ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 427 กองทัพหมาป่าผู่ถูเข้าสู่สนาม
เถียซานเหนียงกล่าว
“ฝ่าบาททรงล้อเล่นแล้ว ตระกูลเถียทั้งหมดล้วนเป็นของตาเฉียน และตาเฉียนก็เป็นของฝ่าบาท”
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮองเต้พลันชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากได้สติกลับมาแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ
“สาวน้อยผู้นี้พูดจาได้คล่องแคล่วดีจริง”
“จ้าวจง”
“พะยะค่ะ”
“จัดที่นั่งข้างหมิงเยวให้นาง”
ไม่นานหลังจากนั้น เถียซานเหนียงก็ได้นั่งลงข้างๆ องค์หญิงหมิงเยว หลังจากนั่งลงแล้ว เถียซานเหนียงเอียงหน้าเข้ามาถาม
“หมิงเยว เจ้ารีบร้อนเรียกข้ากลับมายังเมืองหลวง บอกว่าจะให้ความประหลาดใจแก่ข้า แล้วความประหลาดใจนั้นอยู่ที่ไหน?”
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์หญิงหมิงเยวก็หัวเราะเบาๆ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้จะทำอะไร?”
เถียซานเหนียงส่ายหน้า นางเพิ่งรีบเร่งเดินทางมาจากนอกเมืองหลวงตามคำเชิญขององค์หญิงหมิงเยว
เมื่อเห็นดังนั้น องค์หญิงหมิงเยวจึงเข้าไปกระซิบข้างหูนางเบาๆ เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
สีหน้าของเถียซานเหนียงที่เดิมดูสงบนิ่งพลันเปลี่ยนไปในทันที นางรีบหันมาถาม
“พูดความจริงหรือ?”
“ข้าไม่โกหกเจ้าหรอก รอสักครู่เจ้าก็จะรู้เอง”
ทันใดนั้น องค์หญิงหมิงเยวก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยว่า
“พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว คราวนี่อาจจะมีคนที่มุ่งเป้ามายังพี่ใหญ่หลี่ของเจ้า เจ้าไม่มีอะไรจะพูดเลยหรือ?”
หลังจากสงบอารมณลงแล้ว เถียซานเหนียงค่อยๆ ส่ายหน้าตอบอย่างจริงจัง
“ไม่มีอะไรจะพูดหรอก ข้าแค่อยากบอกว่าคราวนี้พวกเขาเลือกคู่ต่อสู้ผิดคนแล้ว”
“มั่นใจถึงเพียงนั้นเชียว?”
“ไม่ใช่ความมั่นใจ แต่เป็นเพราะเจ้าไม่เคยพบเขาต่างหาก”
สามปีในดินแดนทางใต้ แม้ว่าเถียซานเหนียงจะไม่ได้อยู่ในเมืองเทียนหนานนานนัก แต่ในยามที่นางไม่อยู่ ท่านผู้ดูแลเถียก็รายงานเรื่องราวทั้งหมดในดินแดนทางใต้ให้นางได้ทราบทุกวัน จึงเป็นธรรมดาที่นางจะประเมินความสามารถของหลี่เตาได้พอสมควร
องค์หญิงหมิงเยวถามขึ้นด้วยความอยากรู้
“งั้นข้าจะรอดูว่าพี่ใหญ่หลี่ของเจ้าจะเก่งกาจเพียงใด”
หลังจากเถียซานเหนียงมาถึงไม่นานนัก เหล่าขุนนางที่มาร่วมสนุกก็มาถึงทั้งสองฝั่งของตำหนักชั่วคราวอย่างรวดเร็ว ฮองเต้ก็ได้สั่งให้จัดเตรียมที่นั่งไว้เรียบร้อยแล้ว ขุนนางฝ่ายปกครองอยู่ด้านหนึ่ง ขุนนางฝ่ายทหารอยู่อีกด้านหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าผู้คนมาเกือบครบแล้ว ฮองเต้จึงเอียงหน้าไปมองซุนเชียนที่อยู่ไม่ไกล
“รองเสนาบดีซุน คนที่เจ้าจัดเตรียมไว้ละ?”
ซุนเชียนลุกขึ้นประสานมือคำนับ
“ฝ่าบาท พวกเขาพร้อมเข้าร่วมได้ทุกเมื่อ เพียงแค่ฝ่าบาทมีรับสั่งเท่านั้น”
ฮองเต้พยักหน้า
“งั้นก็จัดการเถอะ”
ซุนเชียนพยักหน้าก่อนจะโบกมือเรียกผู้ติดตามคนหนึ่งเข้ามา แล้วกระซิบบอกอะไรบางอย่างที่ข้างหู ผู้ติดตามคนนั้นพยักหน้าทันทีแล้วถอยออกไป
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าม้าได้ดังขึ้นจากที่ห่างไกล
เมื่อทุกคนมองไปตามทิศทางที่เสียงดังมา ก็เห็นเพียงฝุ่นควันม้วนตลบ เงาดำบนหลังม้าปรากฏขึ้นจากที่ไกลๆ ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อคนเหล่านี้มาถึงลานโล่งไม่ไกลจากตำหนักชั่วคราวพวกเขาก็หยุดลง
เมื่อได้เห็น ‘ทหารม้า’ ห้าร้อยนายเหล่านี้อย่างชัดเจน ขุนนางฝ่ายปกครองก็พูดบางอย่างออกมา แต่ขุนนางฝ่ายทหารทั้งหมดกลับขมวดคิ้ว
นี่คือทหารม้าหรือ? พวกคนเหล่านี้ดูไร้ระเบียบไม่เป็นแถวเป็นแนว ให้ความรู้สึกเหมือนกองกำลังผสมอย่างแท้จริง
แต่พวกเขาก็ไม่อาจมองคนเหล่านี้เป็นเพียงกองกำลังผสมได้ เพราะคนเหล่านี้ล้วนแต่มีแววตาคมกริบ รอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นอายมหิต หากมองเป็นรายบุคคลแล้ว ไม่มีใครดูเหมือนคนที่จะรับมือได้โดยง่าย
สรุปก็คือมันช่างขัดแย้งกันยิ่งนัก
“น่าสนใจ”
ฮองเต้ลูบเคราที่คางพลางเอียงศีรษะถาม
“เจ้าเห็นอะไรบ้าง?”
จ้าวจงกวาดตามอง ‘ทหารม้า’ ห้าร้อยนายเหล่านั้นก่อนจะก้มหน้าตอบ
“ฝ่าบาท คนเหล่านี้ขาดระเบียบวินัย ทั้งยังมีกลิ่นอายของยุทธภพรอบกาย น่าจะเป็นผู้คนที่ท่านซุนรวบรวมมาจากยุทธภพพะยะค่ะ”
ฮองเต้หัวเราะพลางตรัสว่า
“เรื่องนี้เรารู้อยู่แล้ว หากเขาเป็นเพียงขุนนางผู้หนึ่งแล้วสามารถนำทหารม้าห้าร้อยนายมาได้นั่นก็น่าสนใจยิ่ง สิ่งที่เราอยากถามคือ เจ้าสามารถมองออกถึงกำลังความสามารถของคนเหล่านั้นได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวจงจึงหันไปมองพวกเขาอีกครั้ง หลังจากครู่หนึ่งผ่านไป เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านซุนช่างใจถึงยิ่งนัก”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ใน ‘ทหารม้า’ ห้าร้อยคนนี้ คงมีเกือบร้อยคนที่อยู่ในระดับเซียนเทียน ส่วนที่เหลือก็ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับโฮ่วเทียนทั้งสิ้นพะยะค่ะ”
ฮองเต้พยักหน้า
“ดูเหมือนว่าซุนเชียนจะไม่ได้เสียเวลาเปล่าในสามวันนี้ ถึงสามารถรวบรวมยอดฝีมือมามากมายเช่นนี้ได้ เมื่อเผชิญหน้ากับคนพวกนี้ ดูเหมือนว่าอู่อันป๋ออาจจะเสียเปรียบแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์หญิงหมิงเยวจึงหันไปมองเถียซานเหนียง
“ซานเหนียง เจ้าคิดเช่นไร?”
เถียซานเหนียงทำเพียงแค่กวาดตามองคนห้าร้อยที่ซุนเชียนส่งออกมาแล้วก็เบนสายตากลับ จากนั้นก็ยิ้มบางพลางกล่าวว่า
“รอสักครู่เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง”
หลังจากที่คนของซุนเชียนปรากฏตัวแล้ว ฮองเต้ก็เหลือบมองไปที่หยางหลิน
“ไท่ผิงกง ช่วงนี้อู่อันป๋อไม่ได้พักอยู่ที่จวนของเจ้าหรอกหรือ แล้วคนของเขาละ?”
หยางหลินลุกขึ้น
“ฝ่าบาท…”
ทันทีที่หยางหลินเพิ่งเอ่ยปาก จู่ๆ ก็มีเสียงหมาป่าหอนดังก้องมาแต่ไกล หยางหลินหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว เห็นเพียงเงามำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นจากที่ไกลๆ ตามมาด้วยเสียงย่ำเท้าที่เป็นจังหวะพร้อมเพรียงกัน
เสียงย่ำเท้านี้ราวกับเป็นเสียงกลองดังกระทบหัวใจของทุกคน ให้ความรู้สึกกดดันที่มองไม่เห็น เมื่อเงามำเคลื่อนเข้ามาใกล้ ทุกคนก็ค่อยๆ มองเห็นเงาร่างที่วิ่งเข้ามาได้ชัดเจนขึ้น
ทันใดนั้น กลุ่มคนทางฝั่งขุนนางฝ่ายทหารก็พลันพากันลุกขึ้นยืน พวกเขาจ้องมองไปยังที่ไกลโดยไม่ละสายตา ฮองเต้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เมื่อมองไปครั้งหนึ่งก็ถูกดึงความสนใจไปเช่นกัน
ส่วนจ้าวจงที่ปกติมีท่าทีสงบนิ่งเสมอนั้น เมื่อเห็นเงาดำจากในระยะไกลแล้ว ดวงตาก็เกิดความเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเมื่อเงาดำหยุดนิ่งแล้ว ทุกคนถึงได้เห็นอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ในตอนนี้ทุกคนต่างมีความคิดเดียวกัน
นี่มันทหารม้าอะไรกัน?
หมาป่ายักษ์สูงกว่าหกฉื่อ ทั้งยังสวมเกราะหนัก หมาป่าเป็นสัตว์ป่าที่ยากจะฝึกให้เชื่อง แต่หมาป่ายักษ์ห้าร้อยตัวนี้กลับสามารถยืนนิ่งอยู่กับที่ได้ และยังมีระเบียบยิ่งกว่าม้าศึกเสียอีก
อีกทั้งทหารในชุดเกราะหนักที่อยู่บนหลังหมาป่ายักษ์นั้น แม้จะถูกห่อหุ้มด้วยเกราะหนาทั้งตัว แต่ก็มีความกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกมาโดยรอบ เมื่อมองดูทหารม้าห้าร้อยนายของฝั่งซุนเชียนที่ดูไร้ระเบียบแล้วมามองดูทหารหมาป่าฝั่งนี้ แม้จะยังไม่ได้ต่อสู้กัน แต่ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความแตกต่างอันใหญ่หลวง
ในขณะนั้น หยางหลินที่ลุกขึ้นยืนดูกองทัพหมาป่าผู่ถูพลันรู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ เมื่อเห็นเกราะหนักที่อยู่บนตัวของกองทัพหมาป่าผู่ถู ความรู้สึกคุ้นเคยก็พลันผุดขึ้นมาในใจ
นี่มันเกราะหนักที่เขาเคยแพ้พนันไปมิใช่หรือ!
อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่มองเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูที่นำโดยหลี่เตาปรากฏตัวขึ้นแล้ว สีหน้าของซุนเชียนและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปในทันที ซุนเชียนหันไปมองพวกหลิวหงทั้งสามคน
“พวกเจ้าสามคนไปดินแดนทางใต้มา แต่กลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทหารพวกนี้เลยหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกหลิวหงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ พวกเขาทั้งสามอยู่ในเมืองเทียนหนานแค่ครึ่งวันก็จากมาเลย แล้วจะไปรู้อะไรได้
“ไร้ประโยชน์” ซุนเชียนอดด่าไม่ได้
หลิวหงพูดเสียงเบา
“ท่านซุน ตอนนี้เราจะทำอย่างไรกันดี?”
ถึงขั้นนี้แล้วยังจะทำอะไรได้อีกเล่า?
“พวกเขาเพียงแค่ดูน่าเกรงขามเท่านั้น ทหารม้าปกติก็เป็นเช่นนี้ ส่วนฝั่งพวกเรานั้นล้วนเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ แต่ละคนสามารถลงมือจัดการคนพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น ฝั่งของพวกเรายังมียอดฝีมือระดับเซียนเทียนอีกมากมาย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพลังของพวกทหารเหล่านั้นจะสามารถบรรลุถึงระดับนี้ได้ สรุปคือปล่อยให้พวกเขามีท่าน่าเกรงขามไปก่อน เดี๋ยวภายหลังพวกเขาก็ตองร้องไห้แล้ว”