ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 573 เจียนจื่อเต๋าหรือจ้าวจื่อเต๋า?
ยามเช้าตรู่ของวันถัดมา เสียงเคาะประตูอย่างเร่งรีบได้ทำลายความเงียบสงบของจวนอู่อันกงลง เสียงเคาะประตูจากหลิวซิวเอ๋อร์ที่อยู่ด้านนอก ทำให้หลี่เต้าตื่นขึ้นจากความฝันอันแสนหวาน หลังจากที่หลี่เต้าตื่นขึ้นเขาก็ก้มหน้ามองดูและพบว่าจิ่วเอ๋อร์ได้ตื่นก่อนเขาแล้ว ใบหน้างามของนางแดงระเรื่อแสดงสีหน้าเขินอายออกมา จากนั้นนิ้วมือของเขาก็ขยับเล็กน้อย จึงได้พบว่ามือกำลังจับสิ่งที่นุ่มนิ่มอยู่
“ขออภัยด้วย” หลี่เต้าปล่อยมือออกอย่างไม่แสดงอาการใด ๆ ใบหน้างามของจิ่วเอ๋อร์ยิ่งแดงกว่าเดิม นางหดเท้าเรียวเล็กน้อยกลับเข้าไปในผ้าห่ม เมื่อนึกถึงท่าทางเมื่อครู่แล้ว หลี่เต้าก็อดชื่นชมความนุ่มหยุ่นในใจไม่ได้ ทั้งที่นอนไหล่ชนกันเขาก็ยังสามารถเล่นมันในฝ่ามือได้ ในตอนนั้นเองเสียงเคาะประตูของหลิวซิวเอ๋อร์ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
“ลุกขึ้นเถอะ”
“เจ้าค่ะคุณชาย” ภายใต้การปรนนิบัติของจิ่วเอ๋อร์ หลี่เต้าก็แต่งกายเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงเปิดประตูห้องเดินออกไป เมื่อผลักประตูออกไปดูก็เห็นหลิวซิวเอ๋อร์ในชุดรัดกุมยืนอยู่หน้าประตู
“ท่านใต้เท้า ท่านแม่ทัพหยางมาขอพบท่าน ดูเหมือนจะมีเรื่องด่วน”
หลี่เต้าเหลือบมองท้องฟ้าพบว่าเวลานี้ยังเช้าอยู่มาก ประมาณตีห้าหรือหกโมงเช้าในชาติก่อน การที่มาหาเขาในช่วงเวลาเช่นนี้ จะต้องมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นแน่
“ไปกัน!”
ไม่นานนักหลี่เต้าก็ได้พบกับหยางหลินที่จวนอู่อันกง
“เจ้าเด็กนี่ ในที่สุดก็ตื่นเสียที มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว” เมื่อเห็นหลี่เต้า หยางหลินก็เอ่ยปากทันที
“เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น? อย่าบอกนะว่าฮ่องเต้สวรรคต”
“นี่เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล”
“อ้อ งั้นจะมีเรื่องใหญ่อะไรอีกเล่า”
“องค์ชายห้าสิ้นแล้ว สิ้นในเรือนของพระองค์ที่เขตพระราชฐาน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่เต้าก็พลันชะงักงันไปทันที ในห้วงความคิดเขานึกถึงเสียงของระบบที่ดังแจ้งเตือนในยามดึก หรือว่า…
“เขาตายก็ตายไป เกี่ยวอะไรกับพวกเรา ท่านผู้อาวุโสหยางจะตื่นเต้นไปไย” หากเป็นฮ่องเต้ที่เกิดเรื่องเขาก็อาจจะรู้สึกอะไรบางอย่าง แต่จ้าวเชียว… ช่างเถอะ อันที่จริงในแง่หนึ่งจ้าวเชียวก็ตายด้วยน้ำมือของเขาเอง
หยางหลินมองหน้าหลี่เต้าอย่างประหลาดใจ “หากพูดว่าไม่เกี่ยวกับข้าก็พอจะเข้าใจได้ แต่กับเจ้านั้นมันเกี่ยวของแน่”
หลี่เต้าพลันชะงัก “จะเกี่ยวอะไรกับข้าได้”
หยางหลินกล่าวทันที “เจ้าหนุ่ม ลืมสถานะของเจ้าในตอนนี้แล้วหรือ? เจ้าคือผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ รับผิดชอบความปลอดภัยทั่วทั้งเมืองหลวง รวมถึงเขตพระราชฐานและวังหลวง ตอนนี้องค์ชายห้าเกิดเรื่องขึ้นในเขตพระราชฐาน เจ้าว่ามันเกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่”
หลี่เต้า “…”
หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ จู่ ๆ หลี่เต้าก็ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังพระราชวัง หยางหลินรีบไล่ตามไปถาม “เจ้าจะไปทำอะไร?”
หลี่เต้าหันหน้ากลับมาตอบว่า “ข้าจะไปลาออก”
หยางหลิน “???”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีคนมากมายเพียงใดที่หมายปองตำแหน่งของเจ้า? แล้วเจ้าจะลาออกงั้นหรือ?”
“ข้าจะไปสนพวกเขาทำไม” ที่เขารับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ ก็เพียงเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดและปกปองเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์เท่านั้น ไม่ได้มาเพื่อคอยเกรงใจผู้ใด
“เจ้าใจเย็น ๆ อย่าหุนหันพลันแล่น ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น” หากเป็นก่อนหน้านี้ตอนที่ฮ่องเต้ยังอยู่ และองค์ชายห้ายังไม่ถูกกักบริเวณ หยางหลินก็คงจะไม่พูดเช่นนี้อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ทุกอย่างแตกต่างออกไปแล้ว จ้าวเชียวเองก็มีปัญหาอยู่แล้ว อีกทั้งฮ่องเต้ก็ล้มป่วยไม่สามารถออกหน้าได้ และยังมีเรื่องที่จ้าวเหนียนขึ้นครองอำนาจ ดังนั้นถึงแม้จะเกิดเรื่องขึ้นจริง แต่ตราบใดที่ฮ่องเต้ไม่ได้พูดอะไร เรื่องนี้ก็คงเป็นแค่ฟ้าร้องเสียงดังแต่ฝนตกเล็กน้อย คงไม่มีใครจะมาทำให้หลี่เต้าซึ่งเป็นบุคคลสำคัญต้องขุ่นเคือง เพื่อองค์ชายที่ไร้ความโปรดปรานผู้หนึ่ง
เมื่อหลี่เต้าได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ฝีเท้ากลับไม่ได้หยุดลง หยางหลินรีบขวางหน้าหลี่เต้าเอาไว้ทันที “เจ้าหนุ่ม เหตุใดเจ้ายังจะไปอีก”
หลี่เต้าหัวเราะเบา ๆ “วางใจเถิด ข้าไม่ได้ไปลาออก”
“งั้นเจ้าจะ…”
“ไปดูความคึกคัก”
หนึ่งก้านธูปผ่านไป ภายในพระที่นั่งไท่เหอ บรรดาขุนนางทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายทหารต่างมารวมตัวกัน เนื่องจากการตายอย่างกะทันหันของจ้าวเชียว ทำให้ขุนนางทั้งหลายต่างถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา หลี่เต้าผู้ยืนอยู่ในตำแหน่งหัวแถวของขุนนางฝ่ายทหาร เหลือบมองไปทางด้านข้าง หยางหลินเอ่ยถาม “เจ้ากำลังมองอะไรอยู่?”
หลี่เต้าตอบ “ข้ากำลังสงสัยว่าเหตุใดอัครเสนาบดีจึงยังไม่มา”
ทว่าก่อนที่ทั้งสองคนจะได้สนทนากันต่อ ทันใดนั้นเสียงร้องประกาศก็ดังขึ้น
“องค์รัชทายาทเสด็จ!”
ทุกคนต่างเงยหน้ามองไปพร้อมกัน เห็นเพียง ‘จ้าวเหนียน’ ในชุดคลุมมังกรวารีสีทองเสด็จมาประทับบนราชบัลลังก์โดยมีขันทีห้อมล้อม ทันทีที่ได้เห็นจ้าวเหนียน หลี่เต้าก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้รู้สึกว่าองค์รัชทายาทที่อยู่เบื้องหน้านี้มีบางอย่างผิดปกติ
อีกด้านหนึ่ง จ้าวเหนียน… ไม่สิ ควรจะเป็นเจียนจื่อเต๋า หรืออาจจะเรียกว่าจ้าวจื่อเต๋า เขานั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรมองดูเหล่าขุนนางทั้งหลาย นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวจื่อเต๋าได้นั่งบนบัลลังก์มังกร ทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมใจอย่างยิ่ง ความรู้สึกของการได้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงส่งเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ที่ยืนอยู่ด้านล่างจะสัมผัสได้เลย แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์อย่างเป็นทางการ แต่ในขณะนี้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ก็ราวกับได้มองเห็นแผ่นดินทั้งหมดของต้าเฉียนแล้ว ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ ทำให้เขาระงับความขุ่นมัวจากความล้มเหลวก่อนหน้านี้ได้ชั่วคราว
บึ้ง! ทันใดนั้น จ้าวจื่อเต๋าก็ตบลงบนบัลลังก์มังกรหนึ่งที
“น้องห้าของข้าตายแล้ว! ตายในเรือนของเขาเอง” จ้าวจื่อเต๋าเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้งแฝงไปด้วยความแค้นเคือง
“ขอองค์รัชทายาททรงทำใจ!” ในชั่วขณะถัดมาเหล่าขุนนางก็พากันประสานมือคำนับพร้อมกล่าว ทันใดนั้นจ้าวจื่อเต๋าพลันเงยหน้าขึ้นมา ใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดกวาดมองขุนนางทั้งหลาย ก่อนจะกัดฟันเอ่ยว่า “ฝ่าบาทประชวร พวกเจ้าว่าข้าควรทำอย่างไรตอนนี้”
หากเป็นการเอ่ยถามโดยจ้าวเหนียนตัวจริง คำถามนี้ย่อมต้องให้เจียนจื่อเต๋าเป็นผู้ตอบ แต่บัดนี้เจียนจื่อเต๋าได้กลายเป็นจ้าวจื่อเต๋าไปแล้ว คำถามนี้จึงมาตกอยู่กับเหล่าขุนนางแทน ด้วยเหตุนี้สายตาของทุกคนจึงมองมาที่หลี่เต้าโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใด ปัญหาการตายขององค์ชายห้าจ้าวเชียวก็ล้วนหนีไม่พ้นหลี่เต้า ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ผู้นี้ ไม่ว่าจะรับผิดชอบหรือจัดการเรื่องนี้ก็ต้องให้หลี่เต้าเป็นผู้เอ่ยปาก
แน่นอนว่าด้วยตำแหน่งและฐานะของหลี่เต้าในยามนี้แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาท้าทายอย่างเปิดเผย พวกเขาจึงได้แต่จ้องมองเท่านั้น ส่วนหลี่เต้าที่กำลังเผชิญกับสายตาของผู้คน เขากลับไม่แสดงอาการใด ๆ ยังคงสงบนิ่ง ราวกับจะบอกว่าข้าไม่รู้สึกอึดอัด พวกเจ้าต่างหากที่อึดอัด
ภายใต้การชี้นำจากสายตาขุนนางทั้งหลาย จ้าวจื่อเต๋าเองก็หันไปมองหลี่เต้าเช่นกัน เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาของจ้าวจื่อเต๋า ทันใดนั้นหลี่เต้าก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยทันที สายตาของทั้งสองฝ่ายปะทะกัน หลี่เต้าไม่หวาดเกรงแม้แต่น้อย ส่วนจ้าวจื่อเต๋าเป็นฝ่ายยอมถอยก่อน
ไม่ได้! เดิมทีจ้าวจื่อเต๋ายังคิดอยู่ว่าจะลงมือกับหลี่เต้าโดยตรงดีหรือไม่ ด้วยเหตุที่ตอนเป็นอัครเสนาบดีนั้น การจัดการโดยตรงนับว่ายุ่งยากนัก จำต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง เดิมทีคิดว่าด้วยตำแหน่งรัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คงจะสามารถทำอะไรตามใจได้ แต่เขาพบว่าตนเองคิดผิด ในขณะที่สบตากับหลี่เต้านั้น เขากลับมีความรู้สึกประหม่าที่ทำให้เขารู้สึกว่าไร้สาระอย่างยิ่ง
จ้าวจื่อเต๋าเติบโตขึ้นมาจากจุดต่ำสุด การที่ก้าวมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะเขาไม่เคยขาดความระแวดระวัง ดังนั้นเขาจึงล้มเลิกความคิดไป หากจะลงมือกับหลี่เต้าในตอนนี้ยังมีตัวแปรอย่างฮ่องเต้อยู่ รอให้ฮ่องเต้ทนไม่ไหวเสียก่อนแล้วค่อยลงมือก็ยังไม่สาย ตามการคาดการณ์ของเขา ฮ่องเต้คงจะทนได้อีกไม่กี่วัน
“อู่อันกง ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดแห่งหน่วยราชองครักษ์ ข้าจะมอบหมายเรื่องของน้องห้าให้เจ้าสืบสวน เจ้าต้องช่วยข้าตามหาคนร้ายให้พบให้ได้” จ้าวจื่อเต๋าออกคำสั่ง เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เต้าก็พยักหน้าด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน