ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 548 การทดสอบของเถียซานเหนียง
“ไปแล้ว! พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
เป็นดังที่องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวไว้ แม้ตอนนี้ร่างของจ้าวเชียวจะจมดิ่งสู่ภวังค์ แต่จิตสำนึกของเขากลับติดอยู่ในโลกที่ว่างเปล่าไร้สีสัน ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย นอกจากการมองเห็นแล้ว ความรู้สึกอื่น ๆ ล้วนยังคงเป็นปกติและกลับยิ่งไวต่อความรู้สึกมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงได้ยินการสนทนาระหว่างหลี่เต้าและองค์หญิงหมิงเยว่อย่างชัดเจน ทั้งยังเข้าใจดีว่าตอนนี้ตนเองตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร
เมื่อนึกถึงว่าตนเองจะต้องหลับใหลอยู่ในความมืดมิดไปอีกไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ จิตใจของจ้าวเชียวก็เริ่มแตกสลาย ตอนนี้อยากตายก็ตายไม่ได้แล้ว ในยามนี้ไม่ว่าเขาจะวิงวอนร้องขออย่างไรก็ไร้ประโยชน์ เพราะจะไม่มีใครได้ยินสิ่งที่เขาพูดเลย ทำได้เพียงจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความทรมานที่ไม่สิ้นสุดนี้เท่านั้น
ภายนอกหลังจากจัดการกับจ้าวเชียวเสร็จแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นในภายหลัง หลี่เต้าและคนอื่น ๆ จึงเริ่มจัดการกับคนรับใช้ของจ้าวเชียว สำหรับคนที่เหลือหลี่เต้าไม่ได้สังหารจนหมดสิ้น แต่มอบหมายให้องค์หญิงหมิงเยว่เป็นผู้จัดการทั้งหมด ไม่รู้ว่านางฝึกวิชาอะไรมา เพราะดูเหมือนพลังนั้นจะสามารถแยกแยะความดีความชั่วในใจคนได้
ในที่สุดทุกคนที่สมควรตายก็ถูกสังหารหมดแล้ว ส่วนผู้ที่ไม่สมควรตายนั้น องค์หญิงหมิงเยว่ก็ใช่วิธีการบางอย่างเปลี่ยนแปลงความทรงจำบางส่วนของพวกเขา หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนจึงนั่งลงในห้องโถงใหญ่
หลังจากหยุดพักกัน เถียซานเหนียงก็เอ่ยปากถามออกมาในที่สุด “หมิงเยว่ ข้าไม่คิดว่าวรยุทธ์ของเจ้าจะล้ำลึกถึงเพียงนี้ ข้าจำได้ว่าก่อนอายุสิบแปดปีเจ้าไม่เคยแตะต้องการฝึกวิชายุทธ์เลย”
องค์หญิงหมิงเยว่เหลือบตามองเถียซานเหนียงก่อนจะแค่นเสียงเบา ๆ “ซานเหนียง เจ้าก็ไม่ได้จริงใจเช่นกัน ภายนอกทำเป็นไม่สนใจการฝึกยุทธ์ แต่บัดนี้กลับฝึกจนถึงระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดโดยไม่รู้ตัว ข้าเห็นว่าอีกไม่นานเจ้าก็จะสามารถทะลวงถึงระดับปรมาจารย์ได้แล้ว”
“เมื่อเทียบกับเหล่าอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย”
เถียซานเหนียงพูดไม่ออก
สุดท้ายหญิงสาวทั้งสองก็สบตากกันครู่หนึ่ง แล้วจากนั้นพลันหัวเราะออกมาพร้อมกัน องค์หญิงหมิงเยว่เอ่ยเสียงเบาว่า “ข้ามีโอกาสอื่น ตอนนี้ยังไม่สะดวกจะบอกเจ้า”
เถียซานเหนียงตอบว่า “ส่วนสถานการณ์ของข้าเจ้าก็ทราบดี ที่ข้าพยายามบำเพ็ญก็เพื่อจะได้มีไพ่ตายใบสุดท้ายไว้พลิกชีวิตเท่านั้น”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ นางจึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “หมิงเยว่ เรื่องวันนี้จะไม่มีปัญหาจริงหรือ? หากข้าจำไม่ผิด เบื้องหลังองค์ชายห้ามีไทเฮาอยู่ อีกทั้งยังมีอำนาจอื่น ๆ อีกไม่น้อย”
“หากทำไม่ได้จริงๆ เจ้าก็เปิดเผยเรื่องของข้าไปเถิด อย่าให้ข้าต้องมาเป็นภาระของเจ้าเลย ด้วยความสามารถของตระกูลเถียแล้ว การจะซ่อนคนสักคนก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก”
หมิงเยว่เหลือบตามองพลางกล่าวว่า “เจ้าไม่มีความเชื่อมั่นในตัวข้าบ้างหรือ?”
“เรื่องไทเฮาข้าจัดการเอง แม้องค์ชายห้าจะได้รับความโปรดปรานจากนาง แต่ข้าก็ยังมีเสด็จพ่ออยู่”
“ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งในต้าเฉียนนี้ก็ล้วนแต่อยู่ในพระราชอำนาจของเสด็จพ่อ ไม่ใช่ว่าหญิงชราผู้เดียวจะมาจัดการกับข้าได้”
เถียซานเหนียงรู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างหมิงเยว่กับไทเฮาไม่ดี ตอนนี้ดูแล้วคงไม่ใช่แค่ไม่ดีธรรมดา แต่มันก็เป็นเรื่องปกติ เพราะไม่ว่าอย่างไรหมิงเยว่ก็เป็น… ยิ่งไปกว่านั้นหากนางจำไม่ผิด ไทเฮาองค์ปัจจุบันก็ไม่ใช่พระมารดาที่แท้จริงของเสด็จพ่อ นางไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกับหมิงเยว่เลยแม้แต่น้อย เมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็ดูจะเป็นเรื่องปกติ องค์หญิงหมิงเยว่กล่าวต่อว่า “ส่วนเรื่องอำนาจที่เหลืออยู่ขององค์ชายห้า ก็มีเพียงการสนับสนุนจากท่านลุงของเขา เรื่องนี้เจ้าสามารถพึ่งพาอูอันกงได้อย่างเต็มที่”
“ด้วยความสามารถและพละกำลังของอูอันกงแล้ว เขาน่าจะสามารถคุ้มครองเจ้าได้กระมัง”
หลี่เต้านั่งจิบชาเงียบ ๆ มาโดยตลอด
จนกระทั่งเห็นทั้งสองคนพูดมาถึงตัวเขา จึงได้เงยหน้าขึ้นพยักหน้าเบา ๆ ให้ ก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเจ้าจัดการตามสะดวกเถิด ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”
เถียซานเหนียงเชื่อใจหลี่เต้าอย่างเต็มที่ แต่องค์หญิงหมิงเยว่กลับมีท่าทีสงสัย นางคิดในใจว่าคนผู้นี้ดูจะมั่นใจในตัวเองมากเกินไปหรือไม่
เถียซานเหนียงพลันเปิดปากถามว่า “หมิงเยว่ แล้วเจ้าเตรียมจะใช้ข้ออ้างคืออะไรไว้ชี้แจงกับเสด็จพ่อหรือ ถึงอย่างไรทุกอย่างก็ต้องมีเหตุผล”
“เรื่องนี้ง่ายดายยิ่งนัก”
หมิงเยว่เงยหน้าขึ้นยิ้มบางพลางกล่าวว่า “องค์ชายห้าจ้าวเชียวบังอาจคิดร้ายต่อองค์หญิงใหญ่และคุณหนูสามแห่งตระกูลเถีย หลอกล่อเข้ามาที่นี่เพื่อกระทำการอุกอาจ”
“บังเอิญว่าอูอันกงมาตามคำเชิญของข้าพอดี จึงได้มาพบเหตุการณ์นี้เข้า จากนั้นก็ลงมือช่วยองค์หญิงใหญ่และคุณหนูสามด้วยความโกรธจัด”
“ส่วนองค์ชายห้าจ้าวเชียว ขณะที่อูอันกงกำลังปะทะกับคนขององค์ชายห้าอยู่นั้น เขาก็ได้หนีไปอย่างตื่นตระหนก และบังเอิญวิ่งหนีจนหัวฟาดสลบไป”
“สรุปแล้ว ตราบใดที่สัตว์เดรัจฉานผู้นั้นยังไม่ตาย พวกคนของจ้าวเชียวก็ไม่มีโอกาสก่อเรื่องใหญ่ได้”
“ตรงกันข้าม พวกเขาต่างหากที่ต้องชดเชยให้พวกเรา”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหมิงเยว่แล้ว ทั้งหลี่เต้าและเถียซานเหนียงต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
“หมิงเยว่ เจ้าดีจริงๆ”
หลังจากได้สติกลับมา เถียซานเหนียงก็เดินเข้าไปกอดสหายรักของนางด้วยความซาบซึ้งใจ ไม่คิดเลยว่าเพื่อตัวนางแล้ว องค์หญิงหมิงเยว่ถึงกับยอมเปื้อนมลทินไปด้วย แม้จะเป็นเพียงคำพูดแต่หากพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียว ก็อาจกลายเป็นข่าวลือในราชสำนักนับไม่ถ้วนได้ เถียซานเหนียงมีหนังสือพิมพ์อยู่ในมือนางเข้าใจดีถึงนิสัยชอบนินทาของผู้คน
ขณะที่พูดออกมา เถียซานเหนียงก็คิดกับตัวเองในใจว่า ‘เพื่อขอบคุณเจ้า หมิงเยว่ ข้าในฐานะภรรยาเอกอนุญาตให้เจ้าเป็นภรรยารองได้’
ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเรื่องของจ้าวเชียวส่งผลกระทบต่อ… แต่ตอนนี้เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้ว นางจึงนึกขึ้นได้ว่าครั้งนี้ที่มาหาหมิงเยว่เป็นเพราะอะไร เมื่อคิดถึงตรงนี้เถียซานเหนียงก็ค่อย ๆ ผละออกมาจากอ้อมกอดขององค์หญิงหมิงเยว่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดว่า “หมิงเยว่ ที่จริงวันนี้ข้ามาหาเจ้าก็เพราะมีเรื่องจะถามเจ้า”
“เรื่องอะไรหรือ?”
“เจ้าได้อ่านหนังสือพิมพ์แล้วหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้นองค์หญิงหมิงเยว่ก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองหลี่เต้าที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยแล้วค่อยตอบว่า
“ข้าก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เช่นกัน”
“ข้าได้ส่งคนไปถามเสด็จพ่อแล้ว แต่คงต้องใช้เวลาสักพัก ดังนั้นพวกเรามาคุยกันก่อนดีหรือไม่”
ครู่ต่อมาทั้งสองคนจึงได้ทำความเข้าใจปัญหากัน แล้วเถียซานเหนียงบอกเหตุผลที่หลี่เต้าพูดเช่นนั้นให้องค์หญิงหมิงเยว่ฟัง หลังจากองค์หญิงหมิงเยว่เข้าใจแล้ว นางก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “วางใจเถิดซานเหนียง ชาตินี้ข้าจะไม่มีบุรุษคนที่สองอีกแล้ว เจ้าจงวางใจอยู่กับอูอันกงเถิด อีกทั้งเรื่องการแต่งงานของเจ้า ข้าก็จะช่วยเจ้าด้วย”
เถียซานเหนียงเข้าใจว่าองค์หญิงหมิงเยว่มองออกถึงความรู้สึกที่นางมีต่อหลี่เต้า แต่นางก็ยังคงทำท่าเหมือนอยากพูดแต่ก็ไม่พูด หากเป็นก่อนหน้านี้ที่ยังไม่รู้ก็คงจะไม่เป็นอะไร แต่ตอนนี้นางได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของหลี่เต้าแล้ว คำสัญญาขององค์หญิงหมิงเยว่จึงไม่มีความหมายใด ๆ เลย ท้ายที่สุดแล้วหลี่เต้าก็เป็นบุรุษคนแรกของอีกฝ่าย
ก็เหมือนที่นางเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้นอกจากตำแหน่งภรรยาเอกแล้ว นางก็ไม่ได้รังเกียจที่จะมีหมิงเยว่เข้ามาเป็นสหายรักตลอดชีวิต พอคิดถึงตรงนี้เถียซานเหนียงก็ชำเลืองมองหลี่เต้าที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ข้าง ๆ จากนั้นก็กล่าวว่า “ตามที่เจ้าพูดมา หากว่าชายคนแรกของเจ้ายังไม่ตาย เจ้าจะติดตามเขาหรือไม่”
“เขายังไม่ตาย? เป็นไปไม่ได้ สมมติฐานของเจ้าเป็นไปไม่ได้หรอก”
องค์หญิงหมิงเยว่ถามอย่างสงสัย “ซานเหนียง ก่อนหน้านี้ตอนที่พูดถึงเขา เจ้าก็มักจะแสดงความไม่พอใจแทนข้าเสมอ เหตุใดวันนี้จึงได้พูดถึงเขาขึ้นมาเอง”
เถียซานเหนียงกระแอมเบา “แค่อยากรู้เท่านั้น ข้าคงสมมติว่า ‘ถ้าเป็นอย่างนั้น’ น่ะ”
องค์หญิงหมิงเยว่เอ่ยตอบ “ไม่มีคำว่าถ้า ตอนนี้ข้าอยู่กับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ก็ดีอยู่แล้ว”