ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 387 อูจ้าวบรรลุธรรม
ในขณะนี้แม้แต่ฉูจ้าวที่คอยฟังอยู่ด้านข้างก็ยังตะลึงกับคำพูดต่างๆ ของหลี่เต้า
เขาเคยคิดว่าถึงแม้หลี่เต้าจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ก็คงเอาชนะในการถกเถียงได้แค่วิธีไม่กี่คนเท่านั้น
เพราะว่าบรรดาศิษย์ของเขาแต่ละคนล้วนมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน
จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนหนุ่มผู้หนึ่งจะมีความรู้มากมายถึงเพียงนั้น
ทว่าผลลัพธ์กลับทำให้เขาต้องยอมรับว่าตนเองมีความคิดตื้นเขินเกินไป
หลี่เต้าไม่เพียงเอาชนะศิษย์ของเขาในการถกเถียงได้เท่านั้น แต่ยังมีความรู้ในด้านการถกเถียงที่เหนือกว่าศิษย์ของเขาอย่างสิ้นเชิง
สิ่งนี้เกินกว่าความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับคนปกติไปมาก
ฉูจ้าวเคยเป็นราชครูของต้าเฉียนถึงสามรัชกาล เขาคิดว่าตนเองได้พบเจอคนมีความสามารถเกือบทั้งหมดในโลกนี้แล้ว
ทว่ามีเพียงคนตรงหน้าเขาผู้นี้เท่านั้นที่เขาไม่สามารถมองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
และถ้าเขาจำไม่ผิด ผู้ว่าการแห่งดินแดนทางใต้ผู้นี้ได้ตำแหน่งมาด้วยความดีความชอบทางทหารและความสามารถที่แท้จริงของตนเอง
ตั้งแต่วันไหนกันที่ขุนศึกมีความรู้กว้างขวางเช่นนี้
เขาไม่ได้พูดเกินจริงเลย เพียงแค่คำพูดในการถกเถียงของหลี่เต้าก่อนหน้านี้ หากนำมันไปเทียบกับบรรดาขุนนางฝ่ายปกครองของต้าเฉียน ก็ยังถือว่าโดดเด่นเหนือใคร
ที่สำคัญกว่านั้นนี่คือคนมีความสามารถรอบด้าน
หลี่เต้ามองดูกลุ่มคนจากสำนักเหวินหัวที่แต่ละคนมีสีหน้าเหมือนถูกเล่นงานจนไม่เหลือสภาพ เขาก็รู้สึกว่าตนเองอาจจะทำเกินไปหน่อย
ท้ายที่สุดแล้วคนเหล่านี้ก็คือผู้ที่จะมาช่วยเขาปกครองดินแดนทางใต้ในอนาคต
ดังนั้นเขาจึงปรบมือเบา ดึงดูดสายตาอันงุนงงของทุกคนมาที่ตนเอง ก่อนจะกล่าวขึ้นมาว่า “ทุกท่าน ข้ามีประโยคหนึ่งมามอบให้
“นอกจากใจไร้ซึ่งสรรพสิ่ง ปราศจากใจไร้ซึ่งหลักธรรม
“จงยึดมั่นในมโนธรรม
“ความรู้และการกระทำเป็นหนึ่งเดียว จึงจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์”
เมื่อเสียงของหลี่เต้าจบลง ทุกคนที่เดิมยังคงงุนงงต่างชะงักไปชั่วขณะ
ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า ความสับสนในดวงตาค่อยๆ จางหายไป เริ่มมีประกายแห่งการรู้แจ้งขึ้นมา
ในขณะเดียวกันฉูจ้าวที่นั่งอยู่ก็มีสายตาเหม่อลอยในชั่วขณะนั้น
ปากเขาเอ่ยพึมพำไม่หยุด “ความรู้และการกระทำเป็นหนึ่งเดียว จึงจะนำพาคนไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง
“ความรู้และการกระทำเป็นหนึ่งเดียว!”
เมื่อกล่าวคำสุดท้ายออกมา ดวงตาของฉูจ้าวก็พลันเปล่งประกายวาววับ
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
ในชั่วขณะถัดมาพลังอันมหาศาลก็ระเบิดออกมาจากร่างของฉูจ้าวอย่างฉับพลัน
จากนั้นไม่นานฟ้าดินก็เปลี่ยนสี ที่กลางนภาปรากฏแสงสีม่วงทอดยาวไปครึ่งค่อนฟ้า
ขณะนั้นทั่วทั้งเมืองเทียนหนานก็ราวกับถูกปกคลุมด้วยแสงสว่างชั้นหนึ่ง
ในเวลาเดียวกันนั้น ในห้องโถงใหญ่สำนักโหรหลวง ชายชราที่หลับใหลมาตลอดราวกับรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง ทันใดนั้นเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ทำไมถึงเปลี่ยนไปอีกแล้วเนี่ย กี่ครั้งแล้ว? จะให้ข้าพักบ้างไม่ได้หรืออย่างไร”
ชายชราเกาศีรษะที่มีเส้นผมเหลือไม่มากแล้วเริ่มก้มหน้าคำนวณดวงดาวอีกหน
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นงานที่เขาต้องทำอยู่ดี
ผลลัพธ์กลายเป็นว่าตอนที่ไม่คำนวณก็ยังดีอยู่ แต่พอคำนวณแล้วก็ถึงกับต้องตกตะลึง
“บัดซบ ดาวมรณะนั้นจะมาวุ่นวายกับดาวจักรพรรดิเป็นครั้งคราวก็ช่างเถอะ ถือว่าทั้งสองฝ่ายต่างเต็มใจกัน แต่การที่เจ้าดาวเมธาเข้ามาใกล้มีความหมายอะไรกัน?”
ในระหว่างที่ชายชราทำการคำนวณอยู่ ทันใดนั้นเขาก็พบว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นในปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์
ตามหลักการแล้ว ดาวเมธาควรจะอยู่ภายใต้ดาวจักรพรรดิ เพราะทุกสิ่งล้วนโคจรรอบดาวจักรพรรดิ
ภายใต้การสนับสนุนของดาวจักรพรรดิ ดาวเมธาจึงจะสามารถเปล่งประกายได้อย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม
แต่ปัจจุบันเขาพบว่าดาวเมธาเบี่ยงออกนอกวงโคจรเดิม
ทีมันกำลังโคจรรอบดาวจักรพรรดิอย่างดี แต่กลับเบี่ยงออกไประหว่างทาง มุ่งหน้าไปทางดาวมรณะที่แผ่รัศมีสังหารอันเข้มข้นออกมา
หากจะบอกว่าดาวมรณะนี้ปะทะกับดาวจักรพรรดิ เพื่อเปลี่ยนแปลงตำแหน่งมาแทนที่ดาวจักรพรรดิ ก็ยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง
แต่ดาวจักรพรรดินี้ยังมั่นคงอยู่ เพียงแค่มองดูน้องชายของตัวเองเบี่ยงออกไปโดยไม่สนใจ และยังอยู่ร่วมกับดาวมรณะได้เป็นอย่างดี นี่มันมีเหตุผลอะไรกัน
“หรือว่าวิธีการคำนวณดวงดาวที่อาจารย์ให้ข้ามามีปัญหา?”
ชายชราอดเอ่ยพึมพำกับตัวเองไม่ได้ สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะยอมแพ้ ช่างมันเถอะ อย่างไรเสียดาวมรณะก็ยังคงโคจรรอบดาวจักรพรรดิ ดาวเมธาจะอยู่กับใครก็ไม่สำคัญ ตราบใดที่ดาวจักรพรรดิไม่มีปัญหา เขาก็จะไม่มีปัญหาอะไร
ด้านนอกจวนผู้ว่าการ หลี่เต้าเผยสีหน้าประหลาดใจขณะมองไปยังฉูจ้าวที่นั่งหลับตาอยู่ในศาลา
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าฉูจ้าวเป็นเพียงชายชราธรรมดาคนหนึ่ง แต่เมื่อครู่นี้ในชั่วขณะที่พลังนั้นปะทุออกมา เขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันอันตรายจากฉูจ้าว
แต่กลิ่นอายนั้นมาอย่างรวดเร็วและก็จากไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อเขาได้สติกลับมาและลองสัมผัสดูอีกหน กลับพบว่าอูจ้าวกลายเป็นคนธรรมดาอีกครั้ง
“อาจารย์ของพวกเราทะลวงขั้นแล้ว!”
ในตอนนั้นเอง ศิษย์วัยกลางคนจากสำนักเหวินหัวก็เอ่ยออกมาอย่างอดไม่ได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าจึงอดถามไม่ได้ว่า “อาจารย์เคยศึกษาวิชาบำเพ็ญหรือ?”
ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้าตอบว่าเคย แต่อาจารย์เป็นผู้บำเพ็ญขงจื๊อ
“ผู้บำเพ็ญขงจื๊อ?”
ช่วงก่อนหน้านี้เขาได้รับหนังสือเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรเล่มหนึ่งมาจากเถียซานเหนียง
ในหนังสือมีการบันทึกเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญขงจื๊อเอาไว้ และไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเรื่องของผู้บำเพ็ญเต๋า ผู้บำเพ็ญพุทธ และคำอธิบายเกี่ยวกับสาขาการบำเพ็ญเพียรที่เป็นแบบแผนดั้งเดิมอีกด้วย
ในนั้นคำบรรยายเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญขงจื๊อเป็นดังนี้
ผู้บำเพ็ญขงจื๊อก็บำเพ็ญพลังปราณแท้เช่นกัน เพียงแต่วิธีการบำเพ็ญขงจื๊อนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปที่เส้นทางแห่งการรวมจิต
จากในสามขีดจำกัดใหญ่ ในการบำเพ็ญขงจื๊อไม่จำเป็นต้องทำการบำเพ็ญอย่างยากลำบาก ตราบใดที่รู้แจ้งในระดับจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง วรยุทธ์ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการแสดงออกของลัทธิจิตนิยมอย่างหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่เต้ายังได้อ่านเรื่องเล่าบางอย่างจากหนังสือเล่มนั้น
เมื่อหลายปีก่อน มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับมนุษย์ที่รู้แจ้งและขึ้นสวรรค์ในคืนเดียว
ตอนที่อ่านครั้งแรกเขาคิดว่าเป็นเพียงตำนาน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าตำนานอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องเท็จทั้งหมด
เวลาผ่านไปไม่รู้นานเท่าใด ในช่วงเวลาเช่นนี้ไม่มีใครกล้าเข้าไปรบกวน จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด ร่างของฉูจ้าวพลันสั่นเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็ค่อยฟื้นคืนสติ ในขณะที่ลืมตาขึ้น มีประกายแสงวาบผ่านดวงตาของเขา
เมื่อถูกดวงตาคู่นี้จับจอง ทุกคนก็รู้สึกราวกับถูกมองทะลุเข้าไปถึงภายใน
แต่ไม่นานนักฉูจ้าวก็เก็บซ่อนรัศมีศักดิ์สิทธิ์ในดวงตาของเขากลับไป
หลังจากนั้นภายใต้สายตาของทุกคนในสำนักเหวินหัว เขาก้มศีรษะคำนับและประสานมือให้หลี่เต้า
คนในสำนักเหวินหัวเห็นดังนั้นก็ตกใจยิ่งนัก เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังเห็นอยู่นั้น มันคือการคำนับแบบศิษย์
นั่นหมายความว่าในขณะนี้ ท่านอาจารย์อูได้ถือว่าตนเองเป็นศิษย์ของหลี่เต้า ชายหนุ่มจากดินแดนใต้ผู้นี้
หลี่เต้าเองก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นกัน เขารีบก้าวไปข้างหน้าทันทีเพื่อพยุงอีกฝ่ายขึ้น “ท่านอาจารย์ฉู เหตุใดจึงทำเช่นนี้?”
ทว่าเมื่อเขายื่นมือออกไป ก็พบว่าแม้ปัจจุบันเขาจะมีพละกำลังอันมหาศาล แต่กลับไม่สามารถยกชายชราอายุกว่าร้อยปีผู้นี้ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะออกแรงมากเพียงใดก็ไม่เป็นผล
จนกระทั่งฉูจ้าวลุกขึ้นเอง หลี่เต้าถึงได้สติกลับคืนมา
ฉูจ้าวค่อยๆ เอ่ยบอกว่าได้รับคำสอนจากท่านผู้ว่าการหลี่จนเข้าใจหลักธรรมอันยิ่งใหญ่ สมควรแสดงความเคารพในฐานะศิษย์
ชั่วขณะนั้นหลี่เต้าถึงกับไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เขาเพียงแค่กล่าวถ้อยคำของบุรุษผู้เป็นปราชญ์จากชาติก่อนเท่านั้น ไม่เคยคิดว่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้
พอพูดจบฉูจ้าวก็หันกลับไปมองศิษย์ทั้งหลายของสำนักเหวินหัว “นับจากวันนี้เป็นต้นไป ศิษย์ทั้งหลายของสำนักเหวินหัวของเรา พึงปฏิบัติต่อท่านผู้ว่าการหลี่ดุจเดียวกับปฏิบัติต่อข้า ทำตามหน้าที่ของศิษย์ รับผิดชอบในฐานะศิษย์”
“ขอรับ!”
เหล่าศิษย์ของสำนักเหวินหัวที่ฟื้นคืนจากความตกตะลึงแล้ว ไม่มีผู้ใดที่มีความคิดขัดแย้งต่อคำพูดของฉูจ้าวเลยแม้แต่น้อย
เพราะพวกเขาในฐานะศิษย์ของฉูจ้าวส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้บำเพ็ญขงจื๊อ และหากแม้จะไม่ใช่ แต่ก็ล้วนเข้าใจเกี่ยวกับผู้บำเพ็ญขงจื๊ออยู่ดี
ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าใจดีถึงความสำคัญของถ้อยคำแห่งการรู้แจ้งในธรรมนั้น
กล่าวโดยง่ายก็คือ ประโยคนั้นเทียบได้กับพระคุณแห่งการสร้างชีวิตใหม่ สามารถทดแทนการบำเพ็ญอย่างยากลำบากตลอดครึ่งหลังชีวิตของฉูจ้าวหรืออาจมากกว่านั้นได้
ท้ายที่สุดแล้วตั้งแต่อดึตจนถึงปัจจุบัน ไม่รู้มีคนมากมายเพียงใดที่ติดอยู่ในขั้นตอนนี้ และพอติดขัดก็ติดไปทั้งชีวิต สุดท้ายก็จบลงด้วยการสิ้นชีพดับวิถี