ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 574 แสงสุดท้าย
การเข้าเฝ้าในยามเช้าสิ้นสุดลงแล้ว หลี่เต้าและหยางหลินเดินกลับไปตามเส้นทาง เมื่อนึกถึงคำพูดของจ้าวเหนียน สีหน้าของหลี่เต้าก็ดูประหลาดขึ้นมา ให้เขาที่เป็นฆาตกรมาสืบหาฆาตกร หรือว่าจะให้เขามอบตัวออกไปเสียเอง หลี่เต้าสะบัดศีรษะ สำหรับเขาเรื่องของจ้าวเชียวได้ผ่านไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะติดนิสัยของหลี่ชิงเอ๋อร์ผู้เป็นน้องสาวมาหรือไม่ การที่วันนี้ไม่ได้เห็นเรื่องสนุกในท้องพระโรงจึงทำให้เขารู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงกระแสความไม่สงบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในเมืองหลวง ราวกับว่ามันพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
เวลาผ่านไปอีกสองวันอย่างรวดเร็ว ในช่วงสองวันนี้เมืองหลวงกลับดูเหมือนจะไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นจวนอัครเสนาบดีหรือภายในวังหลวงล้วนแต่เงียบสงบ
ยามราตรี เสียงเคาะประตูได้ดังรัวขึ้นอย่างเร่งรีบ ประตูใหญ่ของจวนอู่อันกงถูกเปิดออกจากด้านใน
“ท่านผู้อาวุโสหยาง ท่าน…” ตรงหน้าหลี่เต้าคือหยางหลินที่สวมชุดสีดำ บนศีรษะมีผ้าคลุม ดูเหมือนจงใจปลอมตัวมา หยางหลินไม่พูดอ้อมค้อม เขากล่าวเสียงต่ำว่า “รีบตามข้าเข้าวังด่วน ฝ่าบาทอาจจะทรงสวรรคตแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ม่านตาของหลี่เต้าก็พลันหดเล็กลง
เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป ณ สวนลึกของวังหลวง ตำหนักเฉียน ทั้งสองคนผ่านด่านตรวจหลายชั้นจนเดินทางมาถึงหน้าตำหนักเฉียน เมื่อพวกเขามาถึง จ้าวจงก็รออยู่ที่หน้าตำหนักเฉียนนานแล้ว
“ท่านไท่ผิงกง ท่านอู่อันกง เชิญทั้งสองท่านตามข้าเข้าด้านในเถิด” จ้าวจงมองซ้ายมองขวาก่อนจะรีบพาทั้งสองคนเข้าไปในตำหนักเฉียน
ในไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงห้องแห่งหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปด้านใน พวกเขาก็เห็นจ้าวจงกำลังยืนอยู่ข้างแท่นบรรทม พอเห็นทั้งสองคน จ้าวจงก็พยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ ไม่นานนักความสนใจของหลี่เต้าและหยางหลินก็ถูกดึงดูดไปที่ร่างบนเตียง หลังจากผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน พวกเขาได้พบกับฮ่องเต้อีกครั้ง แต่ฮ่องเต้ในยามนี้กลับแตกต่างจากฮ่องเต้คนเดิมราวฟ้ากับดิน ยากจะจินตนาการได้ว่าชายร่างผอมแห้งผมขาวโพลนบนเตียงนั้นจะเป็นฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนผู้เคยสง่างามน่าเกรงขามในอดีต แม้จะไม่ต้องใช้พลังลมปราณในการรับรู้ แต่หลี่เต้าก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกใกล้สิ้นลมของฮ่องเต้ กลิ่นอายแห่งความตายกำลังรายล้อมอยู่รอบกายนั้น
จ้าวจงก้มตัวลงก่อนจะกระซิบข้างหูฮ่องเต้เบา ๆ ว่า “ฝ่าบาท ไท่ผิงกงและอู่อันกงมาถึงแล้วพะยะคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เปลือกตาที่ปิดอยู่ของฮ่องเต้ก็พลันกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เนื่องด้วยไม่สามารถขยับตัวได้ตั้งแต่คอลงไป ฮ่องเต้จึงได้แต่เงยหน้าเอ่ยเสียงแผ่วว่า “หยางหลิน…”
“พะยะคะ!” หยางหลินรีบมาที่ข้างเตียงมังกรด้วยดวงตาแดงก่ำ เมื่อเห็นหยางหลินแล้ว ฮ่องเต้ก็ฝืนยิ้มพลางเอ่ยว่า “ตาเฒ่าอย่างเจ้าปกติก็ร่าเริงดีมิใช่หรือ เหตุใดวันนี้จึงร้องไห้กันเล่า”
“ฝ่าบาท…” แม้ว่าหยางหลินจะอายุมากกว่าฮ่องเต้อยู่บ้าง แต่ด้วยนิสัยแล้วเวลาที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน ฮ่องเต้กลับดูเหมือนเป็นผู้อาวุโสมากกว่า อีกทั้งตระกูลหยางก็สนิทสนมกับราชวงศ์มาหลายชั่วอายุคน ดังนั้นทั้งคู่จึงรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฮ่องเต้ถึงเรียกหยางหลินมาในยามวิกฤตเช่นนี้ และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อครั้งที่หยางหลินพูดแทนจวนอันหยวนป๋อ สุดท้ายจึงไม่มีปัญหาใด ๆ เลย
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป เมื่อมาถึงวาระสุดท้ายแล้ว ผู้คนมักจะชอบสนทนากับผู้ที่คุ้นเคยที่สุดในความทรงจำ ดังนั้นฮ่องเต้จึงจับมือหยางหลินเอาไว้แล้วพูดคุยด้วยมากมาย ตั้งแต่เรื่องเล็กจนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นแค่องค์ชายจนกระทั่งได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็ไอออกมาอย่างรุนแรง ใบหน้าที่เดิมทีเขียวซีดพลันเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ จิตใจก็ดูเหมือนจะกระปรี้กระเปร่าขึ้นมามาก เมื่อจ้าวจงเห็นสภาพเช่นนั้นเขาก็จึงรีบเข้าไปจับชีพจรที่ข้อมือของฮ่องเต้ทันที
“ฝ่าบาท…” หลังจากตรวจชีพจรเสร็จ สีหน้าของจ้าวจงก็พลันซับซ้อนขึ้นมาทันที
“พอเถอะ ข้ารู้แล้ว” หยางหลินที่อยู่ด้านข้างก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างเช่นกัน ทว่าฮ่องเต้ไม่ได้ให้โอกาสหยางหลินพูด พระองค์เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าไปก่อนเถอะ ให้ข้าได้พูดคุยกับอู่อันกงสักหน่อย”
“พะยะคะ” หยางหลินเข้าใจดีว่านี่คงเป็นเพราะฮ่องเต้มีเรื่องสำคัญจะพูดกับหลี่เต้า เมื่อนึกถึงความขัดแย้งระหว่างทั้งสองคน สีหน้าของหยางหลินก็เต็มไปด้วยความซับซ้อน หลังจากลุกขึ้นยืนแล้วขณะที่เดินสวนกับหลี่เต้า เขาก็ส่งสายตาให้หลี่เต้า ดูเหมือนจะเข้าใจจึงพยักหน้ารับเบา ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร จากนั้นหยางหลินก็เดินออกไปจากห้องทันที
ในห้องจึงเหลือเพียงแค่ฮ่องเต้ จ้าวจง และหลี่เต้าเท่านั้น หลี่เต้าเดินมาที่หน้าแท่นบรรทมก่อนจะประสานมือคำนับ “ฝ่าบาท”
ฮ่องเต้กล่าวว่า “ในเวลาเช่นนี้ไม่ต้องมากพิธีแล้ว”
“อืม” จากนั้นหลี่เต้าจึงไม่เกรงใจ เขานั่งลงบนเตียงทันที บอกว่าไม่ต้องเกรงใจก็ไม่เกรงใจจริงๆ แต่เมื่อเห็นฮ่องเต้ไม่ได้ว่าอะไร จ้าวจงก็ย่อมไม่ก่อเรื่องให้ยุ่งยาก
ฮ่องเต้เอ่ยปากว่า “อู่อันกง เราจะเชื่อใจเจ้าได้หรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบคำถามว่า “น่าจะได้พะยะคะ”
ฮ่องเต้ “…” คำตอบที่คลุมเครือเช่นนี้ทำให้ฮ่องเต้ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อในทันที แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วดูเหมือนเขาจะไม่มีทางเลือกอื่น ฮ่องเต้พยักหน้า “เราเลือกที่จะเชื่อใจเจ้า”
หลี่เต้ากล่าว “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงไว้วางพระทัย”
“จ้าวจง” ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็ได้ส่งเสียงเรียกขึ้น จ้าวจงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อหยิบสิ่งหนึ่งออกมา เมื่อหลี่เต้าเหลือบมองดูก็พบว่ามันเป็นราชโองการ
“นี่คือ…”
“คืออย่างที่เจ้าเห็น นี่คือราชโองการ”
“ฝ่าบาททรงอย่าเสียเวลาเลย” ใกล้จะตายอยู่แล้วแต่ยังมีเวลามาหยอกล้อเขาอีก ฮ่องเต้ผู้นี้ช่างทำตัวไม่เหมาะสมเอาเสียเลย ฮ่องเต้ดูจะพึงพอใจกับปฏิกิริยาของหลี่เต้า จึงอธิบายใหม่ว่า “นี่คือราชโองการสละราชสมบัติ”
ราชโองการสละราชสมบัติ? หลี่เต้าเผยสีหน้าตกใจออกมา “เหตุใดฝ่าบาทจึงให้กระหม่อมดูสิ่งนี้พะยะคะ?”
“เราต้องการให้เจ้าช่วยเหลือเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องใดหรือพะยะคะ?”
“ช่วยข้าอ่านราชโองการต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย”
“หืม?” หลี่เต้าเอ่ยตามตรงว่า “ฝ่าบาท เรื่องนี้ดูจะไม่เหมาะสมกระมัง การอ่านพระราชโองการไม่ควรจะเป็น…” หลี่เต้าเหลือบมองไปทางจ้าวจงที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง ไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใดเขาก็ไม่ใช่คนที่เหมาะสมในการอ่านพระราชโองการ
ดูเหมือนฮ่องเต้จะเดาความคิดของหลี่เต้าได้ จึงกล่าวอีกว่า “ครั้งนี้แตกต่างออกไป จำเป็นต้องให้เจ้ามาช่วย”
“มีอะไรแตกต่างหรือพะยะคะ”
“เรื่องเช่นนี้รอให้เจ้าประกาศต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย เจ้าก็จะรู้เอง”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของฮ่องเต้ หลี่เต้าก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเขาจะพยักหน้าตอบ “กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะคะ” อันที่จริงหลี่เต้าเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกันว่าฮ่องเต้จะส่งมอบบัลลังก์ให้ผู้ใด เขาไม่เชื่อว่าฮ่องเต้จะไม่รู้ถึงกลอุบายต่างๆ ของจวนอัครเสนาบดี ดังนั้นจะต้องมีเรื่องน่าสนใจซ่อนอยู่เบื้องหลังแน่
เมื่อเห็นหลี่เต้าตอบตกลงแล้ว ฮ่องเต้ก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “ยังมีอีกประการหนึ่ง ขณะอ่านราชโองการ องค์ชาย เชื้อพระวงศ์ รวมถึงขุนนางทั้งหลายต้องอยู่กันอย่างพร้อมหน้า ห้ามขาดแม้แต่ผู้เดียว”
หลี่เต้ามองดูฮ่องเต้ที่กำลังจะสิ้นใจแล้วเอ่ยว่า “องค์ชายห้า…”
“ไม่จำเป็นต้องนับรวมเขา” หลี่เต้าจ้องมองฮ่องเต้ที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย แม้จะนอนป่วยติดเตียงแต่เกรงว่าเรื่องราวภายนอกทั้งหมดพระองค์คงทรงทราบดี
หลี่เต้าพยักหน้าแล้วจู่ ๆ เขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมยังมีข้อสงสัยอีกประการ”
“เรื่องใดหรือ?”
“ปกติฝ่าบาททรงโปรดปรานองค์หญิงหมิงเยว่มากที่สุด แต่วันนี้ไฉนจึงไม่เห็นเล่า”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของฮ่องเต้ก็พลันแข็งค้างไป ก่อนจะเอ่ยเสียงพึมพำว่า “ให้นางยังคงเดินทางอย่างเงียบ ๆ จะดีกว่า”