ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 513 สองคนที่มีความคิเเกี่ยวกับวงจันทร์
หลี่เต่าพยักหน้า
เดิมทีเขาก็คิดหาวิธีให้ตัวเองอยู่ที่ทั้งโจวต่อ เพื่อจัดการเรื่องที่เหลือของสำนักปราบสวรรค์
หากสามารถให้เจ้าคังและเจ้าหยงรับหน้าที่ดูแลทั้งใจวเป็นการชั่วคราวได้ก็คงจะดีมาก
เพราะหลี่เตากลัวว่าฮ่องเต้จะไม่วางใจเรื่องขององค์ชายทั้งสองแล้วจะสั่งให้เขาไปส่งพวกองค์ชายที่เมืองหลวงด้วยตัวเอง
แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ยังมีโอกาสที่จะถูกส่งกลับมายังทั้งโจวสูง แต่การเดินทางไปกลับจะเสียเวลานานเท่าไรก็ไม่รู้
ในระหว่างนี้หากสมาชิกระดับกลางและล่างของสำนักปราบสวรรค์รู้ว่าผู้นำระดับสูงถูกกำจัดหมดแล้ว คนพวกนั้นจะไม่หนีกระเจิดกระเจิงไปหมดหรือ
ดังนั้นการอยู่ที่นี่เพื่อจัดการกับเรื่องสำนักปราบสวรรค์ในทั้งโจวให้เสร็จสิ้นในคราวเดียวจึงจะถือเป็นการสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ไม่นานนักเจ้าคังและเจ้าหยงจึงรวมกันเขียนจดหมายอีกฉบับส่งไปยังเมืองหลวง
เนื่องจากเหยี่ยวที่ได้รับการเสริมพลังด้วยเลือดวิเศษมีความเร็วสูงมาก
ผ่านไปเพียงแค่หนึ่งวัน จดหมายฉบับใหม่จากวังหลวงก็มาถึงมือแล้ว
เมื่อเจ้าคังและเจ้าหยงอ่านจดหมายจากเมืองหลวงจบต่างก็พากันถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เจ้าคังเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ท่านฝ่าบาททรงเห็นชอบกับคำขอของพวกเรา”
“แต่พระองค์ทรงมีข้อแม้ว่าให้พวกเราติดตามท่านตลอดเวลาและทุกสิ่งต้องยึดท่านเป็นหลัก และแน่นอนว่าพวกเราก็คิดเช่นนั้นอยู่แล้ว”
พูดจบเขาก็ส่งจดหมายให้หลี่เตา
หลี่เตาจึงรับจดหมายมาอ่านผ่านตา และก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
แต่นี่ก็เป็นเพราะฮ่องเต้ไม่ทราบถึงสถานการณ์ในทั้งใจว หากพระองค์ทรงทราบว่าเจ้าคังและเจ้าหยงกำลังเผชิญหน้ากับอะไร และได้รู้ว่าภูมิหลังกับแผนการสมคบคิดของผู้นำสำนักปราบสวรรค์คืออะไร
พระองค์จะต้องรีบเรียกพวกเขากลับในทันที บางทีในสายตาของฮ่องเต้ตอนนี้ เจ้าคังและเจ้าหยงคงเพียงแค่เจอเรื่องระทึกขวัญที่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายอะไร
พระองค์จึงจัดการเรื่องนี้อย่างไม่ใส่ใจนัก
แต่ก็ช่างเถอะ อย่างไรเสียเขาก็บรรลุจุดประสงค์ของตนแล้ว
หลังจากส่งจดหมายกลับคืน หลี่เตาจึงเอ่ยว่า “ในเมื่อฝ่าบาททรงอนุญาตแล้ว เช่นนั้นพวกท่านก็ติดตามพวกเราไปได้เลย”
เจ้าคังและเจ้าหยงสบตากันก่อนจะพยักหน้าหนักแน่น
รุ่งเช้าวันถัดมา กลุ่มคนที่ตั้งค่ายชั่วคราวอยู่นอกเขาเป่ยหมางต่างเก็บข้าวของเตรียมออกเดินทาง
ขณะนี้ผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์ล้วนตกตายสิ้นชีพแล้ว รวมถึงบูรพาราชันด้วย
สำนักปราบสวรรค์เหลือเพียงสี่กองกำลังคือ ทักษิณ, ประจิม, อุดร และศูนย์
ดังนั้นต่อไปก็เพียงแค่จัดการกับสี่กองกำลังนี้ก็พอ
เมื่อเทียบกับผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์แล้ว ทั้งสี่กองกำลังนี้อาศัยจำนวนคนเป็นหลัก ดังนั้นการค้นหาตัวจึงทำได้ง่ายดายมาก เพราะเป้าหมายมีขนาดใหญ่
“ออกเดินทาง !”
เมื่อเห็นทุกคนเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว หลี่เตาจึงออกคำสั่งให้ออกเดินทาง
เจ้าคังและเจ้าหยงมองดูหลี่เตาพาหญิงงามทั้งสี่ขึ้นรถม้าด้วยสายตาอิจฉา
“ไปแล้ว เถี่ยซานเหนียงดูเหมือนจะสนิทสนมกับท่านอาจารย์มากนะ พวกเราจะทำอย่างไรดี ?”
“น้องสี่ เจ้าพูดแบบนี้มีปัญหา”
“มีปัญหาอะไรหรือ ?”
“เจ้าคิดว่าพวกเรายังมีความหวังในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทอีกหรือไม่ ?”
“เกิดเรื่องขนาดนี้แล้วจะไปมีความหวังได้อย่างไร ถึงแม้พวกเราจะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง แต่แค่คิดดูก็รู้ว่าหลังจากพวกเราล้มเหลวครั้งนี้ สามคนนั้นจะต้องใส่ร้ายป้ายสีพวกเราไม่น้อย ในสถานการณ์เช่นนี้จะพลิกกลับมาได้ก็ต่อเมื่อพวกมันตายสิ้น”
“ถ้าเช่นนั้นเถี่ยซานเหนียงยังสำคัญต่อพวกเราอยูหรือไม่ ?”
“ดูเหมือนว่า… จะไม่สำคัญเท่าไรแล้ว”
สาเหตุที่ทั้งสองคนไล่ตามเถี่ยซานเหนียงเป็นเพราะนอกจากจะเห็นแก่โฉมงามและความสามารถบางส่วนของเถี่ยซานเหนียงแล้ว สิ่งสำคัญกว่าคือการมองเห็นถึงอิทธิพลที่เถี่ยซานเหนียงมีอยู่
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ไม่มีโอกาสอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งไม่มีโอกาสเข้าไปใหญ่
อีกอย่างด้วยสถานการณ์ของพวกเขาในตอนนี้ ถึงจะตามเถี่ยซานเหนียงสำเร็จก็ไร้ประโยชน์
อย่างคืนนี้ยังไม่ต้องพูดถึง เพียงแค่ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาของพวกเขาก็คงจะขัดขวางเอาไว้เป็นคนแรก
ทันใดนั้นเจ้าคังก็พูดขึ้นมาว่า “อันที่จริงพวกเรายังมีความหวังอยู่บ้างไม่ใช่หรือ”
เจ้าหยงพลันชะงักไป “หมายความว่าอย่างไร ?”
“ท่านอาจารย์”
เจ้าหยงจึงเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
แต่ก่อนพวกเขาอาจจะมองไม่ชัดเจนนัก แต่คืนนี้เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถึงได้พบว่าผู้ที่มีค่าที่สุดในราชสำนักนั้นไม่ใช่ตระกูลเถี่ย ไม่ใช่ขุนนางฝ่ายปกครองผู้นั้น และยิ่งไม่ใช่พวกองค์ชายหาอะไรนั่น
แต่กลับเป็นท่านอาจารย์ผู้ซึ่งยากจะหยั่งถึงความสามารถที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาต่างหาก
ในเวลานี้ในใจของพวกเขาทั้งสอง หากจะกล่าวว่าทั่วทั้งเมืองหลวงจะมีผู้ใดที่มีค่าเทียบเท่าหลี่เตาได้ ก็คงมีเพียงผู้อยู่ในจวนอัครเสนาบดีเท่านั้น
ทว่าการที่คนผู้นั้นมีคุณค่าพิเศษส่วนใหญ่เป็นเพราะอาศัยการบำเพ็ญมาหลายปี รวมถึงทรัพยากรต่างๆ ที่อยู่ในมือเขา
แต่หลี่เตานั้นแตกต่าง หลี่เตาอาศัยเพียงความสามารถของตนล้วนๆ
ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นี้ยังอายุน้อยนัก
ความเยาว์วัยย่อมหมายถึงยังมีศักยภาพให้ขุดค้นอีกมาก
เพียงแค่ศักยภาพส่วนหนึ่งก็ทำให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว หากขุดค้นศักยภาพทั้งหมดออกมาเล่า
หากบุคคลเช่นนี้สนับสนุนพวกเขา พวกเขาก็เชื่อว่าด้วยความสำคัญของหลี่เตาที่มีต่อเสด็จพ่อของพวกเขา พระองค์จะต้องทบทวนเรื่องนี้ใหม่อย่างแน่นอน
แน่นอนว่าแม้จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ แต่การทุ่มเทดึงตัวหลี่เตาก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร
ท้ายที่สุดแล้วเส้นทางแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทนั้นอันตรายนัก การสร้างสัมพันธ์อันดีกับหลี่เตาเอาไว้ แม้ว่าสุดท้ายพวกเขาจะพ่ายแพ้ก็ยังจะมีหลักประกันคุ้มครองชีวิตอยู่
ดังนั้น…
เจ้าหยงกล่าวว่า “หากท่านอาจารย์พึงใจเถี่ยซานเหนียง พวกเราก็จะสร้างโอกาสให้”
เจ้าคังพูดต่อว่า “ข้ามีประสบการณ์มากมายในการจีบ เถี่ยซานเหนียงสามารถถ่ายทอดให้ท่านอาจารย์ได้”
ในขณะนั้นทั้งสองคนรู้สึกว่าตนเองกำลังปรึกษาหารือเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากในเวลาเดียวกัน
ไม่ไกลจากที่หลี่เตาและคณะอยู่ มีขบวนหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา
ขบวนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นถังซิน ทักษิณราชันแห่งสำนักปราบสวรรค์ ผู้ที่ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปที่เขตตงเจียงและแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวออกมา
บนรถม้าเปิดโล่ง ถังซินกำลังเอนนอนอย่างสบายๆ โดยโอบกอดหญิงงามสองนางเอาไว้
“เจ้าสารเลวนั่นในที่สุดก็ทำเรื่องดีๆ ได้สักเรื่อง” ว่าแล้วเขาก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอก
เนื้อหาในจดหมายฉบับนั้นเขียนถึงหลี่ฮุย น้องชายต่างบิดามารดาของเขา
เนื้อหาไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นจดหมายที่ผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์เชิญหลี่ฮุยไปยังเขาเป่ยหมางเมื่อไม่นานนี้
แต่เนื่องจากหลี่ฮุยเสียชีวิตแล้ว และถังซินก็บังเอิญอยู่ในเขตตงเจียงพอดี จดหมายฉบับนี้จึงตกมาอยู่ในมือของถังซิน
เมื่อเห็นสีหน้าภาคภูมิใจของนายท่าน ตนผู้ช่วยที่ติดตามอยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขึ้นว่า “ท่านราชัน นี่เป็นจดหมายจากรองประมุขส่งถึงบูรพาราชัน พวกเราไปแทนบูรพาราชันเช่นนี้คงไม่เหมาะกระมัง ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ถังซินจึงถลึงตาใส่พลางพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “มีอะไรไม่เหมาะกัน”
“หลี่ฮุยเป็นญาติสนิทและพี่น้องร่วมสาบานของข้า”
“เขาตายแล้ว เรื่องของเขาก็คือเรื่องของข้า”
“การที่เบื้องบนส่งคนมาแจ้งให้เขาไปยังเขาเป่ยหมางคงต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่”
“เพื่อสำนักปราบสวรรค์ เพื่อเขา ข้าจำเป็นต้องไปแทน”
พอผู้ช่วยเห็นท่าทางองอาจผ่าเผยของถังซินเช่นนั้น แม้ภายนอกจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่ในใจกลับรู้สึกดูแคลน เพราะเขาก็ได้อ่านจดหมายฉบับนั้นเช่นกัน
ผู้นำระดับสูงพูดเป็นนัยว่ามีผลประโยชน์ให้บูรพาราชัน และจากการที่เขารู้จักนายท่านของตนดี เห็นได้ชัดว่าที่อยากไปก็เพราะหวังผลประโยชน์นั้นเพียงอย่างเดียว
แม้ปากจะแสดงความกังวล แต่ที่จริงในใจก็มีความคาดหวัง หากว่าเขาจะได้ลาภลอยบ้างก็คงดี
เมื่อเห็นผู้ช่วยไม่พูดอะไรอีก ถังซินก็คิดในใจอย่างพึงพอใจว่า “น้องชายที่ดี เห็นแก่ที่เจ้าทิ้งผลประโยชน์ดีๆ ไว้ให้ข้าเช่นนี้ ข้าก็จะใจกว้างยกโทษให้เจ้า”