ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 512 องค์ชายที่พับยับเยิน
หนึ่งวันผ่านไปหลังจากได้รับการรักษาจากหลี่ชิงเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าคังและเจ้าหยงก็ฟื้นขึ้นมา
“พี่ท่าน !”
“เจ้าเองสิ !!”
ทันใดนั้นทั้งสองคนพลันลุกพรวดขึ้นจากพื้นทันทีพร้อมกับร้องเรียกหากันโดยไม่รู้ตัว หลังจากมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างชัดเจนดวงตาของทั้งสองคนก็ฉายแววสับสน
จนกระทั่งมองเห็นคนข้างกายแล้วทั้งคู่ก็พุ่งเข้าสวมกอดกันทันที
“น้องพี่ ดีเหลือเกินที่เจ้ายังไม่ตาย”
“ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่านจริง ๆ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความยากลำบากจึงทำให้เห็นน้ำใจกันหรือไม่ ทั้งสองคนถึงไม่ได้เหน็บแนมกันเหมือนแต่ก่อน
“ความสัมพันธ์ขององค์ชายทั้งสองช่างดีจริง ๆ !”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสบตากันด้วยความซาบซึ้งอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านข้าง
“ใครกัน !!”
ทั้งสองคนที่ถูกรบกวนพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนพวกเขาจะฟื้นจึงรีบหันกลับไปมองด้วยความระแวดระวัง เมื่อมองเห็นคนรอบข้างชัดเจนแล้วสายตาของทั้งสองก็ตกลงที่ใบหน้าของหลีเตาโดยไม่รู้ตัว
“ท่านอาอันกง ?”
“ใต้เท้าหลี ?”
เจ้าคังและเจ้าหยงแสดงสีหนางุนงง หลีเตายิ้มบางพลางประสานมือคำนับ
“ขอคารวะองค์ชายทั้งสอง”
พอได้ยินเสียงของหลีเตาทั้งสองก็สะดุ้งโหยง
ชั่วขณะถัดมาพวกเขาสบตากัน
และเมื่อก้มลงมองเห็นมือที่จับกันแน่น ใบหน้าของทั้งสองก็แดงก่ำ สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที ก่อนจะรีบปล่อยมือด้วยท่าทีรังเกียจแล้วถอยห่างออกจากกันอย่างรวดเร็ว หลังผ่านไปครู่ใหญ่เจ้าคังก็ปรับอารมณ์ได้แล้วเขามองไปรอบ ๆ สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยแล้วเอ่ยอย่างดีใจ
“ท่านอาอันกงคงเป็นผู้ช่วยพวกเราไว้”
หลีเตาพยักหน้า
“ข้าต้องขอบคุณท่านจริง ๆ”
เจ้าคังพูดอย่างตื่นเต้นทำท่าจะเข้าไปกอดหลีเตา แต่กลับโดนหลีเตาหลบหนีด้วยความรังเกียจ
“ไม่ต้องขอบคุณ ทั้งหมดเป็นคำสั่งของฝ่าบาท”
เจ้าคังเห็นอีกฝ่ายหลบเลี่ยงไปแต่ก็ไม่ได้โกรธ มีเพียงผู้ที่เคยเผชิญหน้ากับความเป็นความตายเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่าบางสิ่งไม่มีความหมายใด ๆ เมื่อเทียบกับชีวิต ทันใดนั้นเจ้าหยงที่อยู่ด้านข้างก็ลูบใบหน้าตัวเองแล้วมองหน้าเจ้าคังก่อนเอ่ยปากว่า
“เจ้า … เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าใบหน้าของพวกเราบวมเล็กน้อย !”
เจ้าคังก็ลูบหน้าตัวเองโดยไม่รู้ตัวเขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย ทั้งสองจึงหันไปมองที่หลีเตา
หลีเตากล่าวด้วยท่าทีเคร่งขรึมว่า
“องค์ชายทั้งสองอาจจะทราบเมื่อครู่ เนื่องจากความรีบร้อนทำให้องค์ชายทั้งสองพลาดล้มลงโดยไม่ตั้งใจ จึงได้เป็นเช่นนี้ !”
เจ้าหยงกำลังจะถามถึงอะไรบางอย่างแต่เห็นเจ้าคังโบกมือก่อนกล่าวว่า
“แค้มครั้งเดียวเท่านั้น การที่ยังมีชีวิตรอดมาได้ก็นับว่าดีมากแล้ว”
ตอนนี้นึกถึงจุดจบของเหล่าขุนนางทั้งโจว เจ้าคังก็รู้สึกขนลุกซู่
เจ้าหยงดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยปากขึ้นว่า
“ท่านอาอันกง หลังจากที่ท่านช่วยพวกเราออกมาแล้วท่านได้แจ้งให้ท่านพ่อทราบหรือหรือไม่ ?”
เนื่องจากองค์ชายทั้งสองยังไม่ได้ฟื้นคืนสติอย่างสมบูรณ์จึงยังไม่ได้มีการแจ้งไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจ้าหยงก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนแท่นบูชาก่อนหน้านี้ เขาจึงรีบพูดอย่างร้อนใจว่า
“เช่นนั้นท่านรีบหาทางแจ้งไปยังฝ่าบาทโดยด่วน”
“สำนักปราบสวรรค์ในครั้งนี้ไม่ธรรมดา สิ่งที่พวกเขาวางแผนไว้ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน อีกทั้งยังมีพลังความสามารถสูงกว่าปกติมาก”
“ถ้าปล่อยให้ล่าช้าต่อไปอาจก่อให้เกิดเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านี้ได้”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นหลีเตาและหยางเหยียนรวมถึงคนอื่น ๆ ก็ต่างสบตากัน จากนั้นหลีเตาจึงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“หากองค์ชายหมายถึงสำนักปราบสวรรค์เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกังวลแล้ว”
เจ้าหยงพลันชะงักก่อนเอ่ยออกมาโดยไม่ทันคิด
“เพราะเหตุใดกัน ?”
หลีเตากล่าวตอบเสียงเบา
“เพราะพวกมันตายกันหมดแล้ว กระหม่อมได้แก้แค้นให้องค์ชายทั้งสองแล้ว”
“ในตอนนี้สำนักปราบสวรรค์ที่เหลืออยู่ในทั้งโจวมีเพียงสมาชิกระดับกลางถึงล่างและพวกชาวบ้านที่ก่อจลาจลเท่านั้น”
“อะไรนะ ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจ้าคังและเจ้าหยงก็ต่างแสดงสีหน้าตกตะลึงอย่างยิ่ง
ดวงตาของทั้งคู่มองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูมีอายุไล่เลี่ยกับพวกเขา
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่อาจเชื่อมโยงเขากับบรรดาผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์ที่น่าสะพรึงกลัวได้เลย
ทันใดนั้นทั้งสองคนถึงนึกขึ้นมาได้ว่าชายผู้นี้แม้อายุจะยังน้อย แต่ก็ได้ขึ้นเป็นขุนนางผู้ปกครองมณฑลและยังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์กง
การที่จะก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้โดยที่ไม่มีชาติตระกูลและฐานะใด ๆ คอยหนุน พลังความสามารถจะอ่อนด้อยได้อย่างไร แต่ทว่าพวกผู้นำระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์ก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน
ดังนั้นพลังของท่านอาอันกงอาจจะแข็งแกร่งกว่าที่พวกเขาคิดไว้มากนัก
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สายตาที่เจ้าคังและเจ้าหยงมองไปที่หลีเตาก็พลันเปลี่ยนไป
ก่อนหน้านี้พวกเขายังไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้อย่างถ่องแท้จึงยังวางท่าทีและทัศนคติแบบองค์ชายอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้พวกเขาไม่กล้าอีกแล้ว เพราะพวกเขาสองคนไม่ได้โง่เขลาและเข้าใจดีว่าเมื่อมีพลังความสามารถถึงระดับหนึ่งแล้ว สถานะองค์ชายก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย
และบุรุษตรงหน้านี้ก็อาจจะอยู่ในระดับนั้นแล้ว
เจ้าคังได้สติกลับมาก่อนเขาจึงประสานมือคำนับกล่าวว่า
“บารมีของท่านอาอันกงยิ่งใหญ่นัก ข้าขอเป็นตัวแทนของพวกเราทั้งสองคนคำขอบคุณที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้”
พูดจบเขาก็โขกกายลงอีกครั้ง เจ้าหยงที่ด้านข้างเห็นเช่นนั้นเขาก็ทำตามอย่างบ้าง เขาฉลาดกว่าเจ้าคังอยู่บ้างและยังเข้าใจความหมายของการกระทำครั้งนี้ได้ดียิ่งกว่า
“ไม่จำเป็นต้องกล่าวหนักถึงเพียงนี้พะยะคะ” องค์ชายเจ้าคังรีบกล่าวอย่างจริงจัง
“กลับถึงเมืองหลวงแล้วข้าจะทูลขอพระราชทานความดีความชอบให้ท่านอาอันกง”
องค์ชายเจ้าหยงก็เอ่ยขึ้นเช่นกัน
“ข้าเองก็เช่นกัน”
ทั้งสองมิได้กล่าวเช่นนี้เพื่อเอาใจแต่แต่อย่างใด เพราะพวกเขาต่างเข้าใจดีว่าในเมื่อเสด็จพ่อได้ส่งหลีเตามาช่วยชีวิตพวกเขาเช่นนั้นพวกเขาก็คงถูกคัดออกจากการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทแล้ว
ยามราตรีหลังจากที่องค์ชายเจ้าคังและองค์ชายเจ้าหยงเขียนจดหมายโดยมีหลีเตาช่วยให้เหยี่ยวส่งไปยังเมืองหลวง หลีเตานั่งอยู่ข้างกองไฟเขามองดูองค์ชายทั้งสองพลางกล่าวว่า
“องค์ชายทั้งสองจะเสด็จกลับเมืองหลวงยามใดหรือพะยะคะ จะได้จัดเตรียมคนเพื่อไปส่งเสด็จ”
องค์ชายเจ้าคังถามขึ้น
“ฟังจากคำของอาอันกงแล้ว ท่านมีความประสงค์จะพำนักอยู่ที่ทั้งโจวสักระยะใช่หรือไม่ ?”
แม้ว่าภารกิจที่ฮ่องเต้มอบหมายมาให้ในตอนแรกจะเป็นเพียงการช่วยเหลือเจ้าคังและเจ้าหยงเท่านั้น แต่เมื่อเนื้อส่งมาถึงปากแล้วจะไม่กินได้อย่างไร
“นั่นเพราะว่าองค์ชายทั้งสองจะพ้นจากภัยอันตรายแล้ว แต่ทั้งโจวยังคงประสบภัยอยู่ ดังนั้นข้าจึงอยากอยู่จัดการกับสมาชิกสำนักปราบสวรรค์ในพื้นที่อื่น ๆ ของทั้งโจวด้วย”
เจ้าคังอดไม่ได้ที่จะประสานมือคำนับพลางกล่าว
“ท่านอาอันกงช่างมีคุณธรรมยิ่งนัก”
“ดังนั้นแล้วองค์ชายทั้งสองเตรียมจะออกเดินทางเมื่อใด ?”
เจ้าคังและเจ้าหยงสบตากันจากนั้นเจ้าหยงก็พลันเอ่ยปากขึ้นว่า
“ท่านอาอันกง ไม่กราบว่าพวกข้าทั้งสองจะขอติดตามท่านไปด้วยได้หรือไม่ ?”
“ติดตามข้าหรือ ?”
“อืม” เจ้าหยงจำต้องอธิบายอย่างจนใจว่า
“การเดินทางมายังทั้งโจวครั้งนี้พวกข้าพี่น้องต้องอับอายขายหน้ายิ่งนัก”
“แต่ไหนแต่ไรมาพวกข้าทั้งสองก็ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานอยู่แล้ว หากตอนนี้ยังกลับไปเช่นนี้อีกนอกจากจะต้องเผชิญกับสายตาประหลาดของผู้อื่นแล้วยังอาจถูกฝ่าบาทตำหนิสั่งสอนด้วย”
“พวกข้าทั้งสองจึงอยากติดตามท่านดูว่าจะมีโอกาสได้ลบล้างความผิดหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของหลีเตาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาพินิจดูใบหน้าของทั้งสองคนอย่างละเอียดก่อนจะกล่าวว่า
“องค์ชายทั้งสองจริงจังหรือ !”
“แน่นอน” ทั้งสองคนพยักหน้าอย่างหนักแน่นพลางกล่าวว่า “พวกข้าจริงจังมาก”
หลีเตามองดูสีหน้าจริงจังของทั้งสองคนเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลงแล้วกล่าวว่า
“หากองค์ชายทั้งสองคิดเช่นนี้จริง ข้าก็เห็นด้วย แต่ทว่าเรื่องเช่นนี้ข้าไม่อาจตัดสินใจเองได้ พวกท่านต้องทูลฝ่าบาทให้ทรงรับทราบและได้รับอนุญาตเสียก่อน”
เจ้าคังพยักหน้า
“แน่นอนหากไม่มีราชโองการจากเสด็จพ่อ พวกเราก็ไม่กล้าลงมือทำอะไรตามอำเภอใจอีก”