ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 422 ความทรงจำบนบัลลังก์มังกร
แม้ว่าฮ่องเต้จะเตรียมใจไว้แล้วแต่ก็ยังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าอันเยาว์วัยของหลีเต้า แต่ในขณะเดียวกันไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกที่ผิดพลาดหรือไม่ ฮ่องเต้รู้สึกว่าอู่อันป๋อที่เขาเป็นผู้แต่งตั้งด้วยตนเองนั้นดูขัดตาขัดใจแปลกๆ แต่นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร ทั้งสองคนเพิ่งจะพบกันเป็นครั้งแรก
สุดท้ายแล้วฮ่องเต้ก็สรุปว่าเป็นเพราะชื่อ ‘หลีเต้า’ แต่เจ้าสารเลวที่ชื่อหลีเต้าผู้นั้นได้ถูกเขาส่งไปยังค่ายนักโทษประหารแล้ว ตอนนี้หญ้าบนหลุมศพของมันคงขึ้นสูงหลายฉื่อแล้วกระมัง
หลีเต้าเดินจากด้านนอกเข้ามาในพระที่นั่งไท่เหอ ระหว่างทางที่เขาเดินมาจนถึงตรงกลางของพระที่นั่งไท่เหอ หลีเต้าได้มองสำรวจไปรอบๆ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ขุนนางฝ่ายปกครอง ในบรรดาคนเหลานั้นเขาเห็นหลิวหงและอีกสองคนที่เคยไปตรวจสอบที่ดินแดนทางใต้ สามคนนั้นก็สังเกตเห็นเขาเช่นกันและเผยสีหน้าเย้ยหยันออกมา เห็นได้ชัดว่าการรายงานตัวของเขาในวันนี้คงจะไม่ราบรื่นนัก
สุดท้ายหลังจากที่หลีเต้ายืนได้เรียบร้อยแล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร เวลาผ่านไปเกือบสี่ปีแล้ว เขายังจำภาพที่ฮ่องเต้โกรธจัดและตัดสินขังเขาไว้ในคุกหลวงได้อย่างเลือนราง ตอนแรกเขาคิดว่าตนเองคงจะเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ด้วยความโกรธ เขาถึงขั้นเตรียมใจที่จะระงับความโกรธไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อได้พบกับฮ่องเต้จริงๆ เขากลับไม่ได้โกรธอย่างที่คิดไว้
ทันใดนั้นหลีเต้าพลันนึกถึงภาพในอดีต ตอนที่ความทรงจำของเขาเพิ่งฟื้นคืนมาแต่สมองยังค่อนข้างสับสน ในตอนนั้นเขาเพิ่งถูกนางกำนัลตำหนักหมิงเยว่ลากลงมาจากเตียงขององค์หญิง หลังจากถูกนางกำนัลส่งตัวให้ยามแล้ว เขาก็ถูกบังคับให้เปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็ถูกพาตัวมาอยู่หน้าฮ่องเต้ ฮ่องเต้ถามเขาด้วยความโกรธ “ใครให้ความกล้าเจ้าบุกรุกวังหลัง ใครให้ความกล้าเจ้าบังอาจมาล่วงเกินธิดาของข้า บอกข้ามา ใครกัน!”
ในตอนนั้นหลีเต้าจิตใจสับสน อีกทั้งร่างกายก็เป็นเพียงถุงเหล้าถุงข้าว ภายใต้แผ่กามนาจและบารมีของฮ่องเต้ เขาจึงได้แต่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ไม่อาจขยับเขยื้อน จนกระทั่งสุดท้ายเมื่อฮ่องเต้กำลังจะส่งเขาเข้าคุกหลวง หลีเต้าที่ไม่ยอมรอความตาย ไม่รู้ว่ามีเรี่ยวแรงมาจากไหน เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความมุ่งมั่นและเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา
“กระหม่อมยินดีรับผิดชอบต่อองค์หญิงหมิงเยว่”
และก็เป็นประโยคนี้เองที่ทำให้ฮ่องเต้มีโทสะยิ่งกว่าเดิม ในดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย ทั้งยังมีเสียงตวาดของฮ่องเต้ที่โกรธจัดอีกด้วย
“เจ้า… คนไร้ค่าผู้หนึ่ง มีสิทธิ์อะไรมารับผิดชอบหมิงเยว่ของเรา”
เมื่อนึกถึงความทรงจำนั้น แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เขาทําตอนที่ความทรงจำเพิ่งฟื้นคืนและยังมีความสับสนไม่ชัดเจน ไม่ตรงกับความตั้งใจที่แท้จริงของเขา แต่หลีเต้าก็ยังคงรู้สึกอับอาย เขารู้สึกว่าประโยคนั้นสำหรับฮ่องเต้แล้วก็เหมือนกับเจ้าหนุ่มผมเหลืองขี่รถมอเตอร์ไซค์มาหลับนอนกับลูกสาวเขา แล้ววิ่งมาที่ใต้ตึกบ้านพูดว่า ‘ลุงครับ ผมชอบลูกสาวลุง ให้ผมรับผิดชอบเธอเถอะ’ พอลองคิดดูถ้าเป็นลูกสาวของเขาเองที่ประสบกับสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่ไส้เดือนในบ้านของคนผู้นั้นก็คงจะถูกเฉือนเนื้อสามพันมีด และต่อให้ทำเช่นนั้นไปแล้วแต่ก็อาจจะยังไม่หายแค้น
จากตรงนั้นหลีเต้าพบว่าความรู้สึกในใจที่เขามีต่อฮ่องเต้นั้น มีทั้งความโกรธจากการที่อีกฝ่ายส่งเขาไปยังค่ายนักโทษประหาร แต่มากกว่านั้นคือการไม่ยอมรับ ใช่แล้ว ไม่ยอมรับ แม้ว่าความทรงจำจะเพิ่งฟื้นคืนมาและยังสับสนอยู่มาก แต่ในตอนนั้นหลีเต้าอยู่ในช่วงวัยหนุ่มที่ทะนงตน เขาไม่ยอมรับการดูแคลนจากฮ่องเต้ในตอนนั้น และยิ่งไม่ยอมรับที่เขาไม่มีโอกาสในการพิสูจน์ตนเองเลย
แต่สิ่งเหล่านั้นในสายตาของหลีเต้าตอนนี้มันกลับแตกต่างออกไป หากฮ่องเต้ให้โอกาสเขาพิสูจนตัวเองจริงๆ ฮ่องเต้ก็คงกลายเป็นคนโง่เขลาไปเสียแล้ว ที่นี่คือยุคโบราณ ฮ่องเต้คือตัวแทนของความสูงส่งที่สุด การเจรจาต่อรองกับผู้ที่สูงส่งที่สุดในขณะที่ตัวเองยังไม่มีความสามารถอะไรเลยนั้น ก็คือคนโง่เง่าอย่างแท้จริง แม้สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นตอนที่ความทรงจำของเขาเพิ่งฟื้นคืนและยังอยู่ในภาวะความทรงจำสับสน แต่นั่นก็ถือว่ามีความเกี่ยวข้องกับเขาอยู่บ้าง บัญชีนี้จึงตกอยู่บนหัวของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ และในเมื่อมันเป็นบัญชี สักวันหนึ่งก็ต้องมีการคิดบัญชีกันเกิดขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้วตัวเขาคนก่อนที่ความทรงจำยังไม่ฟื้นคืน ก็เป็นผู้ที่ได้รับความโชคดีทั้งหมดไป ส่วนตัวเขาเองกลับได้รับแต่ความทุกข์
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา รอให้เขามีความมั่นใจเต็มที่เสียก่อน ถึงตอนนั้นค่อยเปิดเผยตัวตนก็ยังไม่สาย แม้ว่าจิตใจของหลีเต้าจะสงบนิ่งขึ้นมากแล้ว แต่เขาก็ยังคงตั้งตารอวันที่ตัวเองจะ ‘ฟื้นคืนชีพ’ ต่อหน้าฮ่องเต้ อีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
แม้ความคิดข้างต้นในห้วงความคิดของหลีเต้าจะดูเหมือนผ่านไปนานแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
เมื่อเผชิญหน้ากับฮ่องเต้ หลีเต้าก็ประสานมือคำนับและกล่าวว่า “ขอถวายบังคมฝ่าบาท ข้าหลีเต้า”
“ไม่ต้องมากพิธี” ฮ่องเต้หลุดออกจากห้วงความคิดก่อนหน้า มองสำรวจหลีเต้าตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง นอกจากชื่อแล้วยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพอใจ ยังคงเป็นความคิดเดิม หลีเต้าคือคนมีความสามารถที่เขาเลือกมา ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์หรือความสามารถล้วนแต่ตรงกับมาตรฐานคนมีความสามารถในใจเขาแล้ว จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร
หลังจากนั้นจึงถามว่า “อู่อันป๋อ เจ้ามีอายุเท่าไรแล้วแล่ว”
“ยี่สิบสามปีพะยะค่ะ”
“ยี่สิบสามปี?” ฮ่องเต้ตบมือหนึ่งที “ดี! สมกับเป็นอัจฉริยะวัยเยาว์ ถ้าอู่อันป๋อไม่ได้อยู่ในกองทัพแต่อยู่ในยุทธภพ คาดว่าบนทำเนียบอัจฉริยะคงมีชื่อของเจ้าแน่นอน”
อาจเป็นเพราะเหตุผลที่ ‘พบกันครั้งแรก’ หรืออาจเป็นเพราะมีความสนใจในตัวหลีเต้ามากจริงๆ ทั้งสองคนจึงสนทนาถามตอบกันในท้องพระโรงนี้ ขุนนางฝ่ายทหารซึ่งนำโดยหยางหลินและคนอื่นๆ เห็นภาพนี้ก็มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า ผู้มีสายตาเฉียบคมทุกคนสามารถมองออกว่าฮ่องเต้ในตอนนี้ชื่นชอบหลีเต้าเป็นอย่างมาก ในอนาคตหลีเต้าจะเป็นคนโปรดในกองทัพอย่างแน่นอน เพราะเป็นพวกเดียวกัน เมื่อหลีเต้ามีตำแหน่งและสถานะสูงขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาด้วย
ในทางกลับกัน ขุนนางฝ่ายปกครองกลับมีสีหน้าไม่ค่อยดี เดิมทีฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารก็ขัดแย้งกันอยู่แล้ว เมื่อเพิ่มความขัดแย้งระหว่างหยางหลินกับคนของจวนอัครเสนาบดีเข้าไปอีก ภายใต้สองแรงกดดันนี้แล้ว พวกเขาขุนนางฝ่ายปกครองจะเห็นดีเห็นงามกับหลีเต้าได้อย่างไร ดังนั้นหลังจากผ่านไปอีกสักพัก
“แค่นหัวเราะ!” มีเสียงกระแอมไอขัดจังหวะการสนทนาระหว่างฮ่องเต้กับหลีเต้าดังขึ้น
เมื่อเห็นฮ่องเต้ขมวดคิ้วและมองมา ร่างหนึ่งก็รีบเดินออกมาจากกลุ่มขุนนางฝ่ายปกครอง ประสานมือคำนับและกล่าวว่า “ฝ่าบาท โปรดอภัยในความไม่สุภาพด้วย กระหม่อมเพียงแค่อยากเตือนฝ่าบาทว่า จุดประสงค์หลักของท่านอู่อันป๋อคือการมารายงานตัว หากล่าช้าต่อไปเกรงว่าเวลาเข้าเฝ้าตอนเช้าจะหมดลงแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฮ่องเต้ก็พยักหน้า พระองค์มองไปทางซ้ายและขวา สุดท้ายสายตาก็หยุดอยู่ที่หลีเต้า “อู่อันป๋อ เช่นนั้นเจ้าจงเริ่มรายงานตัวเถิด”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นหลีเต้าก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาหยิบฎิกาที่เขียนไว้ล่วงหน้าออกมาจากอกเสื้อ “สิ่งที่ข้าต้องการกราบทูลทั้งหมดได้เขียนเอาไว้ในนี้แล้ว หากฝ่าบาททรงต้องการทราบ เพียงทอดพระเนตรก็จะรู้ได้พะยะค่ะ”
“จาวจง”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
จาวจงก้าวลงจากบันไดมังกรมาถึงเบื้องหน้าหลีเต้า ก่อนจะรับฎีกามา หลังจากตรวจสอบแล้วก็นำฎิกาส่งถึงมือของฮ่องเต้ เมื่อรับฎีกามาแล้วฮ่องเต้ก็เปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ในระหว่างนั้นทุกคนในท้องพระโรงต่างเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไร หลีเต้ายืนนิ่งเงียบ ฝั่งของหยางหลินก็เงียบไปเช่นกัน กลับกลายเป็นเหล่าขุนนางฝ่ายปกครองซึ่งนำโดยซุนเซียนดูกระสับกระสายอยู่บ้าง