ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 433 สุดยอดฝีมือ
”
แค่ก แค่ก”
ทั้งสองคนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถูกเสียงไอของโม่อู๋หมิงขัดจังหวะ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นดวงตาใต้หมวกไม้ไผ่ ดวงตาคูนั้นไม่คมกริบและเย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว โม่อู๋หมิงค่อยๆ กล่าวว่า “ข้าแพ้แล้ว”
หลีเต้า “…”
โม่อู๋หมิงพูดต่อ “เจ้าแข็งแกร่งมาก”
หลีเต้าตอบ “เจ้าก็แข็งแกร่งเช่นกัน”
โม่อู๋หมิง “…”
อาจเป็นเพราะชั่วขณะนั้นไม่รู้จะตอบอย่างไร ผ่านไปครู่หนึ่งโม่อู๋หมิงจึงได้พูดต่อว่า “ช่วยข้าสักอย่างได้หรือไม่”
“เจ้าลองบอกมาก่อน”
“ช่วยหาเจ้านายคนใหม่ให้กับกระบี่ของข้า”
“เรื่องนี้ได้”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณแล้ว”
เมื่อสิ้นเสียงพูดลง กระบี่ยาวในมือของโม่อู๋หมิงก็ตกลงมาปักอยู่บนพื้น เมื่อหมวกไม้ไผ่ก้มลง พลังปราณในร่างกายของเขาทั้งหมดก็หายไปในทันที
[ฆ่าศัตรูหนึ่งคน ได้รับคุณสมบัติ : 43,161.9]
เมื่อเสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้น หลีเต้าก็ก้มลงมองที่หน้าอกของตัวเอง เสื้อผ้าบริเวณหน้าอกด้านซ้ายมีรอยฉีกขาด หัวใจของเขายังมีความรู้สึกเจ็บปวดอยู่เล็กน้อย กระบี่นั้นของโม่อู๋หมิงแทงทะลุร่างกายเขาได้สำเร็จ ทำให้หัวใจได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายจึงไม่ใช่การพูดเล่น แต่เป็นเรื่องจริง
แต่ท้ายที่สุดแล้วด้วยร่างกายระดับนี้ของเขา มีผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับมหาราชาปรมาจารย์น้อยคนนักที่จะสามารถทำร้ายเขาได้ ทว่าน่าเสียดายมันก็แค่เพียงแทงทะลุเล็กน้อยเท่านั้น โม่อู๋หมิงสามารถสร้างความเสียหายได้ แต่ตัวเขาเองกลับไม่มีความสามารถที่จะรับมือกับการโจมตีของหลีเต้า ไม่จำเป็นต้องได้รับการโจมตีโดยตรง เพียงแคพลังอย่างง่ายๆ ก็เพียงพอที่จะทำลายล้างได้แล้ว
หลังจากคิดดูแล้ว หลีเต้าก็ก้าวเดินมาที่ตรงหน้าของโม่อู๋หมิง ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย เขามองดูคนคลั่งกระบี่ที่ปรากฏตัวในจุดสูงสุดผู้นี้แวบหนึ่ง แล้วยื่นมือไปหยิบกระบี่ยาวสีเขียวที่อยู่ใต้มือขวาของอีกฝ่ายขึ้นมา ทันทีที่สัมผัสกับกระบี่ยาวสีเขียว มันก็ปลดปล่อยปราณกระบี่ออกมาแทงเข้าที่ฝ่ามือของเขาทันที หากเป็นเพียงคนทั่วไปอาจจะถูกแทงจนบาดเจ็บ แต่สำหรับหลีเต้าแล้วการโจมตีเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่การจักจี้เท่านั้น
จิตวิญญาณเบื้องต้นถือกำเนิดแล้วหรือ? ปราณกระบี่ที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้หลีเต้ารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ไม่น่าแปลกใจเลยที่โม่อู๋หมิงขอให้เขาช่วยหาเจ้าของใหม่ให้กับกระบี่ของตน
พอคิดถึงตรงนี้หลีเต้าก็รู้สึกว่าโม่อู๋หมิงผู้นี้ดูน่าเสียดายอยู่บ้าง อีกฝ่ายอยู่ในระดับกึ่งมหาราชาปรมาจารย์และเขาสามารถข้ามขั้นแสดงพลังของระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้ อีกทั้งยังมีกระบี่ล้ำค่าที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดอยู่ในมือ ด้วยพรสวรรค์อันน่าตื่นตะลึงเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่าการบรรลุระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น หากโชคดีสักหน่อยก็อาจจะก้าวไปได้ไกลกว่านั้น แต่กระนั้นแล้วเขากลับล้มลงในสถานที่แห่งนี้ และเป็นเพียงเพราะการประลองเล็กๆ เท่านั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วหลีเต้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทอดถอนใจถึงความอันตรายของเมืองหลวง โชคดีที่ตอนแรกหลังจากเขาออกจากชนเผ่าเป่ยหมานแล้วไม่ได้เข้ามาในเมืองหลวงทันที แต่ถูกเลือกให้ไปยังดินแดนทางใต้ หากเข้ามาในเมืองหลวงตั้งแตตอนนั้น ด้วยพลังระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดของเขาคงจะไม่สามารถใช้ได้อย่างเต็มที่ ณ ที่แห่งนี้
เมื่อลมหายใจของโม่อู๋หมิงสลายไป หลีเต้าก็หยิบกระบี่ขึ้นมา ทุกคนต่างเข้าใจแล้วว่าผลลัพธ์ของการประลองครั้งนี้เป็นอย่างไร แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าผลลัพธ์ของการประลองจะออกมาเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมไหน ความหวังในการเอาชนะของหลีเต้าก็มีอยู่น้อยนิด แต่แล้วเรื่องราวก็ดันพลิกผัน โม่อู๋หมิงคนคลั่งกระบี่ผู้มีพลังเทียบเท่าระดับมหาราชาปรมาจารย์กลับพ่ายแพ้ และดูจากสภาพของหลีเต้าในตอนนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถชนะได้โดยไม่ยากลำบากนัก
ทันใดนั้นทุกคนก็เริ่มคาดเดาว่าพลังที่แท้จริงของหลีเตานั้นแข็งแกร่งเพียงใด ต้องมีระดับกึ่งมหาราชาปรมาจารย์เป็นอย่างน้อย เช่นนั้นแล้วก็คงไม่สามารถเอาชนะโม่อู๋หมิงได้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้มากที่จะอยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ เมื่อนึกถึงว่าวรยุทธของหลีเต้าอาจจะบรรลุถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้ว หลายคนต่างสูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกใจ ข้อมูลเกี่ยวกับหลีเตานั้นพวกเขาได้อ่านมาไม่น้อย เมื่อสามปีก่อนพวกเขารู้ว่าหลีเต้ามีวรยุทธระดับปรมาจารย์ด้วยวัยเพียงยี่สิบกว่าปีพวกเขาก็ยังพอรับได้ อย่างไรเสียโลกนี้ก็กว้างใหญ่นัก ย่อมมีคนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นบางคนที่สามารถบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เช่นเดียวกับสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนทางใต้ แม้ว่าในยุทธภพจะมีคนประเภทนี้อยู่น้อยแต่ก็ยังมีอยู่ และหลีเต้าก็เป็นเพียงหนึ่งในนั้น
แต่ระดับมหาราชาปรมาจารย์นั้นแตกต่างออกไป หากจะพูดว่าต่ำกว่าระดับมหาราชาปรมาจารย์ยังมีทางลัดให้เดิน แต่การจะบรรลุระดับมหาราชาปรมาจารย์นั้นต้องการการบ่มเพาะมากกว่า ดังนั้นจึงยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครสามารถบรรลุระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้ในวัยเพียงยี่สิบปี แต่ตอนนี้คนแบบนั้นได้ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาแล้ว
ระดับมหาราชาปรมาจารย์มีอายุขัยถึงห้าร้อยปี การมีพลังเช่นนั้นด้วยวัยเพียงเท่านี้ อาจกล่าวได้ว่าการขึ้นไปถึงระดับเทพมนุษย์ของเขาได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว นั่นหมายความว่าคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขานั้น ไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ในวัยเพียงยี่สิบปีเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นเทพมนุษย์ในอนาคตอีกด้วย
เมื่อนึกถึงตรงนี้หลายคนก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมา เทพมนุษย์มีอายุขัยหนึ่งพันปี แม้แต่ราชวงศ์ต้าเฉียนตั้งแต่อดิตจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ผ่านช่วงเวลาเช่นนี้ กลุ่มคนที่สนิทสนมกับหลีเต้าต่างรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษในขณะนี้ คำกล่าวที่ว่า ‘เมื่อคนหนึ่งได้ดี ไก่สุนัขก็พลอยขึ้นสวรรค์ไปด้วย’ ไม่ใช่คำพูดเลื่อนลอยเลย
ในทางกลับกัน พวกคนที่เคยล่วงเกินหลีเต้าต่างมีสีหน้าดำทะมึน ในบรรดาคนเหล่านั้นซุนเซียนดูเหมือนจะมีสีหน้ามืดครึ้มที่สุด เดิมทีนั้นเขาคิดว่าตนเองอาจจะจบสิ้น ไม่ใช่เพราะหลีเต้าแข็งแกร่งเกินไป แต่เป็นเพราะกลัวว่าโม่อู๋หมิงจะพลั้งมือฆ่าหลีเต้าแล้วฮ่องเต้จะเอาเรื่องเขาแทน แต่เมื่อมองดูตอนนี้แล้ว ดูเหมือนอย่างไรเขาก็ตองพบกับจุดจบอยู่ดี ในใจของเขาตอนนี้เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาแล้ว
“ท่านอู่อันป๋อช่างร้ายกาจจริงๆ!” หลังจากที่ฮ่องเต้ได้สติจากความประหลาดใจต่อพลังของหลีเต้าแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือชื่นชม ก่อนหน้านี้เขาชื่นชมหลีเต้ามาโดยตลอด หลังจากที่หลีเต้าเติบโตขึ้นมาเขาคิดเพียงว่าตนเองวางหมากได้ดี แต่เมื่อได้เห็นตอนนี้ นี่เป็นการวางหมากที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง การที่พลังของหลีเต้าบรรลุถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์นั้นนับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจครั้งใหญ่สำหรับเขา ในชั่วขณะนี้เขารู้สึกว่าร่างกายที่อ่อนแอลงทุกวันของตนกลับมีพลังขึ้นมาทันที
อาจมีคนสงสัยว่าหลีเต้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ฮ่องเต้ไม่กังวลหรือว่าอีกฝ่ายจะมีใจเป็นอื่น แต่ความจริงแล้วคำถามนี้เป็นเพียงเรื่องตลกเท่านั้น เพราะฮ่องเต้รู้ดีว่าไม่ใช่ใครก็มีคุณสมบัติพอที่จะนั่งบนบัลลังก์มังกรใต้ก้นของเขาได้ และไม่ใช่ว่าใครก็อยากนั่งในตำแหน่งของเขา นี่เป็นโลกที่พลังคือสิ่งสูงสุดทั่วทุกหนแห่ง มีผู้อาวุโสประหลาดซ่อนตัวอยู่มากมายนับไม่ถ้วน หากจะกังวลจริงๆ แล้วจะกังวลไหวหรือ? เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้วหลีเต้าก็เพียงแค่อ่อนวัยกว่าหน่อยเท่านั้น
สรุปก็คือในสถานการณ์ที่ไม่มีความขัดแย้ง ยิ่งหลีเต้าแข็งแกร่งฮ่องเต้ก็ยิ่งดีใจ พอคิดถึงตรงนี้แล้วสายตาของเขาก็อดมองไปยังองค์หญิงหมิงเยว่ที่อยู่ข้างกายไม่ได้
ทำไม ‘หลีเต้า’ คนนี้ถึงไม่ใช่ ‘หลีเต้า’ คนนั้นนะ หากเป็นเช่นนั้นนั่นจึงจะเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างแท้จริง แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อที่หวงลูกสาวไม่อยากให้ลูกสาวแต่งงานกับใคร แต่หากคู่ของลูกสาวเป็นคนอย่างหลีเต้า เขาจะมีอะไรให้เสียดายอีกเล่า
แต่สิ่งที่ฮ่องเต้ไม่รู้ก็คือ ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ ยังมีอีกคนหนึ่งที่มีความคิดเหมือนกับเขา ในห้วงความคิดขององค์หญิงหมิงเยว่ จีหมิงเยว่พูดขึ้น “เจ้าหนุ่มคนนี้มีปัญหา เขาไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธธรรมดาอย่างแน่นอน”
องค์หญิงหมิงเยว่ถาม “เขามีปัญหาอะไรหรือ?”
จีหมิงเยว่กล่าวตอบ “เป็นไปได้มากว่าเขาปลุกพลังสายเลือดเหมือนกับพวกเรา และระดับก็ไม่ต่ำด้วย”
องค์หญิงหมิงเยว่ “ไม่น่าแปลกใจเลย”
จีหมิงเยว่รำพึง “เฮ้อ น่าเสียดาย ถ้าตอนนั้นเป็นเขาก็ดี่สิ เช่นนั้นเสี่ยวอวิ่นเอ๋อร์ก็จะมีสายเลือดสองสายแล้ว”
องค์หญิงหมิงเยว่ “เอ๋?”