ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 404 เสี่ยวชิงจือผู้มั่นใจ
“องค์ชายเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
หลังจากทิ้งประโยคนี้ไว้ เสี่ยวชิงจือก็จ้องมองไปยังหลี่เตาที่อยู่บนกำแพงเมืองด้วยดวงตาเรียวยาวของเขา
ฟุ่บ!
ในชั่วขณะถัดมาร่างของเขาก็ได้พุ่งออกไปราวกับภูตผี
“จัดทัพ!”
เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย สวีหู่ก็สั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมทันที เริ่มรวมพลังกองทัพวิญญาณ
แต่ทว่าเสี่ยวชิงจือไม่ได้เลือกที่จะปะทะกับกองทัพหมาป่า เมื่อเข้าใกล้เมืองเทียนหนานแล้วเขาก็กระโดดขึ้นไปในอากาศ ร่างพุ่งตรงไปยังกำแพงเมือง
เมื่อเห็นภาพนี้ พวกสวีหู่ที่เดิมทีตั้งใจจะไล่ตามก็หยุดชะงักทันที
ขณะมองร่างของเสี่ยวชิงจือ จางเมิ่งที่อยู่ท่ามกลางกองทัพหมาป่าผู่ถูก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาว่า
“ข้าเคยเห็นคนอยากตาย แต่ไม่เคยเห็นคนที่กระตือรือร้นอยากตายขนาดนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสวี่ยปิงที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าแสดงความเห็นด้วย
ในขณะที่เสี่ยวชิงจือเคลื่อนไหว หลี่เตาก็คอยจับตาดูอยู่ตลอดและพบว่าพลังของอีกฝ่ายอยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์
เดิมทีหลี่เตาคิดจะดูว่าเมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูเผชิญหน้ากับผู้มีพลังระดับมหาราชาปรมาจารย์จะเกิดผลอย่างไร แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะละทิ้งกองทัพหมาป่าผู่ถูแล้วพุ่งตรงมาที่เขาเช่นนี้
“น่าสนใจ”
หลี่เตาเอ่ยพึมพำ
ทางฝั่งนี้ด้วยความเร็วระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้ว นั้นเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ เสี่ยวชิงจือก็มาถึงเบื้องหน้าหลี่เตา
แม้คำสั่งของอวิ๋นอ๋องคือให้ถ่วงเวลารั้งพวกหลี่เตาเอาไว้ แต่หากสามารถสังหารผู้นำของอีกฝ่ายได้ก่อนก็จะยิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเห็นหลี่เตายืนนิ่งอยู่กับที่แล้วทั่วทั้งร่างของอีกฝ่ายเผยช่องโหว่ออกมาเต็มไปหมด เขาก็ยิ่งรู้สึกว่านี่คือโอกาส นิ้วทะลวงใจ!
แม้จะเป็นช่องโหว่แต่เสี่ยวชิงจือก็ไม่ได้ประมาท เพราะนี่อาจเป็นกับดักของอีกฝ่ายก็ได้ ดังนั้นพอเขาประชิดแล้วเขาก็ปลดปล่อยกระบวนท่าสังหารที่แข็งแกร่งที่สุดของตนออกมาทันที
ด้วยวิธีนี้แม้ช่องโหว่นั้นจะเป็นกับดักที่อีกฝ่ายวางไว้อย่างจงใจ แต่เขาก็ยังมีโอกาสในการต่อกรได้
เสี่ยวชิงจือเหยียดนิ้วออกมา พลังแห่งฟ้าดินรวมตัวกันที่ปลายนิ้วกลายเป็นหนามแหลมอันบางเฉียบอย่างยิ่ง
“ตายซะ!”
การเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วพริบตา ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตอบสนอง ร่างของเสี่ยวชิงจือก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของหลี่เตาแล้ว และท่านิ้วทะลวงใจนั้นก็พุ่งเข้ากลางอกของหลี่เตาอย่างแม่นยำ
หลังจากนั้นร่างของเสี่ยวชิงจือก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นดังภูตผี พริบตาเดียวก็ถอยออกห่างจากหลี่เตาไปแล้ว
หลังจากทุกอย่างจบลง เสี่ยวชิงจือก็มองไปที่หน้าอกของหลี่เตา บนใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มเย็นชา
“ทุกอย่างจบแล้ว”
ในขณะเดียวกันดวงตาของเขาก็เผยแววดูแคลนออกมาอย่างอดไม่ได้
แค่นี้เองหรือ?
แต่ถึงอย่างไรส่วนหนึ่งก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ท้ายที่สุดแล้วเขาเชี่ยวชาญในวิชาตัวเบาและวิถีมือสังหารมากที่สุด หากเป็นผู้แข็งแกร่งในระดับเดียวกันแต่ไม่มีความเข้าใจในตัวเขาและไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ก็เป็นเรื่องปกติที่จะถูกเขาสังหารด้วยกระบวนท่าเดียว
ในตอนนั้นเอง เมื่อทุกคนตั้งสติได้แล้วพวกเขาก็มองไปที่หลี่เตา จากนั้นจึงเห็นว่าบนหน้าอกของหลี่เตามีรอยรูเลือดปรากฏขึ้นมา
เมื่อสังเกตเห็นว่าสายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หลี่เตา รอยยิ้มบนใบหน้าของเสี่ยวชิงจือก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะเขารู้ว่าพวกคนเหล่านี้จะต้องร่ำไห้ครวญครางด้วยความเจ็บปวดใจเมื่อเห็นผู้ว่าการของพวกเขาตาย
แตหลังจากผ่านไปสองสามลมหายใจ เขากลับพบว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย
หืม?
เสี่ยวชิงจือเพ่งมองดูและพบว่าแม้ทุกคนจะเห็นรูเลือดปรากฏขึ้นบนใจกลางอกของหลี่เตา แต่พวกเขากลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรกันมากนัก บางคนยังมองเขาอย่างเฉยเมยเสียด้วยซ้ำ
“พวกเจ้า…”
เสี่ยวชิงจือเพิ่งจะเอ่ยปาก แต่ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็แข็งค้าง
เจ็บอยู่ที่เดียว
เพราะหลี่เตาที่ควรจะ ‘ตาย’ ไปแล้วกลับขมวดคิ้วเล็กน้อยเอ่ยพึมพำกับตัวเอง
ม่านตาเสี่ยวชิงจือหดเล็กลง
“เจ้ายังไม่ตาย?”
หลี่เตาเงยหน้าขึ้น
“เจ้าคิดว่าข้าจะตายเพราะบาดแผลเล็กน้อยเช่นนี้หรือ?”
ทันทีที่คำพูดจบลง บาดแผลรูเลือดนั้นก็เริ่มบีบตัวเข้าหากัน เพียงชั่วพริบตาบาดแผลก็หายสนิท
บาดแผลเล็กน้อย?
เสี่ยวชิงจือตกตะลึง เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีผู้ที่ถือเอาหัวใจระเบิดเป็นเพียงบาดแผลเล็กน้อย แม้แต่กับผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็ตาม ช่างไม่สมเหตุสมผลเลย
เขาเข้าใจว่ามีวิธีพิเศษบางอย่างที่ทำให้หัวใจไม่กลายเป็นบาดแผลสาหัสถึงชีวิตได้ แต่ถึงจะไม่ถึงตายอย่างน้อยก็ควรอ่อนแอลงบ้าง ไม่มีทางที่จะไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย
เมื่อมองดูสีหน้าสงบนิ่งของหลี่เตา เสี่ยวชิงจือพลันรู้สึกว่าตนเองถูกดูแคลน นอกจากตอนที่ต้องทำตัวนอบน้อมเวลาอยู่ต่อหน้าองค์ชายของเขาแล้ว เขาไม่เคยถูกใครมองเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากศัตรู
“เจ้าหนุ่ม ในเมื่อหัวใจหายไปแล้วก็ยังฆ่าเจ้าไม่ได้ งั้นข้าก็อยากจะรู้นักว่าถ้าไม่มีศีรษะแล้วเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่”
เมื่อคำพูดของเสี่ยวชิงจือจบลง ร่างของเขาก็หายไปจากที่เดิมในทันที
และเมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็ได้มาอยู่ตรงหน้าหลี่เตาแล้ว ทว่าครานี้หัตถ์ทะลวงใจของเขาไม่ได้พุ่งตรงไปที่หัวใจอีกต่อไป แต่กลับพุ่งตรงไปที่ลำคอของหลี่เตา ในเมื่อทะลวงใจแล้วยังฆ่าไม่ได้ ก็จะตัดหัวเจ้าเสีย
เมื่อเห็นว่านิ้วของตนเองเข้าใกล้ลำคออีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มเย็นชาในดวงตาของเสี่ยวชิงจือก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
แต่ในขณะที่นิ้วของเขาห่างจากเป้าหมายเพียงนิดเดียว มันก็พลันหยุดชะงัก ไม่ใช่เพราะเขาต้องการหยุด แต่เพราะเขาจำเป็นต้องหยุด
เนื่องจากข้อมือของเขาถูกมือหนึ่งจับเอาไว้ ในเวลาเดียวกันนั้นเสียงหนึ่งก็ได้ดังขึ้นข้างหูเขา
“ทุกเรื่องต้องมีการผลัดกันรุกรับไปมา หากปล่อยให้เจ้าลงมืออยู่ฝ่ายเดียวก็จะดูไม่ค่อยดีนัก”
เสี่ยวชิงจ้อม่านตาหดเล็กลง
“เจ้าตามความเร็วของข้าทัน?”
เพราะในการโจมตีก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าภายใต้การระเบิดพลังของตนอีกฝ่ายคงตอบสนองไม่ทัน แต่ตอนนี้เมื่อดูแล้วเรื่องกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว หลี่เตาก็เอ่ยเสียงเบา
“ทำไม? เจ้าคิดว่าตัวเองเร็วมากหรือ?”
ฟึ่บ!
ในชั่วขณะถัดมา มืออีกข้างของหลี่เตาก็เคลื่อนไหว เขาจับข้อมืออีกข้างหนึ่งเอาไว้ บนข้อมือนั้นยังคงห่อหุ้มด้วยพลังแห่งฟ้าดินอันคมกริบ
“เจ้าดูไม่ค่อยซื่อตรงเท่าใด”
ผู้ที่โจมตีไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสี่ยวชิงจือที่ลงมือในขณะที่หลี่เตากำลังพูด
เสี่ยวชิงจือไม่ได้พูดอะไร แต่เลือกที่จะลงมือต่อโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์นี้ เขาคิดเพียงแคต้องทำเช่นไรถึงจะหลุดพ้นจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายได้ ในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกเสียใจที่ตนเองมั่นใจมากเกินไป
แตยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ เสี่ยวชิงจือก็รู้สึกว่ามือทั้งสองที่ได้จับข้อมือของเขาเอาไว้นั้นคลายออกไปแล้ว
ทว่าก่อนที่เขาจะตอบสนองได้ เขาก็รู้สึกว่าลำคอของตนถูกบีบรัดอีกครั้ง ทันใดนั้นลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างยิ่งก็ผุดขึ้นในใจของเสี่ยวชิงจือ
อีกด้านหนึ่งในเวลาเดียวกัน หลังจากที่เสี่ยวชิงจือลงมือแล้ว อวิ๋นอ๋องก็เริ่มปฏิบัติการของตนเช่นกัน
ด้วยพลังที่อยู่ในระดับกึ่งเทพมนุษย์ของเขา ทำให้เขาสามารถควบคุมพลังบางส่วนที่มีเฉพาะในระดับเทพมนุษย์ได้แล้ว ในบรรดาพลังเหล่านั้น ความสามารถพื้นฐานที่สุดคือการลอยตัวเหาะไปในอากาศได้โดยไม่ต้องใช้พลังปราณแท้
อวิ๋นอ๋องเหาะมาถึงเหนือเมืองเทียนหนานแล้ว จากนั้นก็หลับตาลง
หลังจากสูดลมหายใจลึกๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้คนที่มีชีวิตทั้งหมดในเมืองเทียนหนานได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานเขาก็ลืมตาขึ้นและมองไปยังจุดหนึ่งในเมืองเทียนหนาน
“ที่แห่งนี้มีคนมารวมตัวกันมากที่สุด ต้องเป็นที่นี่อย่างแน่นอน”
ขณะที่อวิ๋นอ๋องกำลังจะลงมือ ทันใดนั้นก็มีเสียงแหวกอากาศดังขึ้น เมื่อหันไปมองก็พลันเห็นเงาดำพุ่งเข้าใส่เขา เขายกมือขึ้นคว้ามันไว้โดยสัญชาตญาณ
และเมื่อมองดูอย่างชัดเจนแล้ว เขาถึงได้พบว่าสิ่งที่คว้าไว้ในมือคือศีรษะคน
เมื่อได้เห็นรูปร่างของศีรษะนั้นอย่างชัดเจน ดวงตาสีแดงฉานของอวิ๋นอ๋องก็หรี่ลง
เพราะเจ้าของศีรษะนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสี่ยวชิงจือที่อยู่เคียงข้างเขามาหลายปี เรื่องนี้จะเป็นไปได้อย่างไร เวลาเพิ่งจะผ่านไปเท่าใดเอง?