ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 507 ทรมานมังกร
หลีเตามองดูเส้นชีพจรมังกรที่มีจิตสังหารเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงหน้าเขานวดขมับ ไม่นึกว่าหลังจากไกเชียนจงตายไปแล้วจะยังทิ้งปัญหายุ่งยากเช่นนี้ไว้ให้เขาอีก
“ฉึก !!”
เมื่อพลังอาฆาตในร่างสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เส้นชีพจรมังกรก็คำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราดก่อนที่มันจะโจมตีใส่หลีเตาอีกครั้ง เมื่อเห็นดังนั้นหลีเตาจึงยกมือขึ้นเรียกง้าวมังกรทมิฬให้บินมาอยู่ในมือ
แล้วก็ยกมันขึ้นขวางกรงเล็บมังกรที่พุ่งเข้ามาใส่
ง้าวมังกรทมิฬเสียดสีกับกรงเล็บมังกรจนเกิดประกายไฟรุนแรง โครม!
เมื่อปะทะกันจนถึงจุดหนึ่งแล้วทั้งหลีเตาและเส้นชีพจรมังกรก็ต่างถอยหลังคนละก้าว
หลังจากถอยออกมาหลีเตาก็มองเส้นชีพจรมังกรที่กลายเป็นสีดำตรงหน้าด้วยแววตาครุ่นคิด ดูจากที่เส้นชีพจรมังกรได้ต่อกรกับไกเชียนจงก่อนหน้านี้ เขาคิดว่าเส้นชีพจรมังกรน่าจะแข็งแกร่งมาก
แต่เมื่อได้ประมือด้วยตัวเองแล้วเขาถึงพบว่าแม้เส้นชีพจรมังกรจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เขาคิดไว้ อย่างน้อยที่สุดการเผชิญหน้ากับเส้นชีพจรมังกรเขาก็ยังรู้สึกว่ามันง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับไกเชียนจง
แต่สิ่งที่หลีเตาไม่รู้ก็คือสาเหตุที่เส้นชีพจรมังกรสามารถรับมือกับไกเชียนจงได้นั้นก็เป็นเพราะตัวเส้นชีพจรมังกรเองมีพลังกดข่มผู้บำเพ็ญสายหลัก การคุ้มครองเทพมนุษย์นั้นไร้ผลต่อหน้าเส้นชีพจรมังกร และก็ยังไม่สามารถดูดซับพลังสวรรค์พิภพได้ตามใจชอบ พลังสวรรค์พิภพที่ถูกควบคุมนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเส้นชีพจรมังกรที่กำเนิดจากสวรรค์และพิภพแล้วมันก็ไม่ได้มีพลังทำลายล้างมากนัก
อีกทั้งเส้นชีพจรมังกรยังเป็นร่างพลังบริสุทธิ์ การโจมตีด้วยพลังเดียวกันจึงยากที่จะสร้างความเสียหายให้
ดังนั้นจึงทำให้เกิดภาพลวงตาว่าเส้นชีพจรมังกรสามารถบดขยี้ไกเชียนจงได้อย่างง่ายดาย
แต่หลีเตาไม่เหมือนกัน พลังของเขาไม่มีการคุ้มครองเทพมนุษย์ไว้ มีพลังสวรรค์พิภพที่ได้รับอิทธิพลมาจากเส้นชีพจรมังกรและยิ่งไม่ต้องการพลังสวรรค์พิภพมาเสริมพลังให้ตัวเอง
พูดอีกอย่างหนึ่งคือไม่ใช้เส้นชีพจรมังกรที่สามารถกดข่มเขาได้ แต่ในระดับหนึ่งนั้นเขากลับเป็นฝ่ายที่กดข่มเส้นชีพจรมังกรได้ หลังจากถูกผลักให้ถอยออกไป ดวงตาของเส้นชีพจรมังกรก็เต็มไปด้วยความดุร้ายมากขึ้นและลงมือโจมตีอีกครั้งในทันที
ทางด้านนี้เมื่อเข้าใจแล้วว่าเส้นชีพจรมังกรไม่ใช่สิ่งที่จะรับมือไม่ได้ หลีเตาก็ย่อมไม่นั่งรอความตาย
อย่าเพิ่งเห็นว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองร่วมมือกันได้ดี แต่เขาไม่ใช้คนใจดีอะไรก็น่ะ
ไม่ว่าจะเป็นตำนานเส้นชีพจรมังกรอะไรก็ตาม ตราบใดที่โจมตีเขานั่นก็คือศัตรูของเขาแล้ว
“ฉึก !!”
ท่ามกลางเสียงคำรามที่ดังก้องหลีเตาก็ได้ปะทะกับเส้นชีพจรมังกรอย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับตอนที่ไกเชียนจงรุมโจมตีหลีเตา หรือตอนที่เส้นชีพจรมังกรรุมโจมตีไกเชียนจงแล้ว การต่อสู้ระหว่างหลีเตากับเส้นชีพจรมังกรครั้งนี้กลับดูสูสีพอสมควร แม้ว่าเส้นชีพจรมังกรจะประกอบขึ้นจากพลังแต่การโจมตีของมันล้วนอาศัยพละกำลังอันมหาศาล ส่วนหลีเตานั้นไม่ต้องพูดถึงเขาเลือกเส้นทางที่ใช้พลังเดียวทำลายทุกวิถีทาง การปะทะกันของสองฝ่ายที่ใช้พลังในการต่อสู้จึงเรียกได้ว่าเป็นหมัดต่อหมัด
การโจมตีของเส้นชีพจรมังกรที่ตกกระทบลงบนร่างของหลีเตามันสามารถสร้างบาดแผลฉีกขาดได้
เช่นเดียวกันการโจมตีของหลีเตาที่ลงสู่ร่างเส้นชีพจรมังกรนั้นก็สามารถสลายพลังสวรรค์พิภพที่รวมอยู่บนร่างของมันได้ ฉัวะ !
ภายใต้กรงเล็บอันแหลมคมของเส้นชีพจรมังกรเนื้อก้อนใหญ่บนร่างของหลีเตาถูกฉีกออก
หลีเตาจึงฉวยโอกาสนั้นฟาดง้าวมังกรทมิฬในมือออกไปจนกรงเล็บของเส้นชีพจรมังกรหักไปสามนิ้ว
กรงเล็บที่ถูกทุบจนหักนั้นได้แปรสภาพเป็นพลังสวรรค์พิภพก่อนจะสลายหายไป
ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากง้าวมังกรทมิฬของหลีเตามีพลังปราณโลหิตแฝงอยู่ พลังสวรรค์พิภพที่สลายไปนั้น## ตอนที่ 507 ทรมานมังกร
หลีเตามองดูเส้นชีพจรมังกรที่มีจิตสังหารเข้มข้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงหน้าเขานวดขมับไม่นึกว่าหลังจากไกเชียนจงตายไปแล้วจะยังทิ้งปัญหายุ่งยากเช่นนี้ไว้ให้เขาอีก
“ฉึก !!”
เมื่อพลังอาฆาตในร่างสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เส้นชีพจรมังกรก็คำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราดก่อนที่มันจะโจมตีใส่หลีเตาอีกครั้ง เมื่อเห็นดังนั้นหลีเตาจึงยกมือขึ้นเรียกง้าวมังกรทมิฬให้บินมาอยู่ในมือ แล้วก็ยกมันขึ้นขวางกรงเล็บมังกรที่พุ่งเข้ามาใส่
ง้าวมังกรทมิฬเสียดสีกับกรงเล็บมังกรจนเกิดประกายไฟรุนแรง โครม!
เมื่อปะทะกันจนถึงจุดหนึ่งแล้วทั้งหลีเตาและเส้นชีพจรมังกรก็ต่างถอยหลังคนละก้าว
หลังจากถอยออกมาหลีเตาก็มองเส้นชีพจรมังกรที่กลายเป็นสีดำตรงหน้าด้วยแววตาครุ่นคิด ดูจากที่เส้นชีพจรมังกรได้ต่อกรกับไกเชียนจงก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเส้นชีพจรมังกรน่าจะแข็งแกร่งมาก
แต่เมื่อได้ประมือด้วยตัวเองแล้วเขาถึงพบว่าแม้เส้นชีพจรมังกรจะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เขาคิดไว้อย่างน้อยที่สุดการเผชิญหน้ากับเส้นชีพจรมังกรเขาก็ยังรู้สึกว่ามันง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับไกเชียนจง
แต่สิ่งที่หลีเตาไม่รู้ก็คือสาเหตุที่เส้นชีพจรมังกรสามารถรับมือกับไกเชียนจงได้นั้นก็เป็นเพราะตัวเส้นชีพจรมังกรเองมีพลังกดข่มผู้บำเพ็ญสายหลัก การคุ้มครองเทพมนุษย์นั้นไร้ผลต่อหน้าเส้นชีพจรมังกร และก็ยังไม่สามารถดูดซับพลังสวรรค์พิภพได้ตามใจชอบ พลังสวรรค์พิภพที่ถูกควบคุมนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเส้นชีพจรมังกรที่กำเนิดจากสวรรค์และพิภพแล้วมันก็ไม่ได้มีพลังทำลายล้างมากนัก
อีกทั้งเส้นชีพจรมังกรยังเป็นร่างพลังบริสุทธิ์ การโจมตีด้วยพลังเดียวกันจึงยากที่จะสร้างความเสียหายให้
ดังนั้นจึงทำให้เกิดภาพลวงตาว่าเส้นชีพจรมังกรสามารถบดขยี้ไกเชียนจงได้อย่างง่ายดาย
แต่หลีเตาไม่เหมือนกัน พลังของเขาไม่มีการคุ้มครองเทพมนุษย์ไว้ มีพลังสวรรค์พิภพที่ได้รับอิทธิพลมาจากเส้นชีพจรมังกรและยิ่งไม่ต้องการพลังสวรรค์พิภพมาเสริมพลังให้ตัวเอง
พูดอีกอย่างหนึ่งคือไม่ใช้เส้นชีพจรมังกรที่สามารถกดข่มเขาได้ แต่ในระดับหนึ่งนั้นเขากลับเป็นฝ่ายที่กดข่มเส้นชีพจรมังกรได้ หลังจากถูกผลักให้ถอยออกไปดวงตาของเส้นชีพจรมังกรก็เต็มไปด้วยความดุร้ายมากขึ้นและลงมือโจมตีอีกครั้งในทันที
ทางด้านนี้เมื่อเข้าใจแล้วว่าเส้นชีพจรมังกรไม่ใช่สิ่งที่จะรับมือไม่ได้ หลีเตาก็ยอมไม่นั่งรอความตาย อย่าเพิ่งเห็นว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองร่วมมือกันได้ดี แต่เขาไม่ใช้คนใจดีอะไร ไม่ว่าจะเป็นตำนานเส้นชีพจรมังกรอะไรก็ตาม ตราบใดที่โจมตีเขานั่นก็คือศัตรูของเขาแล้ว
“ฉึก !!”
ท่ามกลางเสียงคำรามที่ดังก้อง หลีเตาก็ได้ปะทะกับเส้นชีพจรมังกรอย่างรวดเร็ว
เมื่อเทียบกับตอนที่ไกเชียนจงรุมโจมตีหลีเตาหรือตอนที่เส้นชีพจรมังกรรุมโจมตีไกเชียนจงแล้ว การต่อสู้ระหว่างหลีเตากับเส้นชีพจรมังกรครั้งนี้กลับดูสูสีพอสมควร แม้ว่าเส้นชีพจรมังกรจะประกอบขึ้นจากพลังแต่การโจมตีของมันล้วนอาศัยพละกำลังอันมหาศาล ส่วนหลีเตานั้นไม่ต้องพูดถึงเขาเลือกเส้นทางที่ใช้พลังเดียวทำลายทุกวิถีทาง การปะทะกันของสองฝ่ายที่ใช้พลังในการต่อสู้จึงเรียกได้ว่าเป็นหมัดต่อหมัด การโจมตีของเส้นชีพจรมังกรที่ตกกระทบลงบนร่างของหลีเตามันสามารถสร้างบาดแผลฉีกขาดได้
เช่นเดียวกัน การโจมตีของหลีเตาที่ลงสู่ร่างเส้นชีพจรมังกรนั้นก็สามารถสลายพลังสวรรค์พิภพที่รวมอยู่บนร่างของมันได้ ฉัวะ !
ภายใต้กรงเล็บอันแหลมคมของเส้นชีพจรมังกร เนื้อก้อนใหญ่บนร่างของหลีเตาถูกฉีกออก หลีเตาจึงฉวยโอกาสนั้นฟาดง้าวมังกรทมิฬในมือออกไปจนกรงเล็บของเส้นชีพจรมังกรหักไปสามนิ้ว กรงเล็บที่ถูกทุบจนหักนั้นได้แปรสภาพเป็นพลังสวรรค์พิภพก่อนจะสลายหายไป
ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากง้าวมังกรทมิฬของหลีเตามีพลังปราณโลหิตแฝงอยู่ พลังสวรรค์พิภพที่สลายไปนั้นมันถูกปะปนไปด้วยพลังปราณโลหิตจึงไม่สามารถดูดซับได้ หรือจะพูดถึงดูดซับไปก็ไม่เป็นไร ท้ายที่สุดแล้วมันก็เหมือนกับตอนที่ไกเชียนจงดูดซับพลังสวรรค์พิภพที่มังกรเพิ่งปลดปล่อยออกมา อาจเป็นไปได้ว่าหลังจากดูดซับแล้วจะไม่สามารถควบคุมได้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากการต่อสู้ระหว่างหลีเตากับมังกรนั้นดุเดือดเกินไปจนกระทั่งภูเขาเป่ยหมางที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดก็ถูกคลื่นพลังจากการปะทะกันของทั้งคู่ถล่มราบจนเป็นหน้ากลอง โครม !
หลีเตาร่วงลงสู่พื้นอย่างแรง
“ฉึกกก !”
บนท้องฟ้ามังกรที่ตัวเล็กลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่งพลันคำรามด้วยความโกรธแค้นแล้วพุ่งลงมา ที่ร่างของมันกลายเป็นเล็กลงเช่นนี้เพราะหลังจากได้ต่อสู้กันมาระยะหนึ่งแล้วมังกรได้รับบาดเจ็บสาหัสมากเกินไปจนไม่สามารถรักษาร่างกายได้ จึงต้องหดขนาดร่างลงเพื่อรักษาสภาพมังกรเอาไว้
เมื่อเส้นชีพจรมังกรงับเข้าใส่หลีเตาก็ถูกยกลอยขึ้นจากพื้น แต่ในปากของเส้นชีพจรมังกรนั้นหลีเตากำง้าวมังกรทมิฬไว้แน่น เขาจ้องมองเพดานปากและขากรรไกรล่างของมันไม่วางตาไม่ยอมให้อีกฝ่ายงับลงมา
“จงให้เจ้าได้ลิ้มรสของอร่อย !!”
หลีเตามองปากมังกรที่ไม่อาจหุบลงได้ หลังจากนั้นพลังปราณโลหิตก็ถูกหลอมรวมกันที่มือทั้งสองข้าง ในชั่วพริบตาถัดมาพลังปราณโลหิตจำนวนมหาศาลได้ถูกเขาเทใส่เข้าไปในปากของเส้นชีพจรมังกรอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
ภายใต้การกัดกร่อนของพลังปราณโลหิต แสงสีแดงได้แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเส้นชีพจรมังกร พลังสวรรค์พิภพจำนวนมากระเหยออกมาจากช่องว่างระหว่างเกล็ดมังกร จากนั้นร่างของเส้นชีพจรมังกรก็หดเล็กลง
เส้นชีพจรมังกรไม่มีทางเลือกมันจำต้องคายตัวหลีเตาออกมาจากปาก แต่หลีเตาจะยอมให้เป็นไปตามที่มันต้องการได้อย่างไร เขาพลิกตัวหนึ่งครั้งก็ขึ้นไปอยู่บนหัวของเส้นชีพจรมังกร
“ตายซะท่านมังกร ! ตัดหัว !”
หลีเตาชูง้าวมังกรทมิฬขึ้นเขาฟันฉับลงบนศีรษะของเส้นชีพจรมังกรอย่างรุนแรง
“ฉึกกก !”
ในชั่วขณะถัดมาเส้นชีพจรมังกรได้ส่งเสียงร้องครวญครางก่อนจะร่วงลงสู่พื้นไปโครม !
ทั้งคนและมังกรตกลงไปในหลุมลึก หลังผ่านไปครู่หนึ่งเส้นชีพจรมังกรก็ค่อย ๆ ยกศีรษะขึ้นจากหลุม บนศีรษะของมันยามนี้มีรอยแผลขนาดใหญ่ มันใช้พลังสวรรค์พิภพเร่งฟื้นฟูตัวเอง
หากศีรษะถูกทำลายแม้มันจะไม่ตายแต่มันก็คงจะสูญเสียพละกำลังในการต่อกรไป
ก่อนที่เส้นชีพจรมังกรจะทันได้ลงมือโจมตีอีกจู่ ๆ มันก็รู้สึกว่าหางตนเองถูกกระชากขึ้น
เมื่อเหลียวมองดูก็เห็นมนุษย์ที่ต่อสู้กับมันกำลังแบกหางมันไว้บนบ่า
“นี่เขาจะ …”
“ย้าก !!”
หลีเตาออกแรงลากอย่างสุดกำลังก่อนจะทำให้ร่างของเส้นชีพจรมังกรถูกยกขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตึม !
ร่างเส้นชีพจรมังกรถูกเขาฟาดลงกับพื้นอย่างแรงทำให้เส้นชีพจรมังกรต้องร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ หลีเตาจับหางมังกรเอาไว้แล้วทำการฟาดไปรอบทิศไม่เปิดโอกาสให้เส้นชีพจรมังกรได้ดิ้นรนแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่ถูกฟาดกระแทกเส้นชีพจรมังกรจะสำรอกพลังสวรรค์พิภพออกมา ร่างกายก็จะหดเล็กลงทีละน้อย ในระหว่างนั้นไม่ใช่ว่าเส้นชีพจรมังกรไม่เคยพยายามดิ้นรนให้หลุดออกมา
แต่สองแขนของหลีเตานั้นราวกับเป็นคีมที่บีบรัดหางของมันไว้แน่น ทุกครั้งที่มันพยายามจะเหาะทะยานขึ้นก็ถูกดึงกลับลงมา
เมื่อการต่อสู้ดำเนินต่อไป พลังของเส้นชีพจรมังกรก็ถูกใช้ไปมาก แม้ว่าหลีเตาจะใช้พลังปราณโลหิตไปมากเช่นกันแต่สิ่งที่แตกต่างคือถึงแม้เขาจะสูญเสียพลังไปแต่พลังของหลีเตาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก กล่าวคือเมื่อเทียบกับตอนเริ่มต้นที่ทั้งคนและมังกรมีพลังสูสีกันมาจนถึงตอนนี้หลีเตาสามารถใช้พละกำลังกดข่มเส้นชีพจรมังกรได้แล้ว
นอกเสียจากว่าเส้นชีพจรมังกรจะสามารถทำให้พลังในร่างของหลีเตาหมดสิ้นไปได้มิเช่นนั้นหากยังคงต่อสู้กันต่อไป
เช่นนี้ฝ่ายที่จะเสียเปรียบก็คือเส้นชีพจรมังกรเท่านั้น
หลีเตาจำไม่ได้แล้วว่าเขาทุ่มมังกรไปกี่ครั้งแล้ว รู้เพียงแต่ว่าตอนแรกเขาต้องใช้ทั้งสองมือถึงจะโอบรอบหางมังกรแล้วพอจะจับได้บ้าง แต่ตอนนี้สองมือของเขาสามารถโอบรอบได้อย่างง่ายดายแล้ว
สุดท้ายหลีเตาได้ทุ่มเส้นชีพจรมังกรออกไปอีกครั้งอย่างแรงแต่แล้วก็เผลอปล่อยออกโดยไม่ทันระวัง
“ถึงขีดจำกัดแล้วสินะ …”
หลีเตาถอนหายใจยาว นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าแขนของตนเองอ่อนแรงหลังจากไม่ได้สัมผัสความรู้สึกนี้มานาน
ด้วยพลังกายของเขาแล้วก็พอจะจินตนาการได้ว่าเขาทำกับเส้นชีพจรมังกรหนักหนาสาหัสเพียงใด
อีกด้านหนึ่งเส้นชีพจรมังกรที่ควรจะหนีไปทันทีหลังจากที่หลีเตาปล่อยมือมันกลับนอนนิ่งอยู่บนพื้น เพราะว่าตอนนี้มันเองก็เหนื่อยมาก เหนื่อยจากการโดนทุบอย่างหนัก