ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 549 การตัดสินใจของฮ่องเต้
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป กองทหารม้าขนาดใหญ่ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นนอกเรือน รถม้าคันหน้าสุดมีสีทองทั้งคัน เทียมด้วยสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะคล้ายม้าตัวทั่วร่างปกคลุมด้วยเกล็ดสีทองและดูดุร้าย ทันทีที่รถม้าหยุดลง ร่างหนึ่งก็พลันพุ่งออกมาจากด้านในรถม้า
“เจ้ลูกทรพีอยู่ที่ใด! ให้มันไสหัวออกมาพบเราเดี๋ยวนี้!”
ใบหน้าของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว จิตสังหารแผ่ซ่านออกมา พระองค์กระโดดลงจากรถม้าแล้ววิ่งเข้าไปในเรือนทันที โดยไม่สนใจการประคองของจ้าวฉง
“ล้อมไว้”
เมื่อจ้าวฉงเห็นเช่นนั้นเขาก็หันไปออกคำสั่ง
“ขอรับท่านขันที”
ทหารส่วนหนึ่งทำการล้อมเรือนทั้งหลังเอาไว้ ส่วนที่เหลือได้ติดตามจ้าวฉงเข้าไปด้านใน
“หมิงเยว่!”
หลังจากเข้ามาด้านในแล้วฮ่องเต้ก็เอ่ยปากเรียกทันที ไม่นานนักฮ่องเต้ก็มาถึงหน้าห้องโถงใหญ่ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน
“เสด็จพ่อ ลูกอยู่ที่นี่เพคะ”
หลังจากฮ่องเต้ก้าวข้ามธรณีประตูอีกบานเข้ามา เขาก็เห็นองค์หญิงหมิงเยว่ยืนนิ่งอยู่นอกห้องโถง ส่วนเถียซานเหนียงและหลี่เต้านั้นก็กำลังยืนอยู่ด้านหลังของนาง
“หมิงเยว่ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
ฮ่องเต้รีบก้าวเข้าไปใกล้องค์หญิงหมิงเยว่ แล้วรีบพินิจตรวจดูนางอย่างละเอียดทั่วตัว
พอองค์หญิงหมิงเยว่เห็นท่าทางกังวลของฮ่องเต้เช่นนั้น ในใจก็พลันอบอุ่นขึ้นมา นางส่ายหน้าพลางเอ่ยเสียงเบา “เสด็จพ่อ โชคดีที่เชิญอูอันกงมา ลูกกับซานเหนียงจึงไม่เป็นอันใดเพคะ”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
จากนั้นฮ่องเต้ถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันไปมองเถียซานเหนียง เขาเอ่ยปลอบเสียงเบา “ซานเหนียง ครั้งนี้เป็นความผิดของเราเองที่สั่งสอนบุตรได้ไม่ดี บังอาจไปล่วงเกินเจ้าเข้า แต่เจ้าวางใจได้ เรื่องนี้เราจะต้องให้คำชี้แจงแก่เจ้าและตระกูลเถียอย่างแน่นอน”
เมื่อนึกถึงการกระทำของจ้าวเชียว ความโกรธในใจของฮ่องเต้ก็ยิ่งลุกโชนมากขึ้น ถ้าเมื่อครู่ฮ่องเต้เข้ามาแล้วเห็นจ้าวเชียวทันที คงจะลงมือสังหารอีกฝ่ายไปแล้ว เถียซานเหนียงทำเพียงแค่ก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่ได้ปฏิเสธหรือแสดงท่าทีขัดขืนแต่อย่างใด แต่ในสายตาของฮ่องเต้กลับมองว่านางดูเหมือนผู้ที่ถูกรังแก สุดท้ายฮ่องเต้จึงหันไปมองหลี่เต้า หากเป็นในสถานการณ์ปกติ เมื่อได้ยินว่าหลี่เต้าได้รับคำเชิญจากองค์หญิงหมิงเยว่ให้มาพบ ในฐานะบิดาที่รักบุตรสาวยิ่งชีพ ฮ่องเต้ย่อมต้องมีความรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ในตอนนี้พระองค์กลับไม่มีความไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำในใจยังรู้สึกเกรงใจและหวาดหวั่น
“อูอันกง ครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมาก เราติดค้างบุญคุณเจ้าอีกครั้งแล้ว”
เมื่อนับรวมกับบุญคุณในเรื่องของอวิ๋นอ๋อง ตอนนี้ฮ่องเต้ติดค้างบุญคุณหลี่เต้าถึงสองครั้งแล้ว จากนั้นฮ่องเต้ก็ก้มหน้าสูดหายใจลึก เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สายตาก็กลับกลายเป็นเย็นเยียบไปโดยสิ้นเชิง ก่อนพระองค์จะเอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้ลูกทรพีนั่นอยู่ที่ใด”
ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ได้ก้าวออกมาและเล่าถึงเหตุผลที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ให้ฟัง
“กลัวจนวิ่งหนีแล้วสลบไปงั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินว่าจ้าวเชียวไม่ตาย ฮ่องเต้ก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เรื่องบางอย่างในใจถ้าไม่ถึงขั้นเอาชีวิตก็ยังพอไหว แต่ถ้าถึงขั้นตายไปแล้ว เรื่องก็จะเปลี่ยนไปทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับโอรสและธิดาของเขาแล้ว หากเกิดเรื่องขึ้นจริงต่อให้เป็นฮ่องเต้ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไร แต่ในเมื่อยังไม่ตายเช่นนั้นเขาก็จะสามารถระบายความโกรธได้อย่างเต็มที่
“พาเราไปดูเจ้าชั่วนั่น”
องค์หญิงหมิงเยว่พยักหน้า จากนั้นไม่นานทุกคนก็มาถึงห้องหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปในห้อง ฮ่องเต้ก็สังเกตเห็นจ้าวเชียวที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียง เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ฮ่องเต้ก็พบว่าที่หน้าผากจ้าวเชียวมีรอยบวมนูนอยู่ ส่วนบนใบหน้ามีรอยถลอกเล็กน้อย ทั้งร่างไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก “จ้าวฉง!”
“พะยะค่ะ”
“ดูให้เราทีว่าเจ้าลูกอกตัญญูนี้แกล้งสลบหรือไม่”
เพียงแค่บาดเจ็บเล็กน้อยก็สลบไปเช่นนี้ ฮ่องเต้คิดว่าจ้าวเชียวกำลังแกล้งทำเพื่อหลบเลี่ยงการลงโทษ ในตอนนี้จิตของจ้าวเชียวที่กำลังหลับใหลอยู่ในร่างก็ได้ยินเสียงของฮ่องเต้แล้ว เขาทีเดิมทีตื่นตระหนกอยู่ก็พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในทันที จากนั้นเขาก็ดิ้นรนพยายามจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่ถึงแม้เขาจะร้องตะโกนอย่างสุดเสียงในห้วงจิตสำนึก ทว่าภายนอกกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินว่าจ้าวฉงจะทำการตรวจสอบ สายตาของหลี่เต้าและเถียซานเหนียงก็มองไปที่องค์หญิงหมิงเยว่ ในฐานะขันทีผู้อาวุโสที่ติดตามฮ่องเต้มาโดยตลอด ทุกคนต่างรู้ดีว่าความสามารถของเขาไม่ธรรมดาเลย หากตรวจพบอะไรขึ้นมาจะทำเช่นไร องค์หญิงหมิงเยว่ส่งสายตาให้ความมั่นใจแก่ทั้งสองคน นางรู้ว่าจ้าวฉงไม่ใช่คนธรรมดา แต่นางก็ยังมั่นใจในวิธีการของตนเอง และหลังจากจ้าวฉงตรวจสอบเสร็จ เขาก็หันกลับมารายงานว่า “ทูลฝ่าบาท องค์ชายห้าไม่มีปัญหาใด เพียงแค่สลบไปเท่านั้นพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ถามขึ้น “เช่นนั้นมีวิธีใดที่จะทำให้เขาฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่”
หากคนผู้นี้ไม่ฟื้น เขาจะลงมือได้อย่างไร
“กระหม่อมขอทดลองดู”
ด้วยเหตุนี้จ้าวฉงจึงได้ก้าวเข้าไปข้างหน้าและเริ่มลงมือ ทว่า…
หนึ่งก้านธูปผ่านไป จ้าวฉงขมวดคิ้วพลางยืดตัวขึ้น เขาเอ่ยว่า “ฝ่าบาท องค์ชายห้าดูเหมือนจะสลบไปอย่างผิดปกติ กระหม่อมพยายามปลุกให้ฟื้น แต่ดูเหมือนว่าเขาจะหลบเลี่ยงอยู่ตลอด ราวกับไม่ต้องการฟื้นขึ้นมา”
“ในสภาพเช่นนี้การปล่อยให้ฟื้นตามธรรมชาติคงจะเป็นไปได้ยากแล้ว แต่หากบังคับให้ฟื้นก็อาจทำให้จิตวิญญาณขององค์ชายห้าได้รับความเสียหาย”
“จิตวิญญาณได้รับความเสียหาย?” ฮ่องเต้ถามต่อ “จะร้ายแรงมากหรือไม่?”
เห็นได้ชัดว่าฮ่องเต้โกรธจนไม่สนใจว่าจ้าวเชียวจะเป็นหรือตายแล้ว จ้าวฉงอธิบายให้ฟังว่า “การที่จิตวิญญาณได้รับความเสียหายนั้นอาจจะเบาหรือหนักก็ได้ แต่หากร้ายแรง จิตวิญญาณก็อาจขาดหายกลายเป็นคนสติไม่ดีไปตลอดกาล แม้แต่กรณีเบาก็ยังทิ้งผลร้ายที่ยากจะเยียวยาไว้”
เมื่อฟังจบความโกรธในดวงตาของฮ่องเต้ก็ยิ่งลุกโชนมากขึ้น
“ไม่อยากฟื้นงั้นหรือ? ช่างฉลาดนัก”
เมื่อนึกถึงอันตรายที่หมิงเยว่ได้เผชิญก่อนหน้านี้ ฮ่องเต้ก็เอ่ยเสียงเย็นชา “ไม่ต้องสนใจมากนัก บังคับให้มันฟื้นขึ้นมา จะพิการก็พิการไป”
“ต่อให้จิตวิญญาณไม่สมบูรณ์ เราก็จะทำให้ลูกทรพีผู้นี้พิการในโลกแห่งความเป็นจริง”
เมื่อเห็นฮ่องเต้ทำหน้าจริงจังเช่นนั้น จ้าวฉงจึงพยักหน้า ขณะที่จ้าวฉงกำลังจะลงมือนั่นเอง ทันใดนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็ก้าวออกมา
“เสด็จพ่อ การที่จิตวิญญาณได้รับบาดเจ็บไม่ใช่เรื่องเล็ก ปล่อยเขาไปก่อนเถิด รอให้เขาฟื้นขึ้นมาเองแล้วค่อยจัดการ”
ทว่าในร่างของจ้าวเชียวตอนนี้ จิตสำนึกของจ้าวเชียวกำลังดิ้นรนส่งเสียงตะโกนดังลั่น
“อย่าตกลงนะ บังคับให้ข้าฟื้นเดี๋ยวนี้เลย”
“นางกำลังจงใจทำร้ายข้า”
แม้ว่าการบังคับให้จิตวิญญาณฟื้นคืนมาอาจจะทำให้กลายเป็นคนสติไม่ดี แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะไม่เป็นเช่นนั้น ในตอนนี้เขายอมตายเสียยังดีกว่าต้องอยู่ในสถานที่ผีสางเช่นนี้ต่อไป แต่ฮ่องเต้กลับไม่คิดเช่นนั้น
ฮ่องเต้มองดูธิดาของตนด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม “หมิงเยว่ เจ้ายังคงอ่อนโยนเช่นเคย เจ้าลูกทรพีผู้นี้คิดจะทำร้ายเจ้า แต่เจ้ากลับยังพูดแก้ต่างให้มัน”
หมิงเยว่ทำเพียงยิ้มบางไม่ได้เอ่ยวาจาใด
ฮ่องเต้กล่าวต่ออีก “แต่ก็สมควรแล้ว ในเมื่อครั้งก่อนเจ้ายังสามารถโน้มน้าวให้ข้าไว้ชีวิตสุนัขป่านั่นได้ เรื่องเช่นนี้ก็ดูจะเป็นเรื่องปกติ”
สุนัขป่า?
หลี่เต้า “???”
จากนั้นฮ่องเต้ก็หันไปมองจ้าวเชียวที่สลบอยู่
“เจ้าลูกอกตัญญู โชคดีที่เจ้ามีพี่สาวที่ดี รอให้เจ้าฟื้นขึ้นมาเสียก่อนแล้วข้าจะจัดการกับเจ้า”
จ้าวเชียว “…”
เมื่อพูดจบ ฮ่องเต้ก็เอ่ยกับจ้าวฉงที่อยู่ด้านข้าง “ให้หน่วยองครักษ์มังกรเงินเข้ามารับช่วงดูแลแคว้นแห่งนี้ แล้วส่งองครักษ์มังกรทองอีกสองนายมาเฝ้าดู จนกว่าเจ้าลูกทรพีผู้นี้จะยอมฟื้น”
จ้าวฉงพลันเปิดปากถามออกไปอย่างไม่รู้ตัว “แล้วถ้าองค์ชายห้าไม่ยอมฟื้นเล่าพะยะค่ะ?”
“ไม่ยอมฟื้นอย่างนั้นหรือ?” ฮ่องเต้แค่นเสียงเบา ๆ “ก็ไม่ต้องฟื้นสิ ราชวงศ์อันยิ่งใหญ่ของเราจะเลี้ยงดูคนไร้ประโยชน์สักคนไม่ได้หรือไร?”
จ้าวเชียว “อย่าไปเลย ข้ายอมฟื้นแล้ว ข้ายอมแล้ว”
ฮ่องเต้ไม่อยากจะมองหน้าจ้าวเชียวอีกแม้แต่แวบเดียว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไป เหลือเพียงองครักษ์มังกรทองที่คอยเฝาระวัง