ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 421 เข้าเฝ้า
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตาหลีเต้าก็พำนักอยู่ที่จวนไท่ผิงกงมาเป็นเวลาสามวันแล้ว ตกค่ำหลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ หยางหลินตั้งใจมาหาและนำประกาศจากราชสำนักมาด้วย “เจ้าหนูหลี ข้าถวายรายงานเรื่องที่เจ้ามาเมืองหลวงให้ฝ่าบาททรงทราบแล้ว ได้รับอนุญาตเรียบร้อย พรุ่งนี้เจ้าสามารถไปเข้าเฝ้าพร้อมกับข้าได้”
หลีเต้าพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ข้าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างหรือไม่”
หยางหลินเงยหน้าขึ้นมอง “ไม่ต้อง เจ้าเพียงแค่ตามข้าไปเข้าเฝ้าก็พอ ส่วนเรื่องที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าฝ่าบาทจะรับสั่งอย่างไร”
เวลาผ่านมาถึงวันรุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อฟ้าเพิ่งจะสาง หลีเต้าและหยางหลินก็ปรากฏตัวอยู่นอกจวนไท่ผิงกงแล้ว ขึ้นรถเถอะ ภายใต้การจัดการของพ่อบ้านชรา ทั้งสองคนขึ้นรถม้าคันเดียวกัน มุ่งหน้าไปยังพระราชวังตามถนนสายยาว
ระหว่างทางเมื่อหลีเต้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นรถม้าอีกหลายคันที่กำลังมุ่งหน้าไปยังพระราชวังเช่นกัน พวกเขาล้วนแต่เป็นขุนนางที่ต้องเข้าเฝ้าในท้องพระโรง
ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็มาถึงหน้าประตูใหญ่ของพระราชวัง ณ บริเวณประตูใหญ่ของพระราชวังมีทหารองครักษ์ที่รับผิดชอบการรักษาความปลอดภัย กำลังยืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่ทั้งบนและใต้กำแพงจั้ง
ที่ด้านข้างของพระราชวังมีคอกม้าที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ รถม้าจำนวนมากจอดอยู่ข้างใน เมื่อขุนนางทั้งหมดมาถึงด้านนอกพระราชวัง ต่างก็พากันลงจากรถม้า พวกเขาสามารถนั่งรถม้ามาถึงบริเวณนอกพระราชวังได้เท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่พระราชวังแล้ว ผู้ไม่ใช่ราชวงศ์หรือผู้ที่ไม่มีอภิสิทธิ์พิเศษก็ต้องเดินเท้าเข้าไป
เมื่อมาถึงหน้าพระราชวัง หลีเต้าและหยางหลินก็รีบลงจากรถม้าอย่างรวดเร็ว พ่อบ้านชราเป็นผู้รับผิดชอบในการนำรถม้าไปจอด หลังจากนั้นก็รอให้ทั้งสองคนออกจากราชสำนัก
“ท่านไท่ผิงกง!”
“ท่านหยาง!”
เมื่อหยางหลินปรากฏตัวขึ้น ไม่นานก็มีขุนนางหลายคนรุมล้อมเข้ามาหา
ในแคว้นต้าเฉียน แม้ว่าชุดขุนนางฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารจะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ลวดลายบนชุดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก ชุดขุนนางฝ่ายปกครองมักปักลายนกและสัตว์ต่างๆ ส่วนชุดขุนนางฝ่ายทหารมักปักลวดลายสัตว์ร้าย ขุนนางที่เข้ามาทักทายหยางหลินล้วนแต่เป็นขุนนางฝ่ายทหารเป็นส่วนใหญ่ เมื่อพบกับขุนนางฝ่ายปกครองส่วนมากก็แค่พยักหน้าให้กัน และบางครั้งก็ถึงกับไม่ทักทายกันเลย ขุนนางบางคนที่สนิทกับหยางหลินมากกว่า เมื่อเห็นว่าข้างกายหยางหลินมีคนแปลกหน้าที่ไม่ได้สวมชุดขุนนาง แต่กลับสวมชุดเกราะเบาอยู่ ต่างก็มีสีหน้าสงสัย
“ท่านไท่ผิงกง ผู้นี้คือ…”
หยางหลินไม่ได้แนะนำเอง แต่กลับมองไปที่หลีเต้าแล้วถามด้วยรอยยิ้ม “จะให้ข้าแนะนำเจ้าหรือเจ้าจะแนะนำตัวเองดี?”
หลีเต้ายิ้มเล็กน้อยแล้วประสานมือคำนับผู้คนรอบข้าง “หลีเต้า”
“หลีเต้า?” เมื่อได้ยินชื่อที่ไม่คุ้นนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นก็ต่างนิ่งไป ทันใดนั้นเองก็มีคนในกลุ่มนึกขึ้นได้และอุทานด้วยความตกใจ “ท่านก็คืออู่อันป๋อ หลีเต้า ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการดินแดนทางใต้คนนั้นใช่หรือไม่”
พวกเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับชื่อหลีเต้านี้ แต่หากว่าท่านอู่อันป๋อยังมีตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ด้วย ก็จะเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป ช่วงเวลาที่ผ่านมาในราชสำนักได้มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ที่แท้ก็คือท่านอู่อันป๋อ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” เมื่อได้สติกลับมาทุกคนก็ต่างพากันแสดงมารยาทอย่างสุภาพ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าหยางหลิน แต่เป็นเพราะพวกเขาต้องการจะสร้างความสัมพันธ์อย่างจริงจัง
ประการแรกหลีเต้าเป็นขุนนางที่ได้รับยศมาจากสนามรบ เป็นขุนนางฝ่ายทหารอย่างแท้จริง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วก็อยู่ในฝ่ายเดียวกันกับพวกเขา อีกทั้งหลีเต้ายังอายุน้อยเช่นนี้ แม้อาจจะถูกขุนนางฝ่ายปกครองกีดกันเพียงเพราะว่าเกี่ยวข้องกับหยางหลิน แต่คนที่มีหูตาก็ล้วนมองออกว่าเขายังคงมีศักยภาพไร้ขีดจำกัด โดยสรุปคือให้สร้างสัมพันธ์ที่ดีก็เพียงพอแล้ว
ในไม่ช้าภายใต้การจัดการของหยางหลิน หลีเต้ากับขุนนางฝ่ายทหารเหล่านี้ก็ได้ทำความรู้จักกัน ส่วนเรื่องต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองฝ่ายจะรักษาความสัมพันธ์กันอย่างไรแล้ว
“หึ! พวกคนหยาบช้า อยู่หน้าวังหลวงอันสง่างามแต่กลับกล้ามาสนทนากันอย่างไร้มารยาท ไม่มีท่าทีของการเป็นขุนนางเลยสักนิด”
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของพวกเขา เหล่าขุนนางฝ่ายทหารต่างมีสีหน้าดำทะมึนทันใด เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นกลุ่มคนที่สวมชุดขุนนางเหมือนกันยืนอยู่ไม่ไกลจากพวกเขา ดูจากลวดลายบนชุดขุนนางนั้นแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกขุนนางฝ่ายปกครอง นับตังแต่อดีตฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารต่างเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แม้แต่ในแคว้นต้าเฉียนเองก็เช่นกัน
“หุบปาก! พูดบ้าอะไรว่าพวกข้าหยาบคาย หากไม่มีพวกข้าตรากตรำออกรบ พวกขี้ขลาดอย่างเจ้าคงไม่มีแม้แต่ไข่ให้เหลือ!”
เมื่อเทียบกับขุนนางฝ่ายปกครองที่พูดจาสุภาพนุ่มนวลแล้ว ขุนนางฝ่ายทหารนั้นตรงไปตรงมามากกว่ามาก เปิดฉากโจมตีกันเป็นการส่วนตัวก่อนเลย เนื่องจากมีการโต้เถียงเกิดขึ้น ไม่นานทั้งสองฝ่ายก็กลายเป็นด่าทอกันโดยตรง
หลีเต้ามองไปยังองครักษ์วังหลวงที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะหันไปมองหยางหลินที่อยู่ด้านข้าง “พวกเขาเป็นอะไร”
“ไม่มีอะไร เป็นเรื่องปกติ ก่อนเข้าเฝ้าทุกครั้งปกติพวกเขาก็มองหน้ากันไม่ติดอยู่แล้ว หลังจากเข้าเฝ้าก็ต้องรักษามารยาท ดังนั้นก่อนเข้าเฝ้าจึงระบายอารมณ์กันสักหน่อย เพื่อป้องกันไม่ให้บางคนโมโหจนอกแตกตาย หลังเข้าเฝ้าเสร็จเจ้าก็ชินไปเถอะ”
ผ่านไปสักพักหนึ่ง
หัวหน้าองครักษ์วังหลวงที่ยืนอยู่หน้าประตูพระราชวังได้เอ่ยขึ้นมา “ท่านขุนนางทั้งหลาย ถึงเวลาเข้าเฝ้าแล้ว”
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ในชั่วพริบตาถัดมาเสียงด่าทอทั้งหมดก็หยุดลง จากนั้นขุนนางฝ่ายปกครองและขุนนางฝ่ายทหารต่างก็เข้าแถวแยกกันเป็นสองแถว เมื่อหัวหน้าองครักษ์วังหลวงเปิดประตู ทั้งสองแถวก็เดินผ่านประตูเข้าไปราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากเข้าสู่พระราชวังแล้ว หลีเตาก็ตอมขบวนขุนนางฝ่ายทหารมาถึงหน้าท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นหยางหลินก็หันกลับมาพูดว่า “เจ้าหนูหลี เนื่องจากเจ้าเป็นผู้มารายงานตัวจากภายนอก จำเป็นต้องรอฝ่าบาทเรียกเจ้าเข้าไปในท้องพระโรงเสียก่อน เจ้าจงรออยู่ข้างนอกนี้แหละ”
หลีเต้าพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
เมื่อถึงเวลาเข้าเฝ้า เสียงของขันทีก็ดังขึ้นในท้องพระโรงอย่างรวดเร็ว “ฝ่าบาทเสด็จ”
เมื่อฮ่องเต้ปรากฏตัว เหล่าขุนนางด้านล่างก็ต่างพากันเปล่งเสียงดัง “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”
ฮ่องเต้พยักหนารับเบาๆ แล้วประทับลงบนบัลลังก์มังกร
จาวจงรีบก้าวออกไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “มีเรื่องขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
เสียงเพิ่งจะขาดคำ หยางหลินก็เดินออกมาจากแถวขุนนางฝ่ายทหาร “กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลฝ่าบาท”
“ว่ามา”
“ฝ่าบาท ระยะเวลาสามปีที่พระองค์ได้กำหนดไว้กับอู่อันป๋อนั้นได้ครบกำหนดแล้วพะยะค่ะ บัดนี้อู่อันป๋อได้เข้าเมืองหลวงมาแล้ว และกำลังรออยู่ที่ด้านนอกท้องพระโรงเพื่อรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อฝ่าบาท”
“เวลาผ่านไปสามปีแล้วหรือ?” ฮ่องเต้แสดงสีหน้า ‘ประหลาดใจ’ จากนั้นก็หันไปพูดกับจาวจงว่า “ในเมื่อคนมาถึงแล้วยังรออะไรอยู่เล็ก รีบเชิญอู่อันป๋อเข้ามาเร็วเข้า”
จาวจงพยักหน้าแล้วประกาศเสียงดังไปยังด้านนอกท้องพระโรงว่า “เชิญอู่อันป๋อเข้าเฝ้า”
ไม่นานเสียงเดียวกันก็ดังขึ้นที่ด้านนอก หลังจากนั้นร่างของหลีเต้าก็ปรากฏขึ้นที่ประตูพระที่นั่งไท่เหอ เมื่อหลีเต้าปรากฏตัวสายตาของทุกคนก็จับจ้องมาที่หลีเต้าทันที แม้ว่าหลีเต้าจะปรากฏตัวที่นอกวังหลวงมาก่อนแล้ว แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่เคยเห็นหลีเต้ามาก่อน และเมื่อทุกคนมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว ความประทับใจแรกก็คือยังอยู่ในวัยหนุ่ม
พึงรู้ไว้ว่าปัจจุบันขุนนางที่สามารถเข้าเฝ้าบนพระที่นั่งไท่เหอได้นั้น แม้แต่คนที่อายุน้อยที่สุดก็ยังมีอายุเกือบสี่สิบปีแล้ว ส่วนบางคนที่อายุมากที่สุดก็ถึงกับมีอายุเกินร้อยปี การที่จะมีคนหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีมาปรากฏตัวขึ้นทำให้พวกเขารู้สึกแปลกพิกล ที่สำคัญกว่านั้นหากพูดถึงตำแหน่งขุนนางแล้ว บนพระที่นั่งไท่เหอนี้นอกจากผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถกล่าวได้ว่ามีอำนาจเหนือกว่าหลีเต้า