ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 575 ฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ พลังมังกรสลาย
หลังจากที่เอ่ยประโยคสุดท้ายจบ สีหน้าของฮ่องเต้ก็ยิ่งดูย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
“แคก แคก!”
ทันใดนั้น เสียงไออย่างรุนแรงก็ดังออกมาจากปากของฮ่องเต้อีกครั้ง
“ฝ่าบาท!”
เมื่อจ้าวฉงเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปใกล้ทันที แต่ทันทีที่จ้าวฉงเข้าใกล้ฮ่องเต้ จู่ ๆ ก็มีคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวปะทุออกมาจากรอบตัวฮ่องเต้ จนผลักให้จ้าวฉงกระเด็นออกไปด้วยพลังที่ไม่อาจต้านทานได้
ชั่วพริบตาถัดมา เสียงคำรามของมังกรที่สั่นสะเทือนฟ้าดินก็ดังขึ้นจากร่างของฮ่องเต้ เสียงคำรามของมังกรได้ดังก้องไปทั่ว แผ่ขยายออกไปจากตำหนักเฉียน ทันใดนั้นบนท้องฟ้าใต้แสงจันทร์ก็เริ่มแปรปรวน เมฆดำลอยมาบดบัง หลี่เต้ามองไปที่แท่นบรรทม ทั่วร่างของฮ่องเต้ได้ถูกแสงสีทองเข้มข้นห่อหุ้มเอาไว้
ยังไม่ทันที่เขาและจ้าวฉงจะได้ตอบสนอง แสงสีทองนั้นก็พุ่งทะลุออกจากร่างอย่างรวดเร็ว พุ่งตรงขึ้นไปยังเบื้องบน ในความพร่าเลือน หลี่เต้าเห็นมังกรทองตัวหนึ่งลอยออกมาจากร่างของฮ่องเต้พร้อมกับแสงสีทอง ในเวลาเดียวกัน เหนือตำหนักเฉียน มังกรทองแห่งชะตาในแสงสีทองนั้นเมื่อมันได้พบกับสายลม ร่างก็ขยายใหญ่ขึ้น ขดร่างยาวร้อยจั้งอยู่เหนือตำหนักเฉียน ดวงตามังกรเปิดกว้าง มันกวาดมองไปทั่วทุกทิศราวกับกำลังรับรู้บางสิ่ง
ทันใดนั้น สายตาของมันก็มองไปยังสองทิศทางสลับกัน
ชั่วขณะถัดมา เสียงคำรามของมังกรก็ดังขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองพลันปรากฏขึ้นทั่วร่างมังกรทอง ย้อมท้องฟ้าเหนือวังหลวงทั้งหมดให้กลายเป็นสีทองฟิว เมื่อแสงสีทองนั้นได้ระเบิดออก มันก็แยกตัวออกเป็นสองกลุ่ม พุ่งไปคนละทิศทางแล้วหายลับไปในราตรีกาล
สำนักโหรหลวง ไป่อวิ๋นเปียนที่กำลังบำเพ็ญอยู่ได้ลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หลังจากนับนิ้วคำนวณดูแล้ว สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปในทันที เขารีบลุกขึ้นจากเบาะรองนั่ง แปรแกนเป็นสายลมบางเบาแล้วหายวับไปจากในห้องทันที
ภายในตำหนักเฉียน จ้าวฉงและหลี่เต้าไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก ความสนใจของพวกเขาทั้งหมดล้วนจดจ่ออยู่ที่ร่างของฮ่องเต้บนเตียง
หลังมังกรทองตนนั้นจากไป ดูเหมือนมันจะพาเอาพลังทั้งหมดของฮ่องเต้ไปด้วย ร่างกายของเขาทรุดโทรมลงในพริบตา ในการรับรู้ของหลี่เต้าตอนนี้ ร่างของฮ่องเต้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ลมหายใจอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ราวกับเปลวเทียนกลางสายลม อาจดับมอดลงได้ทุกเมื่อ ฮ่องเต้พยายามลืมตาขึ้น เขาพึมพำว่า “สบายแล้ว ต่อจากนี้ก็ขอฝากทุกอย่างไว้กับพวกเจ้า”
“ฝ่าบาท”
จ้าวฉงเข้าใจดีว่าตอนนี้ไม่มีหนทางเยียวยาได้แล้ว ในขณะนี้หลี่เต้าจ้องมองฮ่องเต้พลางขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ชั่วครู่ต่อมา พลังชีวิตสุดท้ายของฮ่องเต้ก็ดับวูบลง ดวงตาที่เปิดอยู่ก็ค่อย ๆ หลับลง ท่ามกลางความทรงจำ เมื่อเห็นภาพนั้นหลี่เต้าก็พึมพำกับตัวเองว่า “ช่างเถอะ เห็นแก่หน้าเสี่ยวอวี่เอ๋อร์”
เขาพลันแบมือออก จากนั้นพลังปราณโลหิตอันเข้มข้นก็ได้ก่อตัวหลอมรวมขึ้นในมือของเขา ไม่นานมันก็กลายเป็นหยกโลหิตก้อนหนึ่ง จากนั้นเขาก็เดินไปที่ด้านหน้าของฮ่องเต้แล้วยื่นมือออกไปทันที
“อูอันกง ท่านจะทำอะไร!”
พอจ้าวฉงเห็นภาพนั้น เขาก็รีบออกมาขวางไว้ทันที ในสายตาของเขาหลี่เต้ากำลังจะลบหลู่ร่างมังกร
“หากขวางข้า พระองค์ก็จะตายจริงๆ แล้ว” หลี่เต้าเอ่ยปากตอบ
“อะไรนะ!” ทันใดนั้น ดวงตาของจ้าวฉงก็พลันเปล่งประกายขึ้นมา “ท่านสามารถช่วยฝ่าบาทได้!”
“ข้าไม่อาจกล่าวว่าช่วยได้ เพียงแต่จะลองดู”
ตึง!
ในชั่วพริบตาถัดมา จ้าวฉงก็พลันคุกเข่าลงกับพื้นทันที เขาโขกศีรษะคำนับพลางกล่าวว่า “อูอันกง หากท่านสามารถช่วยฝ่าบาทได้ ชีวิตของข้าผู้นี้ก็เป็นของท่าน”
“ข้าจะเอาชีวิตท่านไปทำอะไรกัน”
ต้องบอกว่าจ้าวฉงนั้นสมควรกับที่ฮ่องเต้พระราชทานนามให้จริงๆ แม้ว่าฮ่องเต้จะสิ้นพระชนม์แล้วแต่ก็ยังคงจงรักภักดีเช่นนี้ หลี่เต้าไม่ได้สนใจจ้าวฉงอีก เมื่อไม่มีคนขวางทางแล้ว เขาก็รีบมาถึงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที
เมื่อมองเห็นฮ่องเต้ที่กำลังหลับตาอยู่ หลี่เต้าก็คิดในใจว่า ‘หากปล่อยให้คนผู้นี้ตายไปอย่างสงบเช่นนี้ มันง่ายเกินไป’ ฮ่องเต้ยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา อย่างน้อยก็ต้องรอให้เขากับเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ได้รู้ความจริง และเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเสียก่อน ถึงตอนนั้นฮ่องเต้จะตายอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องสนใจแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องระบายความอัดอั้นในใจออกมาให้ได้ ว่าแล้วหลี่เต้าก็ไม่รอช้า เขาใช้มือง้างปากฮ่องเต้ แล้วยัดหยกโลหิตเข้าไปอย่างไม่เกรงใจทันที
แน่นอนว่าเขาไม่กล้าให้ฮ่องเต้กลืนหยกโลหิตลงไป ร่างกายที่อ่อนแอของอีกฝ่ายไม่อาจรับพลังที่อยู่ภายในหยกโลหิตได้ ปล่อยให้ฮ่องเต้ดูดซับพลังที่แผ่ออกมาจากหยกโลหิตตามธรรมชาติจะดีกว่า หากกลืนลงไปฮ่องเต้อาจจะได้รับผลกระทบจากเจตจำนงที่อยู่ในหยกโลหิต เมื่อถึงตอนนั้นถ้าหากได้รู้ตัวตนของหลี่เต้าแล้วเกิดการต่อต้านพลังปราณโลหิตจนโมโหตายขึ้นมาจะทำอย่างไร ฮ่องเต้จะตายด้วยน้ำมือใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่มือของเขา อย่างไรเสียชายชราผู้นี้ก็มีสถานะเป็นท่านปู่ของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ เขาไม่อยากสั่งสอนบุตรสาวของตนในทางที่ผิด
เมื่อหยกโลหิตเข้าสู่ปากแล้ว พลังปราณโลหิตก็เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างของฮ่องเต้ในพริบตา จากนั้นพลังชีวิตที่อยู่ในพลังปราณโลหิตก็ได้เริ่มบำรุงร่างกายของฮ่องเต้ที่ก่อนหน้านี้ใกล้จะแตกสลายแล้ว เห็นได้ชัดว่าสีหน้าซีดเซียวของฮ่องเต้ค่อย ๆ กลับมามีสีเลือดฝาดขึ้น เมื่อเห็นเช่นนี้หลี่เต้าก็ขมวดคิ้ว
เพราะเขาพบว่าร่างกายของฮ่องเต้เพียงแค่กำลังฟื้นฟูเท่านั้น แต่เปลวไฟแห่งพลังชีวิตกลับยังไม่ถูกจุด ราวกับว่ายังขาดบางสิ่งไป ขาดอะไรกันนะ…
ทันใดนั้น หลี่เตาก็พลันนึกบางอย่างขึ้นได้ จากนั้นเขาก็ดึงตัวจ้าวฉงเข้ามากระซิบบางอย่างข้างหู ฟังไปฟังมา จ้าวฉงก็เบิกตากว้าง ก่อนจะหันขวับมามองหลี่เต้าด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“อูอันกง ท่านกล้าให้ข้าลบหลู่ฝ่าบาทหรือ!”
ภายใต้ความผันผวนทางอารมณ์ที่รุนแรงของจ้าวฉง เขารอบปลดปล่อยพลังเทพมนุษย์ออกมา เมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันของเทพมนุษย์ที่น่าสะพรึงกลัวดุจห้วงเหว หลี่เต้ากลับรู้สึกเหมือนมีสายลมอ่อนโยนพัดผ่านใบหน้าเท่านั้น หลี่เต้ากล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “ข้าได้ทำสิ่งที่ควรทำไปหมดแล้ว และสิ่งที่ควรพูดก็ได้พูดไปแล้ว ส่วนท่านจะยอมรับหรือไม่ก็เป็นเรื่องของท่าน”
“แต่ก็อย่าหาว่าไม่เตือนนะ แม้ว่าการรักษาสภาพร่างกายไว้เช่นนี้นาน ๆ จะไม่มีปัญหาใด แต่ข้าไม่กล้ารับรองเรื่องจิตวิญญาณ ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าใด โอกาสที่จะฟื้นก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น”
“อืม… เหมือนที่เกิดกับองค์ชายห้านั่นแหละ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น พลังทั้งหมดบนร่างของจ้าวฉงก็พลันมลายหายไปในพริบตา สำหรับขันทีจ้าวฉงผู้นี้ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยของฮ่องเต้ จ้าวฉงถามด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ท่านไม่ได้กำลังหลอกข้าใช่หรือไม่?”
หลี่เต้าตอบอย่างจริงจัง “นี่คือประสบการณ์นับพันปีที่มีคนรวบรวมเอาไว้”
จากนั้นจ้าวฉงก็จ้องหลี่เต้าอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงขรึมว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าจะเชื่อท่านอูอันกงสักครั้ง หากข้ารู้ว่าท่านกำลังลบหลู่ฝ่าบาท ข้าจะยอมแลกชีวิตเพื่อเอาเรื่องกับท่านอูอันกงให้ได้”
หลังจากตัดสินใจแล้ว จ้าวฉงก็สูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ยว่า “ท่านอูอันกง ขอให้ท่านถอยออกไปสักครู่ได้หรือไม่”
หลี่เต้าส่ายหน้า “ไม่ได้ ข้าต้องคอยดูแลความปลอดภัยของฝ่าบาท”
เมื่อเห็นหลี่เต้าทำหน้าจริงจัง จ้าวฉงก็รู้ว่าตนเองพูดอะไรไม่ได้อีก จ้าวฉงหันไปมองฮ่องเต้ที่กำลังหลับตาอยู่บนแท่นบรรทม ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา “ฝ่าบาท ขออภัยที่กระหม่อมต้องล่วงเกินพะยะค่ะ”
หลังจากนั้นพอหลี่เต้าเห็นการกระทำของจ้าวฉง เขาก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย เพราะภาพที่เห็นนั้นช่างเสียดตาเหลือเกิน แต่ไม่นานนักเขาก็ทำใจได้ นี่คือการแก้แค้นของเขา จะยอมพลาดได้อย่างไร น่าเสียดายที่โลกใบนี้ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่อย่างนั้นรอให้ฮ่องเต้มีโอกาสตื่นขึ้นมาก่อน แล้วให้เขาได้ดูสักครั้งคงจะสนุกยิ่งกว่านี้