ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 377 ท่ามกลางคนนับล้านข้าพร้อมจะไป
สามวันต่อมา ข่าวหนึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งดินแดนทางใต้
หนึ่งในสามสำนักมารของผู้บำเพ็ญนอกรีตที่เทือกเขาหมื่นลี้อย่างสำนักปีศาจเลือดได้ล่มสลายแล้ว!
ต้องรู้ไว้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ สำนักปีศาจเลือดที่ปิดสำนักมาหลายปีเพิ่งจะกลับมาเปิดสำนักอีกครั้ง หลังจากที่เฉินหยางผู้เป็นเจ้าสำนักได้บรรลุระดับมหาราชาปรมาจารย์ และยังได้เชิญตระกูลสำนักต่างๆ จากทั่วสารทิศมาร่วมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แต่ในเวลาอันสั้นผลลัพธ์กลับกลายเป็นเช่นนี้
หลังจากข่าวนี้แพร่ออกไป ผู้คนต่างเริ่มคาดเดากันว่าใครกันที่ทำเรื่องใหญ่เช่นนี้ หลายคนนึกถึงตระกูลเหมียวเป็นอันดับแรก เพราะในบรรดาผู้ที่ไปยังเขาว่านชวน มีเพียงคนของตระกูลเหมียวเท่านั้นที่กลับมา แต่เมื่อมีคนไปสอบถามที่ตระกูลเหมียวกลับไม่ได้รับข่าวคราวใดๆ เลย
ในชั่วขณะนั้นเขาหมื่นลี้ที่เคยสงบก็เริ่มมีความไม่สงบขึ้นทีละน้อย
ในเวลาเดียวกัน จวนผู้ว่าการเมืองเทียนหนาน หลังจากผ่านการเดินทางอันยาวนานสามวัน หลี่เต้าพร้อมกับคนของกองทัพหมาป่าฝูถูทั้งหมดได้กลับมาแล้ว
“คุณชาย!” เมื่อเห็นหลี่เต้า จิ่วเอ๋อร์ก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความตื่นเต้น แม้ว่าเรื่องของสำนักปีศาจเลือดจะไม่มีคนภายนอกล่วงรู้ แต่คนในจวนผู้ว่าการล้วนรู้ดีและเข้าใจถึงอันตรายที่แฝงอยู่
“คุณชายของเจ้าไม่เป็นไรหรอก” หลี่เต้าลูบผมของจิ่วเอ๋อร์เบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปยังที่ไม่ไกลนัก เห็นเพียงร่างอรชรสองร่างยืนอยู่ไม่ไกล
เมื่อเห็นทั้งสองคน หลี่เต้าพลันแสดงสีหน้าตกใจ “ซานเหนียง โหยวเอ่อร์ พวกเจ้ามาได้อย่างไร?”
เถี่ยซานเหนียงค่อยๆ เดินเข้ามาหาแล้วกล่าวเสียงเบา “เรื่องของสำนักปีศาจเลือด เป็นฝีมือท่านใช่หรือไม่?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไรกัน” เมื่อได้ยินคำพูดนั้นหลี่เต้าก็ส่ายหน้าพลางยิ้มบางๆ “ข้าประเมินความฉลาดปราดเปรื่องของเจ้าต่ำไปแล้วซานเหนียง”
เถี่ยซานเหนียงชายตามองเขา “นี่เรียกว่าความฉลาดปราดเปรื่องอะไรกัน ท่านเคยบอกความคิดพวกนั้นให้ข้าฟังมาตั้งนานแล้ว” เมื่อเห็นหลี่เต้าในสภาพเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง นางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ครั้งนี้ไม่ง่ายสินะ”
“เจ้าคิดว่าอย่างไร”
“เจ้าสำนักปีศาจเลือด บรรลุระดับมหาราชาปรมาจารย์จริงหรือ?”
เมื่อนางพูดจบและได้เห็นสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งเฉยของหลี่เต้า เถี่ยซานเหนียงก็มีคำตอบในใจแล้ว ดวงตางามคู่นั้นฉายแววตกตะลึงออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ในฐานะที่ตระกูลเถี่ยเป็นพ่อค้าหลวงอันดับหนึ่งของแคว้นต้าเฉียน ตั้งแต่เล็กจนโตนางได้พบเจอกับสิ่งต่างๆ ที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้พบเจอ หนึ่งในนั้นก็คือความรู้เกี่ยวกับผู้แข็งแกร่ง
ในสายตาของคนส่วนใหญ่ ผู้ที่บรรลุระดับเซียนเทียนก็ถือว่าเป็นบุคคลที่เก่งกาจมากแล้ว ส่วนระดับปรมาจารย์นั้นยิ่งเป็นสิ่งที่มองเห็นได้จากที่ไกลแต่ไม่อาจเอื้อมถึง ส่วนระดับมหาราชาปรมาจารย์นะหรือ คนส่วนใหญ่ได้แค่จินตนาการแต่ไม่อาจเข้าใจได้
และเมื่อเข้าใจแล้วเท่านั้นจึงจะรู้ถึงความแข็งแกร่งของระดับมหาราชาปรมาจารย์อย่างแท้จริง ระดับปรมาจารย์หนึ่งคนสามารถต่อกรกับทหารพันนาย ต้านเกราะนับหมื่นได้ ส่วนระดับมหาราชาปรมาจารย์นั้นถือเป็นการก้าวกระโดดอย่างสมบูรณ์
ท่ามกลางผู้คนนับล้าน ข้าจะเป็นผู้เดียวที่ก้าวไปข้างหน้า!
นี่ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงแต่เป็นความหมายตามตัวอักษร คนเพียงคนเดียวก็สามารถทำลายล้างเมืองได้ทั้งเมือง สถานะของพวกเขาอยู่เหนือโลกียวิสัย หากเป็นยุคร้อยแคว้นวุ่นวายในอดีต บุคคลเช่นนี้สามารถนั่งเทียบเท่าฮ่องเต้แห่งแคว้นได้ แม้แต่ในปัจจุบันหากบุคคลเช่นนี้เข้าร่วมราชสำนัก ก็จะได้รับการยกย่องให้เป็นแขกผู้มีเกียรติของราชวงศ์ เป็นบุคคลที่ค้ำจุนแคว้นอย่างแท้จริง
แต่บุคคลที่มีสถานะเช่นนี้ กลับถูกชายหนุ่มที่ดูยังไม่มีประสบการณ์ตรงหน้าจัดการได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเพิ่งบรรลุระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้ แต่ก็เพียงพอที่จะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่ง
ความตกตะลึงที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนี้น่าตกใจยิ่งกว่าการได้ยินว่าหลี่เต้าได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการดินแดนทางใต้เสียอีก ท้ายที่สุดแล้วตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้นั้น เพียงแค่ฮ่องเต้ตรัสออกมาใครก็สามารถนั่งในตำแหน่งนั้นได้ แต่ระดับมหาราชาปรมาจารย์นั้นแตกต่างออกไป มีคุณค่าที่แท้จริงอย่างชัดเจน
เดิมทีนางคิดว่าการที่ตนเองอาศัยทรัพยากรของตระกูลเถี่ย ผลักดันพลังของตนให้ก้าวหน้าไปถึงผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนขั้นปลายในเวลาอันสั้นนั้นเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว แต่เมื่อเทียบกับหลี่เต้านางยังไปไม่ถึงไหนเลย
พอคิดถึงตรงนี้เถี่ยซานเหนียงก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าอีกไม่นานท่านก็จะได้เป็นผู้ว่าการดินแดนทางใต้ที่แท้จริงแล้ว”
หลี่เต้ายิ้มบางพลางกล่าว “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
“ไม่ต้องหวังหรอก ซานเหนียงเชื่อมั่น” เมื่อเถี่ยซานเหนียงเห็นผู้คนรอบข้างมากันมากขึ้นเรื่อยๆ จึงกล่าวว่า “พี่ชายหลี่กลับมาอย่างปลอดภัยข้าก็วางใจแล้ว ข้าจะพาโหยวเอ่อร์ไปก่อนล่ะ”
“เดินทางปลอดภัย”
หลังจากมองแผ่นหลังของเถี่ยซานเหนียงหายลับไปแล้ว หลี่เต้าก็รู้สึกถึงบางสิ่ง เมื่อเหลียวมองไปด้านข้างก็เห็นจิ่วเอ๋อร์กำลังมองเขาด้วยสีหน้าเคืองน้อยๆ “พอเถอะ พวกเราเป็นเพียงสหายเท่านั้น”
เพียงสหาย? จิ่วเอ๋อร์ไม่ใช่คนโง่ ตอนนี้ทั้งสองอาจเป็นเพียงสหายแต่วันพรุ่งนี้ความสัมพันธ์อาจเปลี่ยนไปก็ได้ แต่จิ่วเอ๋อร์ก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล นางเข้าใจดีถึงสถานะของตนเอง นางเพียงหวังว่าสตรีที่จะมาเป็นนายหญิงของบ้านหลังนี้ในอนาคตจะมีน้ำใจกว้างขวางสักหน่อย สามารถรับนางซึ่งเป็นเพียงบ่าวผู้ต่ำต้อยคนหนึ่งไว้ได้
ไม่นานหลี่เต้าก็กลับมาที่ห้องโถงใหญ่ หลังจากนั้นโจวเซิงและคนอื่นๆ ที่อยู่ในจวนผู้ว่าการก็มาถึง หลี่เต้าหันไปมองโจวเซิงแล้วกล่าวว่า “ในช่วงที่ข้าพาคนออกไปนั้น เมืองเทียนหนานไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่?”
“รายงานท่านผู้ว่าการ ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีผู้ใดกล้ามาก่อกวนพวกเรา”
“ดีแล้ว” ทันใดนั้นโจวเซิงก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ท่านผู้ว่าการ เรื่องสำนักปีศาจเลือด…”
“อืม” เมื่อได้ยินคำพูดนี้แม้โจวเซิงจะเตรียมใจไว้แล้วแต่ก็ยังรู้สึกตกตะลึง
ไม่รอให้โจวเซิงตอบสนอง หลี่เต้าพูดต่ออีกว่า “ต่อไปข้าจะบอกเจ้าเกี่ยวกับกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ทั้งใหญ่และเล็กในดินแดนทางใต้ เจ้าจงจดบันทึกไว้และสืบสวนให้ชัดเจนถึงตำแหน่งที่ตั้งของพวกมัน”
หลังจากนั้นหลี่เต้าได้เล่าถึงกลุ่มอิทธิพลทั้งใหญ่และเล็กที่เขาได้พบเห็นในงานเลี้ยงของสำนักปีศาจเลือดทั้งหมด แม้ว่าการล่มสลายของสำนักปีศาจเลือดจะยังไม่เป็นที่รับรู้ของคนภายนอก แต่หากผู้ใดตั้งใจสืบสวนจริงๆ ก็ย่อมรู้ความจริงได้จากร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ แทนที่จะรอให้พวกเขามาหาก็ไม่สู้จัดการพวกเขาเหมือนกับที่จัดการสำนักปีศาจเลือดเสียเลย ลงมือก่อนในขณะที่พวกเขายังไม่รู้เรื่อง ถอนรากถอนโคนให้สิ้น
ไม่นานหลังจากนั้น โจวเซิงก็ถึงกับตะลึงงันเมื่อมองดูรายชื่อกลุ่มอิทธิพลทั้งหลาย รายชื่อเหล่านี้เขาเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นกลุ่มอิทธิพลที่มีชื่อเสียงในดินแดนทางใต้ พิจารณาจากความตั้งใจของท่านผู้ว่าการ ดูเหมือนว่าคนพวกนี้ทั้งหมดจะต้องถูกกำจัด
หากกลุ่มอิทธิพลเหล่านี้ถูกกำจัดจนหมด ดินแดนทางใต้ทั้งหมดก็คงจะสงบสุขไปเกินครึ่ง เมื่อนึกถึงว่าแม้แต่สำนักปีศาจเลือดก็ยังล่มสลายไปแล้ว คำพูดที่จะหลุดออกจากปากของโจวเซิงก็ถูกกลืนกลับไปทั้งหมด
“เอาละ ต่อไปนี้ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปกติ รอคำสั่งต่อไปจากข้า”
หลังจากส่งผู้คนที่รวมตัวกันในห้องโถงกลับไปแล้ว หลี่เต้าก็เดินมายังห้องที่ใช้สำหรับการปิดด่านเพียงลำพัง หลังจากนั่งขัดสมาธิลง เขาก็เอ่ยในใจว่า “ระบบ”
[เจ้านาย: หลี่เต้า]
[พลังกาย: 506,109 / 5 (101,355)]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้: 1,256,182]
เมื่อเขามองดูวงเล็บที่อยู่หลังพลังกาย ก็รู้ทันทีว่าการโจมตีครั้งนั้นของเฉินหยางได้สร้างความเสียหายร้ายแรงให้เขามากเพียงใด การโจมตีเพียงครั้งเดียวทำให้เขาสูญเสียคุณสมบัติไปถึงสี่ส่วนในห้า
ในขณะเดียวกัน โชคดีที่เขาหลบการโจมตีครั้งสุดท้ายของอีกฝ่ายไม่ให้โดนศีรษะได้ มิเช่นนั้นด้วยความสามารถการฟื้นฟูของเขาในตอนนี้ คงไม่ทันรอให้ศีรษะฟื้นคืนก็ต้องตายไปแล้ว
และภารกิจต่อไปของเขาคือการฟื้นฟูพลังพร้อมกับทำการแปรสภาพครั้งนี้ให้สำเร็จ ผิวหนัง เลือดเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ทั้งหมดนี้ได้ผ่านการแปรสภาพเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็คืออวัยวะภายใน เขาเฝ้ารอคอยเรื่องนั้นอย่างเงียบๆ