ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 386 การโจมตีข้ามมิติ
แต่เมื่อหลี่เต้ากับศิษย์ในการดูแลของเริ่มถกเถียงกันจริงๆ เขาถึงได้พบว่าตนเองคำนวณพลาดไปบ้าง
หลี่เต้ามองไปยังผู้คนจากสำนักเหวินหัวที่อยู่ด้านล่าง แล้วกล่าวว่า “เมื่อต้องถกเถียง ก็ย่อมต้องมีหัวข้อ”
“แน่นอนว่า ข้าผู้ว่าการไม่อยากรังแกพวกเจ้า จะเลือกหัวข้อที่พวกเจ้าถนัดที่สุดมาโต้วาทีกิจกัน”
พอได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนก็ต่างมองหน้ากันแล้วแสดงสีหน้าโกรธเคืองออกมา
เพราะคำพูดของหลี่เต้านั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เขาไม่เห็นคนพวกนี้อยู่ในสายตาเลย
หลี่เต้าไม่สนใจสีหน้าของคนเหล่านั้น เขาเดินมาหยุดตรงหน้าคนแรกแล้วกล่าวขึ้นว่า “เจ้าตั้งหัวข้อเถิด”
เมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยของหลี่เต้า คนแรกที่ถูกเลือกก็มีสีหน้าแดงก่ำ เหมือนจะรู้สึกอับอายและโกรธอยู่บ้าง
สุดท้ายแล้วภายใต้สายตาให้กำลังใจของคนอื่นๆ เขาจึงเอ่ยว่า
“ท่านผู้ว่าการ ข้าชื่อชุยจื๋อ วันนี้ข้าอยากถกเถียงกับท่านในเรื่องวิถีการปกครองราษฎร”
หลี่เต้าพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นชุยจื๋อ เจ้าลองบอกมาก่อนว่าเจ้าเข้าใจวิถีการปกครองราษฎรอย่างไร”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชุยจื๋อก็กล่าวตอบว่า “ข้าเชื่อว่าการปกครองประชาชน ต้องเริ่มจากการเปิดสติปัญญาของประชาชน ปลุกจิตใจของประชาชน บ่มเพาะประชาชนด้วยนโยบายของแคว้น ทำให้ต้าเฉียนของเราเป็นดังมังกร”
“ปัจจุบันนี้ราชสำนักปกครองประชาชนด้วยการทำให้พวกเขาโง่เขลา ลดทอนสติปัญญาของประชาชน จนกระทั่งเก้าในสิบของผู้คนไม่รู้หนังสือ นี่คือความโชคร้ายของแคว้น”
“วันนี้ข้าได้มาถึงเทียนหนาน และพบว่าเมืองเทียนหนานเองก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แย่ยิ่งกว่าประชาชนในเมืองหลวงเสียอีก พวกเขาถึงกับเอาการฆ่าคนมาเป็นความสนุกสนาน ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย ไม่เคารพตนเอง ระหว่างคนกับคนยิ่งพูดจาไร้มารยาท ไม่มีคุณธรรมให้พูดถึงเลย”
“ดังนั้นข้าจึงคิดว่า วิถีการปกครองราษฎรควรเริ่มจากการเปิดสติปัญญาของประชาชนเป็นอันดับแรก น่าเสียดายที่ปัจจุบันคนส่วนใหญ่รู้แต่การประจบสอพลอผู้มีอำนาจ แต่ไม่รู้จักประชาชนที่อยู่ใต้ปกครอง”
“ยุครุ่งเรืองเช่นนี้ช่างจอมปลอมและเสแสร้งเหลือเกิน”
หลังจากฟังคำพูดของชุยจื๋อจบ ยังไม่ทันที่หลี่เต้าจะเอ่ยปากพูดอะไร
ผู้คนจากสำนักเหวินหัวก็พากันปรบมือชื่นชมเสียงดัง
เมื่อได้ยินเสียงเหล่านี้ ชุยจื๋อก็ดูเหมือนจะพอใจกับการแสดงออกของตนเองมาก
จึงกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ท่านผู้ว่าการ วิถีการปกครองราษฎรของข้ามีเหตุผลหรือไม่”
หลี่เต้าพยักหน้า “มี มีเหตุผลมาก ทุกคำล้วนมีเหตุผล”
ขณะที่ชุยจื๋อกำลังจะแสดงสีหน้าภาคภูมิใจนั้น เสียงของหลี่เต้าก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ทว่าน่าเสียดาย แม้จะมีเหตุผลแต่ก็ดูเลื่อนลอยเกินไปหน่อย”
“ท่านว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่ามันเลื่อนลอย ยิ่งใหญ่ และว่างเปล่าเกินไป”
ใบหน้าของชุยจื๋อแดงก่ำ “เหตุใดท่านจึงพูดเช่นนั้น”
หลี่เต้ายิ้มบางๆ “ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามเจ้าด้วยคำถามพื้นฐานที่สุดได้หรือไม่?”
“เจ้าพูดถึงวิถีการปกครองราษฎร แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าราษฎรคืออะไร?”
“ราษฎร?” เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ชุยจื๋อก็ชะงักไปทันที
จากนั้น หลี่เต้าก็ถามต่อว่า “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าราษฎรต้องการอะไร? วิถีการปกครองราษฎรของเจ้าทำให้พวกเขายอมรับได้อย่างไร? เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าความคิดของเจ้าคือความคิดของราษฎร?”
“และเจ้าพูดถึงการเปิดสติปัญญาของราษฎร แล้วจะเปิดได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินสองคำถามแรก ชุยจื๋อพูดไม่ออก แต่เมื่อเขาได้ยินคำถามที่สาม ดวงตาก็พลันเปล่งประกายขึ้นมาทันที
เขารีบตอบทันใด “การเปิดสติปัญญาของราษฎร ย่อมต้องเชิญอาจารย์มาสอนพวกเขาให้อ่านออกเขียนได้ เมื่อรู้มากขึ้นปัญญาก็จะเปิดได้เอง”
หลี่เต้าหัวเราะแล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าในใต้หล้าอันกว้างใหญ่ ราษฎรมากมายเช่นนี้ต้องใช้อาจารย์มากเท่าใด?”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรกับคนที่ไม่เห็นด้วยในการยอมรับความคิดของเจ้า?”
“แล้วจะสามารถเอาความรู้ออกมาจากตระกูลขุนนางได้อย่างไร โดยที่พวกเขาไม่ขัดขวางเจ้า?”
“นอกจากนี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่ว่า ‘ทำให้ทุกคนเป็นดังมังกร’ เช่นที่เจ้าพูดไว้นั้น ยังต้องมีเงื่อนไขสำคัญอีกประการหนึ่ง?”
ชุยจื๋อถามโดยไม่รู้ตัว “เงื่อนไขอะไรหรือ?”
“หากต้องการให้ทุกคนเป็นดังมังกร เจ้าต้องทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันเสียก่อน”
พอพูดถึงตรงนี้ หลี่เต้าก็เงยหน้าขึ้นกล่าว “ขุนนาง ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า และคนต่ำช้ารวมถึงฮองเต้ ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน เจ้าจะทำได้อย่างไร? และมีความเป็นไปได้หรือไม่? อีกทั้งเจ้ากล้าทำหรือไม่?”
“ข้า…”
เมื่อมาถึงตรงนี้ ชุยจื๋อก็พูดไม่ออกแล้ว เขาไม่ใช่คนโง่เขลาแต่เป็นคนเฉลียวฉลาด
จากคำถามของหลี่เต้า เขาพบว่าความคิดของตนเองนั้นสวยงามแต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง
ในที่สุด ชุยจื๋อก็พูดด้วยสายตาวางเปล่า “หรือว่าความคิดทั้งหมดของข้าล้วนเป็นเพียงความเพ้อฝัน? ไม่มีทางเป็นจริงได้เลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็ยกมือขึ้นตบไหล่ของชุยจื๋อ “อันที่จริงแล้วก็เป็นไปได้”
“หืม?” ชุยจื๋อเบิกตากว้าง “ทำอย่างไร?”
หลี่เต้าตอบ “เพียงแค่เจ้ากลายเป็นคนที่เก่งกาจที่สุดในโลก ทุกคนในโลกนี้ก็จะเป็นไปตามความคิดของเจ้าทั้งหมด”
“…” ชุยจื๋อ
ทันใดนั้น ชุยจื๋อก็ได้สติกลับมา จึงย้อนถามว่า “ท่านผู้ว่าการ ท่านยังไม่ได้บอกวิธีการปกครองราษฎรของท่านเลย”
“ของข้าหรือ?” หลี่เต้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมา “วิธีการปกครองราษฎรของข้าก็คือ ให้พวกเขาได้กินอิ่มนุ่งอุ่นก็เพียงพอแล้ว”
“ง่ายเช่นนั้นหรือ?”
“ง่ายหรือ?” ชุยจื๋อชะงักไป
หลี่เต้ามองไปยังคนที่เหลือ ก่อนจะกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “แต่ละยุคสมัยย่อมมีวิธีการปกครองราษฎรของยุคสมัยนั้น”
“แคว้นมีประชาชนเป็นรากฐาน และประชาชนก็ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร”
“เมื่อพวกเขากินอิ่มนุ่งอุ่นแล้ว ก็จะสามารถปกครองตนเองได้ หากแม้แต่การกินอิ่มนอนอุ่นยังเป็นปัญหา แล้วจะพูดถึงการปกครองราษฎรได้อย่างไร?”
คำพูดนี้ทำให้ผู้คนจากสำนักเหวินหัวเงียบกริบ
สุดท้าย หลี่เต้าก็มองไปที่ชุยจื๋อ “เมื่อเทียบกับความคิดที่ไม่สมจริงของเจ้า ขารู้สึกว่าความคิดของข้านั้น หากพยายามสักหน่อยก็ยังสามารถทำให้เป็นจริงได้”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ชุยจื๋อก็ได้สติกลับคืนมา เขาก้มตัวประสานมือกล่าวตรงๆ ว่า “ข้าแพ้แล้ว”
แปะ แปะ!
ทันใดนั้น ฉูจ้าวที่ด้านข้างพลันปรบมือขึ้น “ช่างเป็นคำกล่าวที่ดีจริงๆ ‘แคว้นมีประชาชนเป็นรากฐาน และประชาชนก็ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร’”
“การที่ชายแดนใต้มีท่านผู้ว่าการหลี่ ช่างเป็นบุญของชายแดนใต้จริงๆ”
พูดจบเขาก็มองไปทางชุยจื๋อแล้วกล่าวว่า “ข้าเคยบอกมานานแล้ว ความคิดของเจ้ามีแต่ทฤษฎีเปล่า ไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ที่จริงหากทำจริง สถานการณ์จะยิ่งร้ายแรงกว่าที่ท่านผู้ว่าการหลี่กล่าวไว้มากนัก”
“ศิษย์ขอรับคำสั่งสอน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของชุยจื๋อพลันปรากฏแววละอายขึ้นมา
แต่ทันใดนั้นเขาก็ก้มตัวประสานมือให้ฉูจ้าวและหลี่เต้าอย่างจริงจังอีกครั้ง
“คนต่อไป”
ผ่านชุยจื๋อไป จากนั้นหลี่เต้าก็มาถึงตรงหน้าคนที่สอง
แม้ว่าหลี่เต้าจะเริ่มต้นด้วยการบดขยี้ชุยจื๋อได้อย่างราบคาบ แต่คนที่เหลือก็ยังไมอาจยอมรับได้ง่ายๆ
ด้วยเหตุที่พวกเขาต่างมีความเชี่ยวชาญของตนเอง กอปรกับปัญหาด้านนิสัย จึงทำให้พวกเขาไม่สามารถยอมรับได้โดยง่าย
“ท่านผู้ว่าการ ข้าต้องการถกเถียงกับท่านในเรื่องเกษตรกรรม”
ครั้งนี้ หลี่เต้าไม่ได้สุภาพเหมือนครั้งแรกอีกต่อไป
พอเริ่มก็เปิดฉากโจมตีเต็มกำลังทันที ความรู้ด้านการเกษตรจากชาติก่อนถูกเขาเทใส่หน้าอีกฝ่ายโดยตรง
จนกระทั่งหลังจบการถกเถียง คนที่สองยังคงตะลึงไมอาจตั้งสติได้ ได้แต่สงสัยในชีวิตของตัวเอง
ต่อมาก็เป็นคนที่สาม คนที่สี่ ในช่วงเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ วิถีการปกครองประเทศ ความเป็นมนุษย์ หรือแม้แต่ศิลปะการชงชา รวมถึงเรื่องจิปาถะอื่นๆ ล้วนถูกหยิบยกขึ้นมาทั้งหมด
แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนในชาติก่อนเล่นจนเบื่อแล้ว
ทฤษฎีต่างๆ ที่เขานำมาเสนอนั้น เหมือนการโจมตีจากมิติที่เหนือกว่า [1]
ผลก็คือ หลังจากผ่านการถกเถียงอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง ผู้คนจากสำนักเหวินหัวต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความสงสัยชีวิตตัวเอง
ในขณะนี้ ในหัวของพวกเขามีเพียงสองคำถาม
“ข้าเป็นใคร?”
“ข้าต้องการทำอะไร?”
[1] การโจมตีจากมิติที่เหนือกว่า: เปรียบเปรยถึงการโจมตีอันรุนแรงที่เป็นเหมือนการโกง