ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 541 จ้าวเซียว
หลังจากที่ทุกอย่างได้รับการอธิบายแล้ว เถียซานเหนียงก็รู้สึกดีขึ้นกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงมาก สายตาที่มองไปยังหลี่เต้าก็เปลี่ยนจากความคลุมเครือในอดีตกลายเป็นความชัดเจนและมีความรู้สึกแฝงอยู่ มีเพียงเวลาที่นึกถึงหมิงเยว่ขึ้นมาเท่านั้นที่ทำให้มีความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมา หลี่เต้านั่งอยู่ด้านข้าง เขาจิบชาพลางฟังการสนทนาของหญิงสาวทั้งสองอย่างเงียบ ๆ จะพูดเพียงสองสามคำก็ต่อเมื่อถูกเอ่ยถึงเท่านั้น ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
เถียซานเหนียงจับมือของหลี่ชิงเอ๋อร์พลางกล่าวด้วยสีหน้าเป็นห่วงว่า “ไม่นึกเลยว่าชิงเอ๋อร์ได้ผ่านความทุกข์มามากมายถึงเพียงนี้”
หลี่ชิงเอ๋อร์ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ สำหรับนางแล้วขอเพียงได้พบกับพี่ชายอีกครั้งทุกอย่างก็คุ้มค่าแล้ว อีกอย่างนางก็ถือว่าโชคร้ายกลับกลายเป็นโชคดี เพราะด้วยพรสวรรค์ของนางในอดีต หากฝึกบำเพ็ญไปทั้งชีวิต การจะบรรลุให้ถึงระดับปรมาจารย์ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว แต่เพราะมรดกจากเทพีศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักปราบสวรรค์ ระดับมหาราชาปรมาจารย์ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากพยายามอีกนิดก็มีโอกาสที่จะบรรลุถึงระดับเทพมนุษย์ได้ในอนาคต ได้แต่กล่าวว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่มีใครรู้ได้ เมื่อรับรู้ถึงความห่วงใยและเอาใจใส่อย่างจริงใจจากพี่สาวร่วมสาบาน หลี่ชิงเอ๋อร์จึงยิ้มบางพลางกล่าวว่า “ซานเหนียงเจ้าวางใจได้ ข้าจะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเจ้าและหมิงเยว่อย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เถียซานเหนียงก็ชำเลืองมองไปทางหลี่เต้า ใบหน้างามแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นหลี่ชิงเอ๋อร์ก็หันไปมองพี่ชายของนางแล้วกล่าวว่า “พี่ชาย เรื่องที่ซานเหนียงเสนอมาเมื่อครู่ พี่คิดเห็นอย่างไรบ้าง”
เมื่อได้ยินดังนั้น ถ้วยชาในมือของหลี่เต้าก็พลันชะงักไป เขาวางมันลงก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเจ้าจัดการชีวิตข้าไปถึงเพียงนี้แล้วหรือ”
หลี่ชิงเอ๋อร์เอามือเท้าสะเอวพลางกล่าว “นี่ท่านได้กำไรใหญ่แล้วนะ ท่านรู้หรือไม่ว่าคู่โฉมงามแห่งเมืองหลวงนั้นเกินเอื้อมเพียงใด”
หลี่เต้าชายตามมองน้องสาวของตนเองอย่างระอา หากเขาไม่เข้าใจแล้วใครจะเข้าใจ เขาจึงกล่าวว่า “เอาละ เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลใจ เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง”
สำหรับเรื่องการเกี้ยวองค์หญิงหมิงเยว่นั้น หลี่เต้าก็มิใช่ว่าไม่สนใจ เพียงแต่ความสนใจนั้นยังไม่มากพอที่จะต้องเป็นนางเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะสัญชาตญาณความเป็นเจ้าของในกระดูกบุรุษเพศกำเริบขึ้นมา ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการจะรู้มากกว่าก็คือปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้นเถียซานเหนียงจึงได้นั่งเล่นอยู่ที่จวนอูอันกงอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นบอกลา
“ข้าจะเข้าวังสักหน่อย จะช่วยท่านไปสืบดูท่าทีของหมิงเยว่” เถียซานเหนียงเอ่ยปาก
หลี่เต้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พูดว่า “อย่าฝืนตัวเองเลย”
เถียซานเหนียงหัวเราะเบา ๆ “ข้าไม่ได้ฝืนอะไรหรอก”
เมื่อหลี่เต้าเห็นเถียซานเหนียงมีสีหน้าจริงจัง เขาจึงไม่พูดอะไรมาก
หลังจากนั้นเถียซานเหนียงก็กล่าวลาหลี่ชิงเอ๋อร์แล้วจากไป หลี่ชิงเอ๋อร์มองตามรถม้าที่เถียซานเหนียงนั่งจากไปไกลก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “พี่ชายวางใจได้ ซานเหนียงเป็นสตรีที่ฉลาดนัก นางคงไม่ทำเรื่องที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบหรอก เรื่องนี้นางต้องมีความคิดของตัวเองแน่”
บนรถม้า เถียซานเหนียงนั่งอยู่ในรถม้า นางเอ่ยปากกับเถียซานที่ขับรถอยู่ข้างนอกว่า “เถียซาน ของที่ข้าสั่งให้เจ้าเตรียม ได้เตรียมเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
เถียซานตอบว่า “คุณหนูวางใจได้ เตรียมพร้อมแล้วขอรับ”
เถียซานเหนียงพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องกลับแล้ว ไปวังหลวงเลย”
“ครับ”
ดังนั้นหลังรถม้าแล่นไปตามเส้นทางไม่นาน ก็มาถึงหน้าประตูวังหลวง ทหารองครักษ์ที่เฝ้าประตูทำเพียงแค่ชำเลืองมองรถม้าของเถียซานเหนียงแวบเดียวแล้วก็ปล่อยผ่านไป รถม้าของคุณหนูสามตระกูลเถียสามารถเข้าออกเขตพระราชฐานได้อย่างอิสระ จะมีการตรวจสอบก็ต่อเมื่อเข้าวังหลวงเท่านั้น ในเวลาเดียวกัน ณ มุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ทหารองครักษ์นายหนึ่งเมื่อเห็นลักษณะของรถม้าแล้ว ตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมา จากนั้นเขาก็พูดกับทหารที่อยู่ข้างกายว่า “พี่ชาย ข้าปวดปัสสาวะ ท่านช่วยคอยระวังภัยให้ขาสักครู่ได้หรือไม่”
ทหารที่ถูกเรียกขมวดคิ้วบ่น “หลิวซาน เจ้านี่ปวดท้องปวดฉี่ทุกวัน น่ารำคาญนัก”
“พี่ชาย ข้าทนไม่ไหวจริงๆ”
เขาพูดพลางแอบหยิบของสิ่งหนึ่งจากอกเสื้อโยนไปให้ทหารยาม ซึ่งอีกฝ่ายรับไว้โดยไม่ทันคิด พอเหลือบมองก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที หลังจากซุกเงินไว้ในอกเรียบร้อย สีหน้าก็อ่อนลงมาก เขาเอ่ยปากว่า “ได้ คนเรามีเรื่องด่วนสามอย่าง หากทนไม่ไหวก็ไปเถอะ”
“แต่เจ้าต้องรีบหน่อย ทุกครึ่งชั่วโมงมีการตรวจตรา หากเจ้าถูกจับได้ก็อย่าโทษว่าข้าไม่เตือน”
หลิวซานจึงรีบโบกมือพลางกล่าว “ไม่ใช่ความผิดของท่าน ที่ถูกจับก็เพราะข้าโชคร้ายเอง”
หลังจากทิ้งคำพูดประโยคสุดท้ายเอาไว้ เขาก็รีบเดินหนีออกไปทางประตูด้านข้างอย่างรวดเร็ว เมื่อหลิวซานออกมาจากประตูนั้นแล้ว เขาก็ผ่อนคลายร่างกายทันที แต่แทนที่จะไปส้วม เขากลับวิ่งเหยาะ ๆ ไปยังจวนหรูหราแห่งหนึ่งในเมืองหลวง หลังจากมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวังแล้ว เขากระซิบบางอย่างกับยามสองนายที่เฝ้าประตูจวน จากนั้นยามทั้งสองก็พยักหน้าแล้วเปิดประตูให้หลิวซานเข้าไปอย่างเงียบ ๆ
หลังจากเข้าไปในจวน หลิวซานก็ถูกนำตัวมาถึงลานเรือนแห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ เสียงร้องโหยหวนก็ดังเข้าหูหลิวซาน ทำให้เขารู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาราวกับรู้สึกได้ พ่อบ้านที่นำทางจึงหันมากล่าวด้วยเสียงเรียบ “เจ้าหนู เจ้าคงรู้ดีว่าอะไรไม่ควรได้ยิน อะไรไม่ควรเห็น”
“รู้ขอรับ รู้แล้วขอรับ ข้าน้อยเข้าใจดี”
หลิวซานพยักหน้าหงึก ๆ
“รู้ก็ดี หากเจ้าพลาดพลั้งล่วงเกินหรือพูดอะไรผิดไป ก็อย่าได้มาโทษว่าข้าไม่เตือน”
หลังพูดจบ พ่อบ้านผู้นั้นก็พาหลิวซานเดินเข้าไปในลานเรือนที่มีเสียงร้องโหยหวนดังออกมา เมื่อเดินเข้าไปในลานเรือน ภาพตรงหน้าก็ทำให้หลิวซานมีสีหน้าซีดเผือด ที่ไม่ไกลนักบนลานโล่งมีเสาไม้ปักอยู่สิบกว่าต้น บนเสาไม้แต่ละต้นมีผู้คนถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กอยู่ พวกเขามีทั้งชายหญิงทั้งเด็กและคนชรา แต่ขณะนี้ร่างกายของคนส่วนใหญ่กลับเต็มไปด้วยเลือด ทรุดลมหายใจรวยริน บางคนถึงกับสิ้นใจไปแล้ว ชายหนุ่มในอาภรณหรูหรากำลังถือแส้ยาวที่มีหนามแหลมคมฟาดใส่ชายผู้หนึ่งอย่างรุนแรง
เพียงฟาดครั้งเดียวเท่านั้น แผลก็ลึกจนเห็นกระดูก ชายผู้นั้นร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสทันใด
“องค์ชาย บ่าวไม่กล้าแล้ว บ่าวไม่กล้าอีกแล้วจริงๆ ล้วนเป็นความผิดของบ่าวที่บังอาจเด็ดดอกไม้ในสวนของท่าน ขอองค์ชายได้โปรดละเว้นด้วย”
“ไม่กล้าแล้วหรือ?”
องค์ชายห้าหรือก็คือจ้าวเชียว พลันแสยะยิ้มอำมหิตพลางเอ่ยว่า “ทุกสิ่งในจวนแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า แม้แต่มดสักตัวก็ล้วนแต่เป็นของข้า พวกเจ้าที่เป็นแค่บ่าวไพร่มีสิทธิ์อันใดมาแตะต้อง”
“การมาแตะต้องของของข้าจะต้องถูกลงโทษ ข้าเองก็ไม่ได้เรียกร้องมากเกินไป สิบทีเท่านั้น ถ้าเจ้าทนได้ครบสิบที ข้าจะละเว้นโทษให้”
พอพูดจบ จ้าวเชียวก็ยกแส้ขึ้นฟาดอีกครั้ง เขาฟาดติดต่อกันแปดทีจนครบเก้าทีแล้วจึงหยุด ในขณะนั้นชายตรงหน้าผู้นั้นก็แทบไม่เหลือลักษณะความเป็นมนุษย์แล้ว ทั่วร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลลึกถึงกระดูก ลมหายใจรวยริน เหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย
“ดูท่าทางเจ้าคงทนรับการเฆี่ยนครั้งสุดท้ายนี้ไม่ไหวแล้ว” จ้าวเชียวเอ่ยปาก
“เอาละ อย่าได้โทษว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้าเลย เจ้าสามารถให้นางรับการเฆี่ยนแทนเจ้าได้ หากนางยินยอม ข้าไม่เพียงจะอภัยให้เจ้า แต่ยังจะรักษาอาการบาดเจ็บและปล่อยพวกเจ้าไปอีกด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของบุรุษผู้นั้นก็พลันเปล่งประกายความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดอย่างน่าตกใจ ก่อนจะมองไปด้านข้าง เขาเห็นสตรีในชุดสาวใช้ผู้หนึ่งถูกมัดอยู่บนแท่นไม้ทางด้านขวาของเขา