ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 428 ความรู้สึกสั่นไหว
หลังจากยกมือส่งสัญญาณให้กองทัพหมาป่าผู่ถูห้าร้อยนายหยุดแล้ว หลี่เตาก็เงยหน้าขึ้นมองห้าร้อยคนที่อยู่ไม่ไกล ส่วนหางตาก็เหลือบมองซุนเชียนและคนอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาพลันส่ายหัว
จากนั้นก็หันกลับไปมองสำรวจพวกหยางเหยียน และสุดท้ายสายตาก็หยุดอยู่ที่จางเมิ่ง เขาถามขึ้นว่า
“เหล่าจาง เจ้าคนเดียวไหวหรือไม่?”
จางเมิ่งสะดุ้งรีบตอบทันทีว่า
“หัวหน้า ท่านวางใจได้ มอบหมายให้ข้าจัดการเถิด”
หลี่เตาพยักหน้าพูดว่า
“ได้ งั้นหยางเหยียนกับเสวี่ยปิง พวกเจ้าสองคนตามข้าลงจากสนามเถอะ”
ดังนั้นหยางเหยียนและเสวี่ยปิงจึงได้แต่ตามหลี่เตาไป ภายใต้สายตาอันภาคภูมิใจของจางเมิ่ง
หลี่เตาขี่คร่อมเสี่ยวเฮยพาหยางเหยียนและเสวี่ยปิงมาถึงด้านหน้าตำหนักชั่วคราว เขาประสานมือคำนับพูดว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมได้นำทหารห้าร้อยนายมาถึงแล้ว สามารถออกรบได้ทุกเมื่อ”
ฮองเต้มองกองทัพหมาป่าผู่ถูห้าร้อยนายพลางยิ้มพูดว่า
“อู่อันป๋อ เจ้าไม่ได้ทำให้บรรดาศักดิ์ที่เรามอบให้ต้องอับอาย ทหารของเจ้าดีมาก หวังว่าพวกเขาจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่เรา”
“ขอฝ่าบาททรงวางพระทัย”
“เอาละ เจ้าไปพักผ่อนก่อน ให้พวกเขาเตรียมตัวเริ่มการประลอง”
“พะยะค่ะ”
ขณะนั้นเอง ในตอนที่หลี่เตากำลังจะถอยไปอยู่ข้างหยางหลิน สายตาของเขาก็กวาดมองไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อเขาเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยสองสามคน ความรู้สึกในดวงตาของหลี่เตาก็เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาทันที
เป็นนาง…
เมื่อสังเกตเห็นใบหน้าอันงดงามและสีหน้าอ่อนโยนของนาง ทันใดนั้นความคิดของหลี่เตาก็กดย้อนกลับไปยังค่ำคืนที่มีงานเลี้ยงฉลองนั้น จิตใจที่เคยสงบนิ่งพลันเกิดความปั่นป่วนขึ้นในชั่วขณะนี้ แต่เขาก็ควบคุมอารมณ์ในใจได้อย่างรวดเร็ว ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะคิดถึงเรื่องเหล่านี้
ทว่าสายตาของหลี่เตากลับไปตกอยู่ที่เด็กน้อยในอ้อมกอดของคนผู้นั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ตึกตัก!
ความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้พลันปะทุขึ้นในใจของหลี่เตาอย่างเป็นธรรมชาติ หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นอย่างฉับพลันราวกับกำลังเตือนเขาถึงบางสิ่ง แต่แล้วความรู้สึกในชั่วขณะนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว
‘นี่คือบุตรีวัยสามขวบที่นางรับอุปการะมาใช่หรือไม่?’ หลี่เตาคิดในใจ
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด ทั้งที่เมื่อก่อนเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับเด็กๆ แต่กลับรู้สึกว่าเด็กหญิงคนนี้ช่างน่ารักเหลือเกิน ถึงขั้นมีความรู้สึกอยากอุ้มนางเข้ามาในอ้อมกอด
‘เฮ้อ…’
หลี่เตารู้สึกว่าจิตใจของตนเองมีปัญหา เขาเพิ่งอายุยี่สิบกว่ายังไม่ทันได้แต่งภรรยาเลย ไฉนจึงมีความรู้สึกอยากมีบุตรเช่นนี้ สุดท้ายสายตาของเขาก็ตกลงบนร่างของเถียซานเหนียงที่อยู่ด้านข้าง
ในขณะที่หลี่เตามองไปยังเถียซานเหนียง นางเองก็มองกลับมาเช่นกัน หลี่เตาพยักหน้าให้เบาๆ แล้วรีบพาหยางเหยียนและเสวี่ยปิงเดินไปหาหยางหลิน
ในตอนที่หลี่เตากวาดตามององค์หญิงหมิงเยวและคนอื่นๆ เมื่อครู่ เพราะเถียซานเหนียง องค์หญิงหมิงเยวเองก็พินิจพิจารณาหลี่เตาอย่างละเอียดเป็นเวลานาน ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ ถึงได้รู้สึกว่าเห็นเงาที่คุ้นเคยบนร่างของหลี่เตา ราวกับว่านางเคยพบเจอเขามาก่อน แต่ในความทรงจำของนางกลับไม่มีใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่เลย
ในขณะที่องค์หญิงหมิงเยวกำลังครุ่นคิด นางไม่ได้สังเกตเห็นว่าเจ้าหยกน้อยในอ้อมแขนของนางกำลังจ้องมองตามเสียงของหลี่เตาด้วยดวงตากลมโตสีดำ ในแววตานั้นมีความสงสัยเล็กๆ อยู่
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง องค์หญิงหมิงเยวก็คิดไม่ออกเสียที นางจึงนึกว่าคิดผิดไปเอง จากนั้นก็หันไปยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า
“ซานเหนียง คนที่เจ้าเล็งไว้คราวนี้ไม่เลวเลยนะ”
เมื่อโดนองค์หญิงหมิงเยวหยอกล้อมาเช่นนั้น เถียซานเหนียงก็ตอบกลับอย่างใจกว้างว่า
“ข้าเคยมองคนผิดเมื่อไรกัน”
ทันใดนั้นก็ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ องค์หญิงหมิงเยวจึงยื่นมือไปดึงแขนเสื้อของเถียซานเหนียงเบาๆ แล้วกระซิบว่า
“ถ้าเป็นเขา บางทีอาจมีโอกาสก็ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียซานเหนียงก็พลันชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อนก่อนจะกล่าวว่า
“ค่อยเป็นค่อยไปเถิด”
ในขณะที่องค์หญิงหมิงเยวและเถียซานเหนียงกำลังสนทนากัน เมื่อเห็นว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูได้เข้ามาแล้ว ซุนเชียนจึงลุกขึ้นกล่าวว่า
“ฝ่าบาท เนื่องจากทุกคนมากันพร้อมแล้ว จึงน่าจะเริ่มได้แล้วพะยะค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮองเต้ก็หันไปมองหลี่เตาและซุนเชียน
“พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าพร้อมแล้ว?”
ซุนเชียนพยักหน้า
“กระหม่อมพร้อมเริ่มได้ทุกเมื่อพะยะค่ะ”
ทันใดนั้น ทางด้านหลี่เตาพลันเอ่ยปากว่า
“ฝ่าบาท ก่อนจะเริ่มกระหม่อมมีคำถามหนึ่งพะยะค่ะ”
ฮองเต้ขมวดคิ้ว
“มีปัญหาอะไรหรือ?”
หลี่เตาเอ่ยถามตามตรง
“การประลองในครั้งนี้อนุญาตให้มีการบาดเจ็บล้มตายหรือไม่?”
ยังไม่ทันที่ฮองเต้จะเอ่ยอะไร ซุนเชียนก็รีบชิงตอบก่อน
“การก้าวเข้าสู่สนามประลองก็เหมือนกับการก้าวเข้าสู่สนามรบ บนสนามรบนั้นดาบกระบี่ไม่มีตา จะมีที่ไหนที่ไม่มีคนตาย ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีความตั้งใจที่จะเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จะทดสอบพลังที่แท้จริงได้อย่างไร”
ฮองเต้ไม่ได้ตอบ แต่หันไปมองหลี่เตา
“อู่อันป๋อมีความเห็นอย่างไร?”
หลี่เตาพยักหน้า
“ท่านซุนพูดมีเหตุผล เช่นนั้นงั้นก็ไม่ต้องสนใจเรื่องการบาดเจ็บล้มตายแล้วกัน”
ในสายตาของซุนเชียน หลิวหง และคนอื่นๆ ขณะนี้พวกเขารู้สึกว่าหลี่เตากำลังหวาดกลัว มีเพียงคนกลัวเท่านั้นที่จะคิดถึงเรื่องการบาดเจ็บล้มตาย ดังนั้นพวกเขาจึงมีความมั่นใจมากขึ้น
เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงกันแล้ว ฮองเต้ก็เอ่ยขึ้น
“ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มโดยเร็วเถิด”
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวจงก็เดินไปที่ด้านหน้าแท่นประทับ จากนั้นจึงมองไปทั้งสองด้าน ในชั่วขณะถัดมา เสียงของเขาก็ดังก้องไปทั่วทั้งพื้นที่อันกว้างใหญ่
“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เริ่มการประลองได้!”
เมื่อเสียงของจ้าวจงดังขึ้น ผู้คนของฝั่งซุนเชียนก็พลันคำรามออกมา เสียงนั้นแฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่าอย่างชัดเจน เมื่อนึกถึงรางวัลที่ซุนเชียนสัญญาไว้กับพวกเขา ในชั่วขณะนั้นก็ราวกับมีม้าร้อยตัววิ่งควบไปพร้อมกัน ทั้งห้าร้อยคนต่างควบม้ามุ่งหน้าไปยังกองทัพหมาป่าผู่ถู
ในระหว่างทาง หลายคนที่ควบม้าไปได้แค่ครึ่งทางก็เลือกที่จะสละม้าทิ้งเสีย เพราะพวกเขาล้วนเป็นชาวยุทธ ถนัดการต่อสู้ด้วยเท้า สำหรับพวกเขาแล้วม้ากลับเป็นภาระมากกว่า
ในขณะที่ชาวยุทธทั้งห้าร้อยคนลงมือ ผู้คนที่มาดูเหตุการณ์ก็พลันพบว่าฝั่งของจางเมิ่งยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย ต้องรู้ว่าบนสนามรบนั้น ทหารม้าที่เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วจึงจะถือว่าเก่งกาจที่สุด หากหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทหารม้าที่ไร้ความคล่องตัวอาจจะสู้ทหารราบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
เมื่อหยางหลินเห็นภาพนี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เจ้าหนุ่ม เจ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่?”
หลี่เตายิ้มบางพลางกล่าว
“ท่านอาหยางไม่ต้องรีบร้อน ปล่อยให้เกาทัณฑ์พุ่งต่อไปอีกสักพัก”
ในกลุ่มชาวยุทธ มีบางคนที่เชี่ยวชาญวิชาตัวเบาจึงเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เกือบจะพุ่งมาถึงเบื้องหน้ากองทัพหมาป่าผู่ถูแล้ว และในขณะที่คนเหล่านั้นอยู่ห่างจากกองทัพหมาป่าผู่ถูเพียงแค่สามสิบวา ทันใดนั้นกองทัพหมาป่าผู่ถูก็เริ่มเคลื่อนไหว
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลายคนก็รู้สึกว่ามันสายเกินไปแล้ว ระยะห่างสามสิบวาไม่เพียงพอที่จะให้ทหารม้าเริ่มออกตัว อีกทั้งด้วยความเร็วของฝ่ายตรงข้าม พวกเขาไม่มีทางวิ่งออกไปได้ทันภายในระยะสามสิบวา
แต่สิ่งที่ทุกคนลืมไปก็คือ สัตว์ที่กองทัพหมาป่าผู่ถูขี่อยู่นั้นมันไม่ใช่ม้า แต่เป็นหมาป่ายักษ์ที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“ฆ่า!”
ตามคำสั่งของจางเมิ่ง ทันใดนั้น พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวและกลิ่นอายแห่งการสังหารอันเข้มข้นก็พลันปะทุออกมาจากร่างของทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูทั้งห้าร้อยนาย
ภายใต้การปลดปล่อยพลังเกียรติภูมิกองทัพและกลิ่นอายสังหารนี้ อากาศในรัศมีสามร้อยวารอบด้านที่มีกองทัพหมาป่าผู่ถูเป็นศูนย์กลาง ก็พลันเกิดคลื่นเป็นชั้นๆ ขึ้นมา
ชั่วขณะถัดมา กองทัพหมาป่าผู่ถูก็เริ่มเคลื่อนที่ และในตอนนั้นเอง พลังเกียรติภูมิกองทัพทั้งหมดก็หดตัวกลับเข้าสู่ร่างของทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูทันที มันกลายเป็นเงาหมาป่ายักษ์สีดำที่ห่อหุ้มทหารทั้งห้าร้อยนายเอาไว้พร้อมกัน
เมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูพุ่งออกไป ทุกคนก็ราวกับเห็นเงาหมาป่ายักษ์สีดำที่กระหายเลือดพุ่งออกมา แค่เพียงชั่วลมหายใจเดียว กองทัพหมาป่าผู่ถูก็มาถึงเบื้องหน้าของเหล่ายอดฝีมือในยุทธภพที่พุ่งออกมาก่อน
เหล่ายอดฝีมือในยุทธภพเหล่านั้นพลันตกใจกับการโจมตีอย่างฉับพลันนี้จนต้องทำท่าโต้กลับ แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะตั้งตัวได้ ก็ถูกกองทัพหมาป่าผู่ถูกลืนกินไปเสียแล้ว