ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 398 การลงทัณฑ์จากสวรรค์
เมื่อมองดูชายเสื้อคลุมดำที่ยืนขวางอยู่เบื้องหน้า ทุกคนที่ถูกจับมาทำงานต่างก็มีสีหน้าสิ้นหวัง ด้านหลังมีสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้จักชื่อ ด้านหน้ามีระดับมหาราชาปรมาจารย์ขวางทางอยู่
ในสถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือนไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องตายสถานเดียว
“พ… พวกเราสู้กับสัตว์ประหลาดนั่นดีกว่า!”
ทันใดนั้นได้มีคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับการเผชิญหน้าระดับมหาราชาปรมาจารย์คนหนึ่งแล้ว การเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่ยังไม่รู้พลังน่าน่าจะมีโอกาสชนะมากกว่าสักหน่อย
หลังจากลังเลชั่วครู่ กลุ่มคนก็หันหลังกลับแล้วพุ่งตรงเข้าไปในซากปรักหักพังที่ปกคลุมด้วยฝุ่นควันทันที ชายเสื้อคลุมดำไม่ได้ขวางเอาไว้ เพียงแต่มองดูอย่างเงียบๆ
และหลังจากที่กลุ่มคนวิ่งเข้าไปในฝุ่นควันได้ไม่นาน ก็มีเสียงร้องอย่างทรมานและเสียงคำรามโหดเหี้ยมดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
“สัตว์ประหลาด! มันเป็นสัตว์ประหลาดจริงๆ! ช่วยด้วย!”
“อย่าฆ่าข้า ข้าขอร้อง!”
“ทำไมถึงมีสิ่งแบบนี้อยู่ในโลก!”
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เสียงกรีดร้องเหล่านั้นก็ค่อยๆ เงียบลง เช่นเดียวกับเสียงคำรามที่หายไปเช่นกัน ฝุ่นควันที่ปกคลุมซากปรักหักพังอยู่เริ่มจางหายไป ทัศนียภาพภายในค่อยปรากฏชัดขึ้น
สิ่งแรกที่ปรากฏคือซากศพและชิ้นส่วนอวัยวะจำนวนมาก และมีสิ่งผิดปกติคือศพเหล่านี้ล้วนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ราวกับสิ่งที่อยู่ภายในถูกดูดออกไปจนหมด
ขณะที่สายตาไลมองต่อไป ก็เห็นเงาร่างหนึ่งถูกบางสิ่งบีบคอและยกขึ้นสูง ยังคงดิ้นรนไม่หยุด ชั่วขณะถัดมาได้มีศีรษะหนึ่งโผล่ออกมาซุกเข้าที่ลำคอของเงาร่างนั้น
ร่างนั้นพลันแข็งทื่อแล้วร่างกายก็เริ่มยุบตัวลง สุดท้ายแล้วคนที่ถูกยกขึ้นก็กลายเป็นศพแห้งเหมือนกับพวกที่นอนอยู่บนพื้น
หลังจากศพแห้งถูกโยนออกไป เงาร่างที่อยู่ด้านหลังก็ได้ปรากฏให้เห็น เมื่อมองดูครั้งแรกฝั่งตรงข้ามเป็นชายร่างสูงใหญ่ ไม่ใช่สัตว์ประหลาดอะไร
แต่หากสังเกตอย่างละเอียดแล้วจะพบว่า ดวงตาอันดุร้ายของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยสีแดงฉาน ร่างกายสวมชุดเกราะสีดำ สามารถมองเห็นประกายสีทองอ่อนแวบหนึ่งผ่านช่องว่างของเกราะได้ และสิ่งที่แตกต่างที่สุดคือเขี้ยวซี่นั้นที่ยื่นออกมาอย่างผิดปกติ
ชายผู้นั้นผ่อนคลายอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ความดุร้ายในดวงตาสีแดงฉานค่อยจางหายไป สายตาของชายผู้นั้นตกลงบนร่างของชายเสื้อคลุมดำ
เมื่อชายเสื้อคลุมดำสังเกตเห็นสายตานั้น เขาก็คุกเข่าลงทันที “ขอแสดงความยินดีกับนายท่านที่ออกจากการปิดด่าน”
“ยินดี?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายผู้นั้นก็ยกมือขึ้นทันที
ในชั่วขณะถัดมา ภายใต้แรงดูดอันน่าสะพรึงกลัว ชายเสื้อคลุมดำได้ถูกชายผู้นั้นจับเข้าที่ลำคอโดยตรง จากนั้นก็มีเสียงเย็นชาแหบแห้งถามขึ้น “ทั้งที่ล้มเหลว แล้วเจ้ายังจะแสดงความยินดีกับข้าอีกหรือ?”
“ล้มเหลว?” สีหน้าของชายเสื้อคลุมดำพลันเปลี่ยนไป “เป็นไปไม่ได้ จะล้มเหลวได้อย่างไร ข้าทำตามคำสั่งของนายท่านทุกประการ”
ชายผู้นั้นจ้องมองชายเสื้อคลุมดำด้วยดวงตาสีแดงฉาน ครูต่อมาเขาก็ปล่อยมือ
ชายเสื้อคลุมดำคุกเข่าลงกับพื้นทันทีแล้วกล่าวว่า “นายท่าน ข้าได้ทำตามคำสั่งของท่านทุกประการจริงๆ”
ชายผู้นั้นเอ่ยเสียงเย็น “ข้ารู้ ไม่ได้โทษเจ้า มิเช่นนั้น ตอนนี้เจ้าคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว”
ชายเสื้อคลุมดำพลันรู้สึกโล่งใจ จากนั้นก็รีบถามขึ้น “นายท่าน ถ้าเช่นนั้นเป็นเพราะอะไรหรือ?”
เมื่อได้ยินคำถาม ชายผู้นั้นก็รวบรวมความคิดอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็กำหนดเป้าหมายได้หนึ่งอย่าง เขาจึงเอ่ยเสียงเย็นว่า “ถ้าจะโทษก็ต้องโทษผู้ว่าการดินแดนทางใต้คนใหม่นั่น หากไม่ใช่เพราะเขาทุกอย่างคงดำเนินไปตามแผนแล้ว”
“เป็นเพราะขาดหัวใจทองคำบริสุทธิ์จากร่างของราชันกูเกราะทองไป ทำให้ร่างนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงขั้นสุดท้ายได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความล้มเหลวในครั้งนี้”
พอคิดถึงตรงนี้ ชายผู้นั้นก็อยากบอกว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝันเหลือเกิน ทั้งที่ให้เวลาเขาอีกเพียงแค่ครึ่งปีก็พอแล้ว แต่พอมาถึงตอนนี้กลับเกิดปัญหาในจุดสำคัญที่สุด
เมื่อคิดถึงเช่นนั้น กระแสพลังอำมหิตที่ควบคุมไม่ได้ก็พลันปะทุขึ้นบนร่างของชายผู้นั้นอีกครั้ง และเมื่อกระแสพลังอำมหิตนี้แผ่ซ่านออกมา บนท้องฟ้าก็มีเสียงฟ้าร้องดังสนั่น เมฆดำที่พัดม้วนตัวอยู่แล้วก็ยิ่งปั่นป่วนรุนแรงขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้อง ร่างของชายผู้นั้นก็สั่นสะท้าน เขารีบควมคุมกระแสพลังอำมหิตรอบกายให้สงบลงทันที เห็นได้ชัดว่าเมื่อกระแสพลังอำมหิตสงบลง เมฆดำบนท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะสงบลงเล็กน้อย เสียงฟ้าร้องไม่ดังสนั่นเหมือนเมื่อครู่แล้ว
ชายเสื้อคลุมดำก็พบความผิดปกตินี้เช่นกัน ในขณะที่ฟ้าแลบฟ้าร้องเมื่อครู่นี้ เขาพลันรู้สึกถึงความหวาดกลัวและสั่นสะท้านโดยสัญชาตญาณขึ้นมา เขาถามออกไปโดยไม่รู้ตัว “นายท่าน นั่นคือ…”
ชายผู้นั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นอย่างเชื่องช้าว่า “ร่างกายนี้เกิดมาก็เพื่อท้าทายสวรรค์ ดังนั้นเมื่อถือกำเนิดขึ้นมา ก็ย่อมต้องเผชิญกับการลงทัณฑ์จากสวรรค์ เพียงผ่านพ้นการลงทัณฑ์นี้ไปได้เท่านั้น จึงจะสามารถดำรงอยู่ในโลกนี้ได้อย่างแท้จริง”
“แล้วถ้าล้มเหลวละ?”
“ก็สลายกลายเป็นเถ้าธุลี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายเสื้อคลุมดำก็สั่นสะท้านเล็กน้อย เขาถามว่า “นายท่าน ท่านมั่นใจหรือไม่?”
ชายผู้นั้นเงยหน้ามองท้องฟ้าพลางกล่าว “ไม่ว่าข้าจะถอยหลังไปหนึ่งขั้น หรือก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งขั้น ในการผ่านพ้นบทลงทัณฑ์จากสวรรค์ ข้ามีความมั่นใจมากกว่าเจ็ดส่วน”
“แต่ตอนนี้ไม่มีความหวังเลยแม้แต่น้อย”
คำพูดนี้ทำให้ชายเสื้อคลุมดำตกตะลึง เขาถามว่า “นายท่าน เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น”
อีกฝ่ายหันกลับมาตอบ “หากถอยหลังในวิชา พลังจะตกลงไปอยู่ที่ระดับมหาราชาปรมาจารย์ ก็จะเผชิญกับการลงทัณฑ์ระดับมหาราชาปรมาจารย์”
“หากก้าวไปอีกขั้น ข้าจะบรรลุถึงระดับเทพมนุษย์ ด้วยร่างกายนี้หากบรรลุถึงระดับเทพมนุษย์แล้ว แม้จะเผชิญกับการลงทัณฑ์ระดับเทพมนุษย์ ข้าก็มั่นใจว่าจะรับมือได้”
“แต่ปัจจุบัน พลังของร่างกายนี้อยู่ที่ระดับกึ่งเทพมนุษย์ อีกก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ระดับเทพมนุษย์อย่างแท้จริง ดังนั้นการลงทัณฑ์ครั้งนี้จึงถูกจัดให้อยู่ในระดับเทพมนุษย์ เพียงแค่เส้นบางๆ กั้นแต่ต่างกันราวฟ้ากับเหว จึงไม่มีความหวังเลยแม้แต่น้อย”
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ชายเสื้อคลุมดำก็เอ่ยปากขึ้นว่า “นายท่าน หรือว่าตอนนี้ไม่มีวิธีการใดเลยหรือ?”
“มี นั่นก็คือทำลายวรยุทธตัวเอง ลดวรยุทธลงมาถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์ ถอยออกมาหนึ่งก้าว ก็จะได้รับการลงทัณฑ์จากสวรรค์ในระดับมหาราชาปรมาจารย์”
แต่ชายผู้นั้นก็กัดฟันกล่าวทันที “แต่ข้าไม่อาจเดินตามวิถีนี้ได้ ด้วยสภาพร่างกายนี้ หากวรยุทธตกต่ำลงก็จะไม่มีวันยกระดับขึ้นได้อีกชั่วนิรันดร และความอดทนตลอดหลายปีมานี้ก็จะสูญเปล่า”
“แล้วจะทำอย่างไร”
“ดังนั้นจึงเหลือเพียงวิธีสุดท้ายเท่านั้น”
“วิธีอะไร?”
“บูชายัญด้วยเลือด!”
“บูชายัญด้วยเลือด?” ชายเสื้อคลุมดำครุ่นคิดเล็กน้อยก็เข้าใจความหมาย “นายท่าน พวกเราสามารถเรียกคนของกองทัพสิบทิศทั้งหมดกลับมาได้—”
“ไม่พอ!”
ชายเสื้อคลุมดำชะงักไป “นายท่าน พวกเรากองทัพสิบทิศมีกำลังพลเกือบแปดหมื่นคน”
“มันยังไม่พอ”
“แล้วท่านต้องการกี่คนหรือ?”
“เจ็ดวัน หนึ่งล้านคน!”
“หนึ่งล้านคน?” แม้แต่ชายเสื้อคลุมดำที่เคยพบเรื่องใหญ่โตมามากมาย เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ยังต้องหรี่ตาลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง นั่นมันหนึ่งล้านคนเชียวนะ! เขามีชีวิตมานานขนาดนี้ คนที่เคยพบเห็นก็คงไม่ถึงจำนวนนั้นด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้กลับต้องการบูชายัญด้วยเลือดคนหนึ่งล้านคน
“มีวิธีไหม?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายเสื้อคลุมดำก็ได้สติกลับมา เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ากล่าวว่า “หากเป็นในอดีต อาจไม่มีวิธีรวบรวมคนหนึ่งล้านคนในเวลาอันสั้นได้”
“แต่ปัจจุบันนี้ หลังจากการพัฒนาของผู้ว่าการคนใหม่ ดินแดนทางใต้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากวันวานแล้ว ในนั้นเมืองเทียนหนานและบริเวณโดยรอบ มีประชากรรวมกันอย่างน้อยเจ็ดแสนคน พวกเราเพียงแค่ต้องต้อนประชากรอีกสามแสนคนไปยังเมืองเทียนหนาน ก็จะครบหนึ่งล้านคนแล้ว”
หลังจากฟังเรื่องเหล่านี้จบ ชายผู้นั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ขับไล่แค่สองแสนกว่าคนก็พอแล้ว”
ชายเสื้อคลุมดำตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ก็เข้าใจความหมายในคำพูดของนายท่านได้อย่างรวดเร็ว