ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 403 มังกรคุมกาย
“ข้าๆ ไม่เอาด้วยแล้ว!”
ภายใต้คมดาบของกองทัพหมาป่าผู่ถู ในที่สุดก็มีบางคนที่ทนไม่ไหวขึ้นมา
หากกองทัพหมาป่าผู่ถูมีความได้เปรียบเพียงแค่น้อยนิด พวกเขายังพอรับได้
คนตายไปกว่าหมื่นคน แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับไม่มีคนตายเลย มีเพียงแค่คนบาดเจ็บ เท่ากับไม่มีความสูญเสียอะไร
นี่จะให้พวกเขายอมรับได้อย่างไร หากสู้ต่อไปพวกเขาคงไม่มีทางชนะแน่
ร่างหนึ่งลอยขึ้นสู่อากาศ กระโดดเหาะไปยังจุดอ่อนด้านข้างของสนามรบ
เขาต้องการหนีออกจากสถานที่อัปมงคลนี้ ไม่ว่าจะเป็นผ่อวินอ๋องหรือความมั่งคั่งรุ่งเรือง เมื่ออยู่ต่อหน้าชีวิตแล้วล้วนแต่ไร้ค่าทั้งสิ้น
คิดจะหนีหรือ?
เมื่อสังเกตเห็นเหตุการณ์นั้น มือของหลี่เตาก็วางลงบนคันธนูไม้เหล็กที่อยู่ข้างๆ โดยไม่รู้ตัว
แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือ เสี่ยวชิงจือที่อยู่ข้างอวิ๋นอ๋องก็ลงมือก่อนแล้ว
เพียงชั่วพริบตา เสี่ยวชิงจือก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าคนผู้นั้น เขาขมวดคิ้วตวาดว่า
“กลับไป!”
“ข้าไม่อยากตาย ข้าไม่ทำแล้ว”
ไม่ทำแล้วหรือ?
สายตาของเสี่ยวชิงจือพลันเย็นเยียบ จากนั้นก็ตวัดฝ่ามือออกไปในอากาศ
ตูม!
ร่างของคนที่กำลังหนีแตกระเบิดทันที
เสี่ยวชิงจือมองไปยังผู้คนในสนามรบ
“ผู้ใดคิดหนี คนผู้นั้นจะได้รับจุดจบเช่นนี้”
ภาพนี้ทำให้ในใจของคนที่กำลังคิดจะหนีรู้สึกเย็นวาบ
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาย? แล้วจะเลือกอย่างไร?
ในขณะที่พวกเขากำลังตะลึงงัน กองทัพหมาป่าผู่ถูก็เหวี่ยงดาบสังหารอย่างไม่ลังเลเลย
เลือดมากมายหลั่งรินลงบนผืนดินนอกเมืองเทียนหนาน พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน
สองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตูม!
ปรมาจารย์คนสุดท้ายที่ต่อต้านอยู่กลางดงรบ ถูกง้าวสั้นงากของสวีหู่ฟันขาดเป็นสองท่อน
จนถึงบัดนี้ กองทัพสิบทิศทั้งแปดหมื่นกว่าคนได้ถูกทิ้งไว้นอกเมืองเทียนหนาน ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
เหลือเพียงอวิ๋นอ๋องและเสี่ยวชิงจือที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากสนามรบเท่านั้น
ที่นอกเมืองเทียนหนาน กองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายมีกลิ่นอายสังหารแผ่ออกมาจากร่าง จิตวิญญาณกองทัพสีดำทมิฬรวมตัวกันเหนือศีรษะ พวกเขายิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้นภายใต้การนำของสวีหู่ สายตาของพวกเขาหันไปจับจ้องที่อวิ๋นอ๋องทันที
แปะๆๆ!
ทันใดนั้นอวิ๋นอ๋องก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือ
“ช่างเป็นกองทัพหมาป่าที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”
จางเมิ่งก้าวออกมาจากในกองทัพแล้วเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมาว่า
“กองทัพของเจ้าตายหมดแล้ว ยังจะมีอารมณ์มาหัวเราะอีกหรือ? โชคดีที่ตอนนั้นไม่ใช่เจ้าที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะทำให้ตาเฉียนย่อยยับเพียงใด”
“กองทัพหรือ?”
อวิ๋นอ๋องส่ายหน้า
“เจ้าพูดผิดแล้ว พวกเขาเป็นเพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น”
พอพูดถึงตรงนี้ เขายังกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า
“และข้ายังต้องขอบคุณพวกเจ้าด้วย”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนยกเว้นหลี่เตาต่างตกตะลึง
และอวิ๋นอ๋องก็ไม่ได้ให้คำอธิบายใดเพิ่มเติมอีก ชั่วขณะถัดมา พลังในร่างของอวิ๋นอ๋องก็พวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง
พร้อมกับการปะทุของพลังนี้ ดวงตาทั้งสองของเขาได้มีประกายสีแดงเจิดจ้า ทุกแห่งที่พลังนี้กวาดผ่านไป พืชพรรณทั้งหลายพลันเหี่ยวเฉา
ในตอนนั้นเอง เมฆดำที่เดิมทีลอยนิ่งอยู่บนท้องฟ้าก็ราวกับรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่าง พวกมันก็พลันเดือดพล่านขึ้นมา ฟ้าฝนปั่นป่วน
ภายใต้อำนาจสวรรค์นี้ ทุกคนต่างรับรู้ได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่กดทับอยู่บนหัวใจ มันไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อพวกเขา แต่กลับทำให้รู้สึกขนลุกโดยไม่มีสาเหตุ
“ทัณฑ์สวรรค์!”
เฉินโหยวมองดูท้องฟ้าด้วยม่านตาที่หดเล็กลง เขาเอ่ยพึมพำในลำคอ
หลี่เตาถาม
“เจ้ารู้จักหรือ?”
เฉินโหยวอธิบายว่า
“ตามบันทึกในตำราโบราณเล่มหนึ่งของสำนักเหวินหัว ทัณฑ์สวรรค์จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อมีบุคคลหรือสิ่งที่ไม่ขัดต่อฟ้าปรากฏตัวขึ้นเท่านั้น และในขณะเดียวกัน…”
ครู่ต่อมา หลี่เตาได้ฟังคำอธิบายของเฉินโหยวจนจบ สายตาของเขามองไปที่อวิ๋นอ๋องซึ่งอยู่ตรงใจกลางเมฆดำ
“นั่นก็หมายความว่าอวิ๋นอ๋องคือผู้ที่ขัดต่อฟ้า เช่นนั้นเขาไม่กลัวถูกฟ้าผ่าตายเพราะความหยิ่งผยองนั้นหรืออย่างไร”
“โฮกกก!”
ทันใดนั้นเอง เสียงคำรามของมังกรก็ดังขึ้นมา
เมื่อทุกคนหันไปมองก็เห็นอวิ๋นอ๋องลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด และมีเงามังกรวารี [1] ปรากฏลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา
หลังจากที่เงามังกรวารีได้ปรากฏขึ้น เมฆดำที่กำลังปั่นป่วนก็หยุดชะงักทันที สายฟ้าอันรุนแรงได้สลายไป
หลี่เตาขมวดคิ้ว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นอีกละ?”
เฉินโหยวกล่าว
“เงามังกรวารีนั่นน่าจะเป็นพลังมังกรที่อยู่ในตัวของอวิ๋นอ๋อง”
“ในฐานะทายาทของราชวงศ์ตาเฉียน เขาจึงมีพลังมังกรของราชวงศ์อยู่ในตัว”
“แม้ว่าพลังมังกรจะเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน คนโดยทั่วไปแล้วจึงไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก แต่ก็มีคำเล่าลือว่าภายใต้เงื่อนไขบางประการ พลังมังกรอาจสำแดงฤทธิ์เดชลึกลับออกมา”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เตาก็มองดูท้องฟ้า
“หรือว่าพลังมังกรปกปองเขาไม่ให้ถูกลงทัณฑ์จากสวรรค์?”
เฉินโหยวกล่าว
“คงเป็นเช่นนั้น แต่นี่คงไม่ใช่วิธีการถาวร การลงทัณฑ์จากสวรรค์เพียงแคถูกชะลอเอาไว้ มันไม่ได้หยุดหรือสลายไป”
เมื่อรับรู้ว่าทัณฑ์สวรรค์ถูกชะลอเอาไว้ด้วยพลังมังกรที่กำลังปกป้องร่าง อวิ๋นอ๋องก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้ว่าเขาจะได้สืบค้นล่วงหน้าแล้วว่าพลังมังกรมีประโยชน์ต่อการลงทัณฑ์จากสวรรค์ แต่เมื่อลงมือปฏิบัติจริงในใจก็ยังคงมีความวิตกกังวลอยู่บ้าง
หลังจากในใจรู้สึกโล่งอกแล้ว เขาก็เบนสายตามองไปยังเมืองเทียนหนาน
ปัญหาการลงทัณฑ์จากสวรรค์ได้รับการแก้ไขชั่วคราวแล้ว ดังนั้นต่อไปก็ถึงเวลาที่เขาจะได้แสดงพลังบ้าง
สายตาของอวิ๋นอ๋องตกลงบนศพทหารกองทัพสิบทิศที่อยู่นอกเมืองเทียนหนาน จากนั้นเขาค่อยๆ กางมือทั้งสองข้างออก
“บูช่ายัญด้วยเลือด!”
พร้อมกับความคิดนั้นที่ผุดขึ้นมา กลิ่นอายแห่งความเสื่อมทรามสีเทาขาวก็ได้แผ่ขยายออกมาจากรอบตัวเขา
หลังจากที่กลิ่นอายเหล่านั้นตกลงบนศพแล้ว ซากศพที่เคยมีสีแดงสดในตอนแรกก็พลันเน่าเปื่อยทันที จนสุดท้ายกลายเป็นผงธุลีไป
ภาพนี้ทำให้กองทัพหมาป่าผู่ถูบางคนนึกถึงวิธีการสุดท้ายที่เจ้าสำนักปีศาจเลือดใช้ต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้านีมันยิ่งรุนแรงกว่า
“ถอย!”
เมื่อเห็นเหตุการณ์อันแปลกประหลาดเช่นนี้ กองทัพหมาป่าผู่ถูก็ย่อมไม่กล้าเข้าใกล้ ดังนั้นกลิ่นอายสีเทาขาวจึงกวาดล้างซากศพบนสนามรบไปจนหมดในเวลาอันรวดเร็ว
หากไม่ใช่เพราะบนพื้นยังมีร่องรอยอยู่ คงไม่มีใครเชื่อว่าที่แห่งนี้เพิ่งมีคนตายเกือบหนึ่งแสนคน
หลังจากที่ไม่มีเลือดเนื้อให้ย่อยสลายแล้ว กลิ่นอายสีเทาขาวก็ถูกอวิ๋นอ๋องดึงกลับคืน และเมื่อกลิ่นอายสีเทาขาวทั้งหมดถูกดูดกลับเข้าไปในร่างของเขาแล้ว
ตึกตัก!
เสียงหัวใจเต้นแรงดังขึ้น
ผิวขาวซีดของอวิ๋นอ๋องพลันปรากฏเส้นเลือดมากมายในชั่วพริบตา ราวกับว่าศพหนึ่งได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“ยังไม่พอ!”
แม้ว่าร่างกายของเขาจะได้รับการเติมเต็มจากพลังชีวิตของคนเกือบหนึ่งแสนคนไปบางส่วนแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากการบรรลุระดับเทพมนุษย์อีกมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อวิ๋นอ๋องเข้าใจดีว่าแม้พลังมังกรจะสามารถช่วยปกป้องเขาจากการถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ได้ แต่มันก็เป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น หากในภายหลังเริ่มการต่อสู้กันจริงๆ เวลานี้ก็จะยิ่งสั้นลงไปอีก ดังนั้นต่อไปเขาต้องรีบเติมพลังชีวิตที่เหลือให้ครบโดยเร็วที่สุด
“เสี่ยวชิงจือ!”
“ครับ”
“เจ้าสามารถรั้งคนพวกนี้ไว้ได้หรือไม่?”
เนื่องจากเขาต้องรีบเติมพลังชีวิต วิธีที่ดีที่สุดคือให้เสี่ยวชิงจือทำการรั้งคนพวกนี้ไว้นอกเมือง ส่วนเขาจะเข้าไปในเมือง
ท้ายที่สุดแล้วมีผู้คนจำนวนกว่าเก้าแสนคนกระจายอยู่ทั่วเมืองเทียนหนาน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ที่อยู่ในระดับกึ่งเทพมนุษย์ แต่การสังหารก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังต้องกลั่นกรองพลังชีวิตอีกด้วย
“องค์ชายโปรดวางใจมอบหมายให้ข้าเถิด”
เสี่ยวชิงจือเอ่ยด้วยใบหน้าเปี่ยมล้นความมั่นใจ เขาเองก็เคยได้ยินเรื่องที่หลี่เตาจัดการเจ้าสำนักปีศาจเลือดมาแล้ว แต่ก็ได้สืบทราบมาว่าตอนที่จัดการเจ้าสำนักปีศาจเลือดนั้น หลี่เตาเองก็เกือบตายไปด้วย
แม้ว่าเสี่ยวชิงจือจะอยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นต้นเช่นกัน แต่ระหว่างขั้นต้นกับขั้นต้นก็ยังมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเขาจึงมีความมั่นใจ ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่องค์ชายต้องการคือให้เขาถ่วงเวลาฝ่ายตรงขามเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก
[1] มังกรวารี (เจียวหลง) : มีความเชื่อว่าสามารถควบคุมน้ำและดลบันดาลให้เกิดเมฆฝนได้