้าใจกลเม็ดของเจ้าแล้ว”
เฉินหยางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นชา “แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าใช้พลังอะไรในการต่อสู้กับข้า”
“แต่ข้าจะบอกให้รู้ว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงวิถีทางที่ผิดเท่านั้น”
“ตอนนี้ข้าจะให้เจ้ารู้ว่า อะไรคือระดับมหาราชาปรมาจารย์ที่แท้จริง!”
เมื่อพูดจบ กระแสพลังที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ก็ปะทุขึ้นจากร่างของเฉินหยาง
ภายใต้การปกคลุมของกระแสพลังนี้ หลี่เต้าพบว่าเฉินหยางในตอนนี้กลับให้ความรู้สึกเหนือธรรมชาติแก่เขา