ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 44 โรงเตี๊ยมตระกูลเถี่ย
บทที่ 44 โรงเตี๊ยมตระกูลเถี่ย
วันถัดมานอกเมืองฉางผิง เมื่อวานพวกเขาเพิ่งได้รับป้ายมา วันนี้หลี่เต้าและอีกสี่คนก็เตรียมตัวจะออกเดินทาง พวกเขาอยู่ที่นี่จนเบื่อหน่ายแล้ว
หลี่เต้าขี่ม้าพลางมองดูอีกสี่คนที่เหลือ “ทุกคนเตรียมพร้อมกันหมดแล้วหรือไม่?”
เสิ่นซานยิ้มพลางกล่าว “พี่ใหญ่วางใจได้ ข้ารับรองจะพาสามคนนั่นไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย” แม้ว่าทุกคนจะได้รับอิสรภาพแล้ว แต่เสิ่นซานยังคงเรียกหลี่เต้าว่าพี่ใหญ่เช่นเดิม ตามคำพูดของเขาที่ว่า เป็นพี่ใหญ่วันเดียว ก็จะเป็นพี่ใหญ่ไปชั่วชีวิต
พูดง่าย ๆ คือการใช้ชีวิตในยุทธภพ ยิ่งมีมิตรสหายมากยิ่งมีหนทางมาก โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในคุกนักโทษประหาร ทำให้เสิ่นซานเข้าใจว่าคนทั้งสี่รอบตัวเขาล้วนไม่ใช่คนธรรมดา ในฐานะที่ตนเป็นเพียงสามัญชน หากต้องการจะเอาตัวรอดก็ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจ และหลี่เต้าก็คือผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุด
หลี่เต้าพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดีแล้ว พวกเจ้าระวังตัวให้ดี อย่าก่อเรื่องวุ่นวายเล่า” เนื่องจากเด็กบ้าถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเด็กพิษ แม้จะยังคงมีสติสัมปชัญญะอยู่บ้าง แต่กลับมีผลข้างเคียงร้ายแรง หากเด็กบ้ายังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป คงจะมีชีวิตอยู่ไม่เกินหนึ่งปี ดังนั้นเหล่ากุ่ยจึงตัดสินใจพาเด็กบ้าเดินทางไปยังเทือกเขาทางตอนใต้ของต้าเฉียนด้วยตนเอง เพื่อหาวิธีรักษา ส่วนสวีหู่ เนื่องจากไร้ที่ไปอีกทั้งยังสนิทสนมกับเด็กบ้า จึงตัดสินใจร่วมเดินทางไปคุ้มครองเหล่ากุ่ยและเด็กบ้า
ส่วนเสิ่นซาน เขาตัดสินใจจะส่งทั้งสามคนไปเทือกเขาทางตอนใต้ของต้าเฉียน จากนั้นก็จะกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม ขณะที่เสิ่นซานกำลังจะพาเหล่ากุ่ยทั้งสามคนจากไป จู่ ๆ ก็นึกบางอย่างขึ้นได้ เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบเงินจำนวนมากออกมา
“พี่ใหญ่ เส้นทางยุทธภพนั้นยาวไกล เงินนี้ให้ท่านไว้ใช้จ่ายระหว่างทาง จะได้สะดวกขึ้น”
หลี่เต้าขมวดคิ้ว “เจ้าขโมยมาจากภารกิจก่อนหน้านี้สินะ?” เสิ่นซานเกาศีรษะพลางยิ้ม “ก็แค่หยิบฉวยมาตามสะดวกน่ะ” หลี่เต้ามองห่อของของเสิ่นซาน อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ขโมยก็คือขโมยวันยังค่ำ แม้จะเป็นนักโทษประหารก็ยังไม่เลิกขโมยของ
หลี่เต้าส่ายหน้า “เจ้าเก็บไว้เถอะ ข้ามีพอใช้แล้ว” ในตัวเขามีเงินอยู่ไม่น้อย เงินทั้งหมดนี้ล้วนได้มาจากเว่ยอวิ๋น มิใช่การตอบแทนบุญคุณ แต่เป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับ เขาทาภารกิจสาเร็จสามครั้งเพื่อแลกกับอิสรภาพ แต่ความดีความชอบที่สั่งสมมาทั้งหมดนั้นล้วนมอบให้เว่ยอวิ๋นไปจริงๆ หากคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนหูละหนึ่งตำลึง หลี่เต้าก็ได้รับเงินมาจากเว่ยอวิ๋นหลายร้อยตำลึง สำหรับคน ๆ เดียวก็มากพอให้ใช้จ่ายไปได้สักพัก
“เอาเช่นนั้นแล้วกัน” เสิ่นซานประสานมือคำนับหลี่เต้าเป็นครั้งสุดท้าย “พี่ใหญ่ พวกเราขอออกเดินทางก่อน”
“ไปเถิด” หลี่เต้ายิ้มบาง ๆ ประสานมือตอบกลับ เสิ่นซานหันไปมองดวงอาทิตย์สีแดงที่กำลังขึ้นจากทุ่งราบไกลลิบ แล้วควบม้าเร่งฝีเท้านำเหล่ากุ่ย และอีกสองคนออกเดินทาง
หลี่เต้ามองส่งร่างทั้งสี่ค่อย ๆ หายลับไปบนทุ่งราบ ก่อนจะหันไปมองทางทิศเหนือ พลางพึมพำเบา ๆ “ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้วเช่นกัน” พูดจบก็สะบัดแส้ม้า ไม่นานร่างของเขาก็หายลับไปบนทุ่งราบทางทิศเหนือ
ในเวลาเดียวกัน บนกำแพงเมืองฉางผิง บุรุษในชุดเกราะสองคนยืนพิงกันอยู่
“ท่านแม่ทัพใหญ่ การที่หลี่เต้าจากไปเช่นนี้ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” หลิวเหนิงมองไปยังร่างของหลี่เต้าที่อยู่ไกลออกไป แล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“ไม่น่าเสียดายหรอก”
“เหตุใดกัน?” เว่ยอวิ๋นมองไปด้านหน้า พลางยิ้มบาง ๆ “เพราะไม่ช้าก็เร็ว เขาต้องกลับมาแน่ ยุทธภพไม่เหมาะกับคนอย่างเขาหรอก สนามรบต่างหากที่เหมาะสม”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลิวเหนิงก็ชะงักไป ในหัวนึกย้อนถึงภาพของหลี่เต้าที่สังหารศัตรูในสนามรบ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “หากเขาได้ขึ้นสู่สนามรบ บางทีต้าเฉียนของพวกเราอาจจะได้ดาวมรณะเพิ่มมาอีกหนึ่งคนก็เป็นได้”
เว่ยอวิ๋นตบบ่าหลิวเหนิงเบา ๆ พลางหัวเราะเบา ๆ “ตราบใดที่ดาบไม่ได้ฟันลงมาที่คอพวกเรา จะสนใจไปไยเล่า”
หลิวเหนิงหัวเราะฮ่า ๆ “พูดเช่นนี้ก็ถูกต้องแล้ว”
……
สองวันต่อมา ณ เมืองอวี้เหมิน ที่นี่คือด่านประตูเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางตะวันออกของแคว้นต้าเฉียน และยังเป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองแรกที่จะพบหลังจากเข้าสู่แคว้นต้าเฉียนทางตะวันออก ภายใต้แสงอาทิตย์อันร้อนแรง มีชายผู้หนึ่งขี่ม้าเข้าใกล้ด่านตรวจ ทหารหนุ่มที่เฝ้าประตูเห็นดังนั้น จึงยกมือร้องตะโกนว่า “หยุดก่อน! ผู้มาเยือนต้องแสดงบัตรผ่านทางก่อนเข้าเมือง”
หลี่เต้าหยุดฝีเท้า ล้วงบัตรผ่านทางออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้ ทหารยามหนุ่มรับบัตรผ่านทางมาตรวจสอบอย่างละเอียด พลางมองสำรวจหลี่เต้าที่ดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วถามว่า “มาจากที่ใด และจะไปที่ใด?”
“มาจากเมืองฉางผิง จะไปเมืองหลวง”
“เมืองฉางผิงหรือ?” ทหารยามถาม “รู้จักท่านแม่ทัพเว่ยหรือไม่?” หลี่เต้าวางมือลงที่เอว การกระทำนี้ทำให้เหล่าทหารที่อยู่ด้านหลังทหารยามตื่นตัวขึ้นมาทันที พวกเขาชักดาบยาวที่เอวออกมาพร้อมกัน ท่าทางพร้อมที่จะพุ่งเข้ามาได้ทุกเมื่อ
หลี่เต้าไม่รู้สึกแปลกใจกับปฏิกิริยาของเหล่าทหาร แต่เขาก็ไม่ได้หยุด กลับรีบชักดาบเหล็กทมิฬที่เอวออกมา “ไม่ทราบว่าท่านรู้จักดาบเหล็กทมิฬเล่มนี้หรือไม่?”
ทหารยามยกมือห้ามการเคลื่อนไหวของเหล่าทหารที่อยู่เบื้องหลัง จากนั้นก็รับดาบเหล็กทมิฬไปพิจารณา เมื่อเห็นเครื่องหมายบางอย่างบนดาบ ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมา “แท้จริงแล้วเป็นคนของแม่ทัพเว่ย ต้องขออภัยที่ไม่สุภาพด้วย”
ท่าทีของทหารยามเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่ระแวดระวังกลับกลายเป็นกระตือรือร้นขึ้นมา พร้อมส่งดาบเหล็กทมิฬให้หลี่เต้าอย่างสุภาพ หลี่เต้ารับดาบเหล็กทมิฬกลับมาแล้วถามว่า “เว่ยอวิ๋นเคยบอกเจ้าไว้หรือ?”
“ใช่แล้ว” ทหารยามแย้มยิ้ม “เมื่อไม่กี่วันก่อนแม่ทัพเว่ยได้บอกกับข้าว่าสหายของเขาจะมาที่นี่ ให้พวกข้าช่วยดูแลด้วย ดูท่าทางคงจะเป็นคุณชายท่านนี้กระมัง” เนื่องจากไม่รู้จักหลี่เต้า แต่ดูจากอายุแล้ว การเรียกว่าคุณชายก็ไม่เกินเลยไป
“แล้วเขาสั่งให้พวกเจ้าช่วยดูแลข้าอย่างไรบ้าง?” เขารู้สึกไม่แปลกใจกับความมีน้ำใจของเว่ยอวิ๋น เพราะอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ติดค้างบุญคุณเขาอยู่มาก
“คุณชายจะเดินทางไปเมืองหลวงใช่หรือไม่?” “ใช่” “คุณชายอาจจะยังไม่ทราบ ชายแดนทางตะวันออกนี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงมาก คนทั่วไปยากที่จะเดินทางไปถึงเมืองหลวงเพียงลำพัง ดังนั้นผู้คนในเมืองอวี้เหมินมักจะรวมกลุ่มกันเดินทางไปเมืองหลวง พวกข้าไม่มีความสามารถพอที่จะพาคุณชายไปส่งถึงเมืองหลวง แต่สามารถแนะนำคณะให้คุณชายได้”
หลังจากฟังคำอธิบายของทหารยาม หลี่เต้าก็เข้าใจสถานการณ์ของเมืองอวี้เหมินอย่างรวดเร็ว เพราะเมืองอวี้เหมินตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดน และอยู่ห่างไกลความเจริญมาก ดังนั้นคนทั่วไปจึงเดินทางมาถึงที่นี่ได้ยาก มีเพียงขบวนพ่อค้าที่เดินทางค้าขายตามแนวชายแดนเท่านั้นที่จะผ่านไปมาระหว่างเมืองชายแดนเล็ก ๆ เหล่านี้ หากผู้ใดต้องการเดินทางออกจากที่นี่ไปยังโลกภายนอก วิธีที่ดีที่สุดคือการเข้าร่วมคณะเดินทาง เพื่อจะได้มีเพื่อนร่วมทาง
หลี่เต้าเห็นด้วยกับการเดินทางเป็นคณะอย่างยิ่ง แม้ว่าในมือของเขาจะมีแผนที่จากเมืองอวี้เหมินไปยังเมืองหลวงต้าเฉียน แต่แผนที่สมัยใหม่ยังอ่านยาก ไม่ต้องพูดถึงแผนที่โบราณเช่นนี้เลย หากให้เขาเดินทางตามลำพัง เส้นทางที่ควรใช้เวลาเพียงครึ่งเดือน คงต้องใช้เวลาถึงหลายเดือนกว่าจะไปถึง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการหาคนนำทาง
“เช่นนั้นก็รบกวนด้วย” หลี่เต้าพยักหน้า เมื่อพูดจบ เขาก็ล้วงเงินสิบตำลึงออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนไป
“คุณชายช่างมีน้ำใจเหลือเกิน ท่านเป็นถึงสหายของท่านแม่ทัพเว่ยเลยนะขอรับ” ทหารยามรับเงินไว้พลางยิ้มแหย ๆ
“ไม่ต้องเกรงใจ เว่ยอวิ๋นก็คือเว่ยอวิ๋น ข้าก็คือข้า หากมีปัญหาใดให้เขามาหาข้า เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นค่าสุราให้พวกเจ้าพี่น้องดื่มกันเถิด” หลี่เต้าเอ่ยปากพูดออกมา เมื่อได้ยินเช่นนั้นทหารยามก็ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่ประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า “คุณชายวางใจได้ พวกข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
ภายใต้การนำทางของทหารยาม หลี่เต้าจูงม้าเดินเข้าไปในเมืองอวี้เหมิน หลังจากเข้ามาในเมืองอวี้เหมินแล้ว หลี่เต้าถึงได้พบว่าเมื่อเทียบกับภายนอก ภายในเมืองอวี้เหมินนั้นเจริญรุ่งเรืองกว่าภายนอกอย่างเห็นได้ชัด ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยพรมและพ่อค้าที่ร้องขายของ มีทั้งโรงเหล้าและโรงเตี๊ยมครบครัน
ดูเหมือนทหารยามจะสังเกตเห็นความสงสัยของหลี่เต้า จึงอธิบายว่า “พวกนี้ล้วนเป็นพ่อค้าที่เดินทางผ่านไปมา แม้ชายแดนจะห่างไกล แต่สำหรับพ่อค้าจากนานาประเทศแล้ว ที่นี่กลับเป็นแหล่งทำเงิน พ่อค้าส่วนใหญ่ไม่อยากเดินทางไกลเกินไป จึงมาค้าขายกันที่นี่ นานวันเข้าที่นี่ยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้น แต่ท่านอย่าเพิ่งเห็นว่าพวกเขาเป็นมิตร เพราะไม่มีพ่อค้าคนใดที่ไม่เจ้าเล่ห์ หากมีลมหวนใบไม้ไหว พวกนี้ล้วนเป็นพวกที่วิ่งหนีเร็วที่สุด”
พูดถึงตรงนี้น้ำเสียงของทหารยามเต็มไปด้วยความดูแคลน ไม่นานนักทหารยามก็นำหลี่เต้ามาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง หลี่เต้าเห็นป้ายที่แขวนอยู่เหนือโรงเตี๊ยมเขียนไว้ว่า ‘โรงเตี๊ยมตระกูลเถี่ย’ ด้านล่างยังมีป้ายเล็กอีกป้ายหนึ่ง เขียนตัวอักษรไว้เช่นกัน ‘สำนักคุ้มกันตระกูลเถี่ย’
“ไม่นึกเลยว่าที่นี่ก็มีกิจการของตระกูลเถี่ยด้วย” หลี่เต้าเคยได้ยินเรื่องราวของตระกูลเถี่ยมาบ้าง พวกเขาคือตระกูลพ่อค้าอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ต้าเฉียน กิจการของพวกเขาแผ่ขยายไปทั่วทั้งแคว้น แม้แต่ในแคว้นใกล้เคียงก็ยังมีกิจการของตระกูลเถี่ยและทุกแห่งล้วนมีขนาดใหญ่โต ความมั่งคั่งของตระกูลเถี่ยนั้นสามารถเทียบเท่ากับทั้งแคว้นเลยทีเดียว และนอกจากความมั่งคั่งแล้ว อำนาจของตระกูลเถี่ยก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยในแคว้นต้าเฉียน
ในทุกรุ่นของตระกูลเถี่ยจะมีสตรีแต่งเข้าราชวงศ์ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับราชวงศ์แห่งต้าเฉียน พวกนางล้วนมีตำแหน่งสูงศักดิ์ ดังนั้นตระกูลเถี่ยจึงเป็นพระญาติของราชวงศ์มาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้เอง ตระกูลเถี่ยจึงไม่เคยถูกราชวงศ์ต้าเฉียนหวาดระแวง ตรงกันข้ามกลับมีการสนับสนุนมาโดยตลอด
ทั้งสองเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม เห็นเพียงผู้คนภายในล้วนเป็นกลุ่มคนที่ดูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง มีลักษณะคล้ายคลึงกับหลี่เต้าอย่างมาก ทหารยามนำหลี่เต้าเดินมาที่โต๊ะต้อนรับ
“เสี่ยวเฉียน รบกวนเรียกเถ้าแก่ของพวกเจ้าออกมาหน่อย” ทหารยามกล่าวกับเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่หลังโต๊ะต้อนรับโดยตรง เสี่ยวเอ้อร์มองเห็นผู้มาเยือนชัดเจนแล้วจึงยิ้มพลางกล่าว “ได้ขอรับ ท่านทั้งสองโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปแจ้งเถ้าแก่เดี๋ยวนี้”
ไม่นานนักเสี่ยวเอ้อร์ก็พาชายร่างท้วมที่สวมอาภรณ์หรูหราเดินออกมา “ว่าอย่างไรน้องชาย วันนี้สายลมใดหอบเจ้ามาที่นี่?” เจ้าของร้านกล่าวด้วยรอยยิ้มแจ่มใส
“อย่ามาสนิทสนมกับข้า” ทหารยามพูดตรง ๆ “ที่นี่มีคณะใหญ่ที่จะเดินทางไปเมืองหลวงบ้างหรือไม่ ข้าต้องการให้เจ้าช่วยจัดการให้คนผู้หนึ่งเข้าร่วมคณะด้วย”
“คณะใหญ่ที่จะไปเมืองหลวงหรือ?” เจ้าของร้านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอียงตัวเข้าไปกระซิบเบา ๆ “มีคณะใหญ่จริงๆ เป็นคณะของตระกูลเถี่ย แต่การจะเข้าร่วมนั้นค่อนข้างเข้มงวด ต้องมีภูมิหลังที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ทราบว่าคนคนนี้…” ทหารยามหนุ่มจ้องเจ้าของร้านเขม็ง “เจ้าคิดว่าคนที่ข้าพามานั้นไม่ใช่คนบริสุทธิ์รึ?”
เจ้าของร้านยิ้มแหย ๆ “ไม่กล้า ๆ ข้าแค่พูดไปอย่างนั้นเอง” ทหารยามหนุ่มกล่าว “ช่างเถอะ ไม่อยากเสียเวลาพูดกับเจ้า ช่วยจัดการให้สหายผู้นี้เข้าร่วม เจ้าก็จะได้น้ำใจจากข้าสักครั้ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเจ้าของร้านก็เป็นประกาย น้ำใจครั้งนี้มีค่าไม่น้อย แต่เมื่อนึกถึงผู้นำคณะคนนั้น เขาจึงถามออกไปอีกประโยคด้วยความไม่แน่ใจ “เจ้าแน่ใจหรือว่าคนที่พามาด้วยไม่มีปัญหา?”
ทหารยามรู้สึกหงุดหงิดทันที “หรือเจ้าต้องการให้ข้าเอาหัวมาวางเป็นประกันหรือ?”
“ไม่ต้อง ๆ” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เถ้าแก่ก็เข้าใจว่าคนที่อยู่เบื้องหลังทหารยามคงเป็นคนที่มีภูมิหลังสะอาดจริง ๆ จึงตบอกพลางกล่าวว่า “วางใจเถิด ข้าขอสาบานด้วยเกียรติของตระกูลเถี่ย ข้าจะพาคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าไปถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ทหารยามหันหน้ามามองหลี่เต้า “คุณชาย ต่อจากนี้ท่านก็พักที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ได้ เจ้าของโรงเตี๊ยมจะจัดการทุกอย่างให้ท่านเอง”
“ขอบใจมาก” หลี่เต้ากล่าวอย่างจริงจัง แม้การสนทนาของทั้งสองจะเบามาก แต่ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าอันว่องไวของเขา ย่อมได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าทหารยามจัดการเรื่องนี้อย่างใส่ใจ
ทหารยามหัวเราะ “แม่ทัพเว่ยเคยช่วยชีวิตข้าไว้ในสนามรบ ท่านเป็นสหายของเขา ก็คือสหายของข้าเช่นกัน ไม่ต้องเกรงใจหรอก” ไม่นานทหารยามก็จากไป ทิ้งให้หลี่เต้าอยู่ที่โรงเตี๊ยมเพียงลำพัง
เจ้าของโรงเตี๊ยมต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “ท่านพักที่โรงเตี๊ยมก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง” พูดจบก็ตบไหล่เสี่ยวเอ้อร์ข้างกาย “ยังไม่รีบไปจัดห้องให้คุณชายท่านนี้อีก”
ภายใต้การนำทางของเสี่ยวเอ้อร์ หลี่เต้าเดินมาถึงห้องพักห้องหนึ่ง เสี่ยวเอ้อร์ก็ถามว่า “คุณชายมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ขอรับ?”
หลี่เต้าก้มลงมองเสื้อผ้าของตน ล้วงเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้อีกฝ่าย “ช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน อาหารและชุดสะอาดหนึ่งชุดให้ข้าด้วย” เสี่ยวเอ้อร์รับเงินไปพลางแสดงสีหน้ายิ้มแย้ม “ได้เลยขอรับคุณชาย ข้าน้อยรับรองว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ในห้องมีถังน้ำร้อน ชุดดำหนึ่งชุดและอาหารวางอยู่ หลี่เต้าถอนหายใจ “ในที่สุดก็ได้อาบน้ำร้อนเสียที” เมื่อถอดเสื้อผ้าเก่าขาดออก ก็เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งใต้อาภรณ์ เขาแช่ตัวลงในน้ำพลางถอนหายใจยาว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ได้อาบน้ำก็ผ่านมาสามเดือนกว่าแล้ว
“ระบบ” หลี่เต้าเอ่ยเบา ๆ ขณะแช่น้ำ
[นายท่าน : หลี่เต้า] [พลังกาย : 87.81] [คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 0] หลังจากที่สังหารผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนจากเผ่าลั่วอวิ๋นในครั้งก่อน ก็ไม่มีโอกาสได้รับคะแนนคุณสมบัติอีกเลย ดังนั้นพลังกายจึงคงที่อยู่เท่านี้ “หลังจากเดินทางไปเมืองหลวง ข้าคงต้องพิจารณาเรื่องวันข้างหน้าเสียที”