ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 508 เส้นชีพจรมังกรดับสูญ, อสนีบาตปรากฏ
หลีเตาสะบัดมือเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าในแขนทั้งสองข้าง ส่วนเส้นชีพจรมังกรยังคงนอนหอบหายใจอยู่บนพื้น มันพยายามดูดซับพลังสวรรค์พิภพจากอากาศโดยรอบเพื่อฟื้นฟูร่างกายแต่น่าเสียดายพลังสวรรค์พิภพเหล่านั้นถูกปนเปื้อนด้วยพลังปราณโลหิตของหลีเตาไปเสียแล้ว
“จงยุติเรื่องทั้งหมดนี้เสียที”
หลีเตาจับง้าวมังกรทมิฬขึ้นมาอีกครั้งเขาก้าวเดินเข้าไปหาเส้นชีพจรมังกรทีละก้าว
เส้นชีพจรมังกรราวกับรับรู้บางสิ่งได้ มันพยายามลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก ขณะนี้พลังสีดำในร่างของมันยังคงกัดกร่อนสติของมัน
เพียงแต่เพราะหลีเตาได้สลายพลังสวรรค์พิภพบนร่างของมันมากเกินไปดังนั้นนอกจากความดุร้ายแล้วมันจึงหวาดกลัวหลีเตาโดยสัญชาตญาณอีกด้วย
ถึงขนาดที่เมื่อหลีเตาเข้ามาใกล้เส้นชีพจรมังกรก็จะพยายามถอยหนีตามสัญชาตญาณ
ทว่าน่าเสียดายมาถึงตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว
หลีเตาเหนื่อยมานานขนาดนี้เขาย่อมไม่ปล่อยให้เส้นชีพจรมังกรมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องการสังหารเส้นชีพจรมังกรจะมีผลอะไรตามมาหรือไม่ ?
หลีเตาไม่สนใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อยเขารู้เพียงว่าสิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่เขาตราหน้าว่าเป็นศัตรูล้วนต้องตายเท่านั้น เมื่อมาถึงเบื้องหน้าเส้นชีพจรมังกรหลีเตาก็เรียกง้าวมังกรทมิฬมากุมไว้ในมือ พลังปราณโลหิตที่เหลืออยู่ในร่างได้รวมตัวกันที่ปลายง้าวมังกรทมิฬ ในขณะเดียวกันนั้นพลังทัณฑ์สวรรค์ภายในง้าวมังกรทมิฬก็ได้ปะทุออกมาในชั่วพริบตานั้น
“ไปสู่สุคติซะ !”
พร้อมกับเสียงนั้นหลีเตาก็ได้แทงง้าวมังกรทมิฬไปที่กลางหน้าผากของเส้นชีพจรมังกรอย่างรุนแรง ในชั่วขณะถัดมาแสงสีแดงมากมายและพลังทัณฑ์สวรรค์ก็ได้แผ่กระจายออกไประหว่างคนกับมังกร
หลังจากสิ่งเหล่านี้หายไปหลีเตาก็ร่อนลงกลับสู่พื้นดิน
ที่กลางหน้าผากของเส้นชีพจรมังกรในตอนนี้มีรอยร้าวปรากฏขึ้นและมันยังเปล่งแสงสีแดงออกมา
แกรก !
เสียงปริแตกได้ดังขึ้นในความมืดมิดรอยร้าวที่กลางหน้าผากของเส้นชีพจรมังกรพลันระเบิดออกทันที
จากนั้นแสงสีแดงก็เริ่มแผ่ขยายไปตามรอยร้าว
แล้วรอยร้าวนั้นก็เริ่มขยายยาวและถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากส่วนหัวของเส้นชีพจรมังกรแล้วเริ่มแผ่ขยายไปทั่วร่าง
จนในที่สุดทั้งร่างของเส้นชีพจรมังกรก็ถูกรอยร้าวปกคลุมไปทั่ว
เมื่อแสงสีแดงส่องประกายเจิดจ้าร่างของเส้นชีพจรมังกรก็เริ่มสลายไปทีละน้อยจากส่วนหาง
“ฉึก !!”
ทันใดนั้นเส้นชีพจรมังกรพลันแหงนหน้าคำรามยาวแล้วดวงตาของมันก็ค่อย ๆ กลับมาแจ่มชัดพร้อมกับเสียงคำรามนั้นในเวลาเดียวกันท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสได้เริ่มเปลี่ยนสี เมฆดำก่อตัวหนาทึบลมพายุโหมกระหน่ำ
แปะ !
หยาดน้ำหยดหนึ่งได้ตกกระทบผงธุลีทำให้อากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยกลิ่นดิน จากนั้นสายฝนก็โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ราวกับว่าฟ้าดินกำลังโศกเศร้ากับการสูญสลายของเส้นชีพจรมังกร
หลีเตามองดูทุกอย่างตรงหน้าแต่เขามิได้เอ่ยวาจาใด อีกทั้งไม่ได้เข้าโจมตีต่อเพียงแค่มองดูภาพตรงหน้านี้อย่างเงียบงันเท่านั้น ไม่นานนักหลังจากเส้นชีพจรมังกรคำรามยาวจนจบก็ก้มหน้ามองมาที่หลีเตา
ครั้งนี้ในดวงตาของมันไม่มีจิตสังหารอยู่มีเพียงความไม่ยินยอมและหมดหนทางเท่านั้น บางทีตัวมันเองคงไม่คิดว่าจะได้พบกับคู่ต่อสู้ที่เกิดมาเพื่อกดข่มมันอย่างหลีเตาเช่นนี้ ในที่สุดพร้อมกับเสียงครวญแผ่วสุดท้ายศีรษะของเส้นชีพจรมังกรก็เริ่มสลายไป
[ฆ่าศัตรูหนึ่งตนได้รับคุณสมบัติ : 100000]
เมื่อเส้นชีพจรมังกรสลายหายไปอย่างสิ้นเชิง เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของหลีเตาอย่างไม่คาดฝัน
เส้นชีพจรมังกรนับเป็นคุณสมบัติด้วยหรือ ?
เนื่องจากเดิมที่หลีเตาเข้าใจว่าเส้นชีพจรมังกรเป็นเพียงวัตถุชนิดหนึ่งจึงไม่เคยคิดว่าการกำจัดมันจะสามารถมอบคะแนนคุณสมบัติให้เช่นนี้ได้
แต่ไม่นึกว่าเส้นชีพจรมังกรจะถูกระบบนับรวมอยู่ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นดูจากคะแนนคุณสมบัติที่ระบบมอบให้แล้วแสดงว่าเส้นชีพจรมังกรมีคุณสมบัติรวมถึงหนึ่งล้านด้วยกัน
แปดแสนก็ถือว่าเป็นระดับเทพมนุษย์แล้วแต่เส้นชีพจรมังกรกลับแข็งแกร่งกว่าเทพมนุษย์ทั่วไปอย่างมาก
เมื่อดูจากจุดนี้จะเห็นได้ว่าการที่ไกเชียนจงพ่ายแพ้ให้กับเส้นชีพจรมังกรนั้นมันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย
นี่มันช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่ไม่คาดคิดจริงๆ
เมื่อรวมคะแนนคุณสมบัติเกือบเก้าหมื่นที่ได้รับจากไกเชียนจงแล้วตอนนี้หลีเตามีคะแนนคุณสมบัติสะสมเกือบสองแสนและตัวเขาเองก็มีคุณสมบัติกว่าห้าแสน เมื่อรวมกับสองแสนที่ได้มาใหม่ดูเหมือนว่าเหลืออีกเพียงนิดเดียวก็จะถึงระดับเทพมนุษย์แล้ว
ดูเหมือนว่าการเดินทางมาทางโจวครั้งนี้อาจจะทำให้พละกำลังของเขาก้าวกระโดดไปถึงระดับเทพมนุษย์ได้ในคราวเดียว
ขณะที่หลีเตากำลังดีใจอยู่นั้นจู่ ๆ เส้นชีพจรมังกรที่สลายไปก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง เขาเห็นว่าในชั่วขณะสุดท้ายที่เส้นชีพจรมังกรสลายไปพลังงานสีดำทั้งหมดก็สลายตามไปด้วย และที่ศูนย์กลางของพลังงานสีดำนั้นมันมีพลังวิญญาณรูปมังกรน้อยยาวประมาณท่อนแขนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
วิ้ง !
ทันใดนั้นหลีเตาพบว่าง้าวมังกรทมิฬในมือของเขาเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรวดเร็วฉาว !
ชั่วขณะถัดมาง้าวมังกรทมิฬก็หลุดออกจากการควบคุมของหลีเตา มันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สุดท้ายง้าวมังกรทมิฬก็ได้ขวางเส้นทางของพลังวิญญาณมังกรเอาไว้
และดูเหมือนพลังวิญญาณมังกรจะรู้สึกได้ถึงอันตราย มันจึงพยายามหลบหลีกโดยสัญชาตญาณ แต่ง้าวมังกรทมิฬก็ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย มันพุ่งเข้าชนร่างของพลังวิญญาณมังกรทันที
เมื่อง้าวมังกรทมิฬปะทะกับพลังวิญญาณมังกร ส่วนหนึ่งของพลังวิญญาณมังกรจึงถูกง้าวมังกรทมิฬกลืนกินเข้าไปทันที
พลังวิญญาณมังกรพยายามดิ้นรนต่อต้านแต่ง้าวมังกรทมิฬก็กลืนกินส่วนที่เหลือจนหมดสิ้น ในขณะที่ง้าวมังกรทมิฬกำลังกลืนกินพลังวิญญาณมังกรอยู่นั้น เมฆดำหนาทึบที่รวมตัวกันอยู่บนท้องฟ้าพลันปั่นป่วนอย่างรวดเร็ว สายฝนที่โปรยปรายก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ในชั่วขณะถัดมาเสียงฟ้าคำรามได้ดังขึ้นจนฟ้าดินสะเทือนไหว ราวกับว่าพริบตานั้นสวรรค์กำลังพิโรธ
ง้าวมังกรทมิฬก็ดูเหมือนจะรับรู้ถึงบางสิ่งจู่ ๆ มันก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้าแล้วกลับไปอยู่ในมือของหลีเตา
“เอ่อ…”
หลีเตากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังเมฆดำบนท้องฟ้า
เมื่อครู่นี้ตอนที่เขากำง้าวมังกรทมิฬเอาไว้ในมือเขาก็สัมผัสได้ว่าตนเองถูกพลังลึกลับบางอย่างเล็งเป้าหมายเอาไว้ และต้นกำเนิดของพลังนั้นก็ไม่ใช่ที่อื่นแต่มาจากส่วนลึกของกลุ่มเมฆดำนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นกระแสพลังนี้ช่างคุ้นเคยอย่างยิ่ง ราวกับว่าเขาเคยเผชิญกับมันมาก่อน
ไม่นานนักหลีเตาก็นึกออกว่าความคุ้นเคยนี้มาจากที่ใด
ตอนที่เขาต่อสู้กับอวินอองที่ดินแดนทางใต้ครั้งนั้นเมื่อทัณฑ์สวรรค์โจมตีอวินออง กระแสพลังในตอนนั้นกับตอนนี้แม้จะไม่ได้เหมือนกันทุกประการแต่ก็มีความคล้ายกันราวกับเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด
เมื่อเข้าใจสถานการณ์คร่าว ๆ แล้วหลีเตาก็มองง้าวในมือพลางกล่าวอย่างหงุดหงิด “เจ้าก่อเรื่องเองแต่กลับต้องให้ข้ามารับเคราะห์แทน”
ง้าวมังกรทมิฬราวกับได้ยินเสียงของหลีเตามันจึงสั่นไหวตอบรับ หลีเตามองเมฆดำที่ม้วนตลบบนท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า
“ช่างเถอะใครใช้ให้ข้าเป็นเจ้านายของเจ้าเล่า”
เนื่องจากง้าวมังกรทมิฬมีพลังทัณฑ์สวรรค์อยู่ในตัว หลีเตาจึงคุ้นเคยกับพลังทัณฑ์สวรรค์เป็นอย่างดี
ในยามนี้เขาสัมผัสได้ถึงพลังทัณฑ์สวรรค์อันมหาศาลที่กำลังหลอมรวมอยู่ในเมฆดำเหนือศีรษะ อีกทั้งเขายังรับรู้ถึงกลิ่นอายอันตรายได้อย่างชัดเจน
“ช่างเถอะรีบเพิ่มคุณสมบัติก่อนดีกว่า”
[นายท่าน : หลี่เต่า]
[พลังกาย : 543357.97]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 189253.21]
ไม่นานนักระบบก็เปลี่ยนเป็น …
[นายท่าน : หลี่เต่า]
[พลังกาย : 732611.18]
[คุณสมบัติที่ใช้ได้ : 0]
หลังจากเพิ่มคุณสมบัติไปเกือบสองแสนแต้มพลังปราณโลหิตที่เคยสูญเสียไปก่อนหน้านี้ของหลีเตาก็ได้ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วหลีเตาก็จ้องมองไปที่ง้าวมังกรทมิฬแล้วกล่าวว่า “เรื่องที่เจ้าก่อขึ้นเจ้าก็ต้องรับผิดชอบบ้าง”
ง้าวมังกรทมิฬสั่นสะเทือนเล็กน้อยดูเหมือนจะยอมรับ