ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 621 ความจริง
“ลงโทษเพียงเจ้างั้นหรือ?”
หลี่เต้ามองไปยังถนนที่พังทลายและซากศพที่เกลื่อนกลาดบนพื้น แม้ว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูจะมาได้ทันท่วงที แต่ก็ยังมีผู้บริสุทธิ์มากมายที่ต้องตายอย่างอนาถภายใต้คมดาบของโจรสลัด จากนั้นเขาก็หันกลับมาถาม “บอกมา เหตุใดทหารรักษาการณ์จึงไม่อยู่ที่นี่ แล้วประตูเมืองแตกได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ เหล่าขุนนางก็ต่างสะดุ้งเฮือก
ใช่แล้ว ประตูเมืองจะแตกได้อย่างไรกัน ภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย ร่างของทหารรักษาการณ์ก็สั่นเทาหนักขึ้นเรื่อยๆ ความกดดันในใจก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
“เจ้าพูดความจริงอาจจะได้ตายอย่างสบาย มิเช่นนั้น…”
คำพูดของหลี่เต้าเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐล้มลง ทำให้ทหารรักษาการณ์ต้องล้มลง
โผละ!
ทันใดนั้น ยังไม่ทันที่ทหารรักษาการณ์จะได้เอ่ยปากอะไร จู่ๆ เขาก็ถูกฝ่ามือหนึ่งตบลงบนกระหม่อมอย่างแรง ทำให้สิ้นใจตายคาที่ทันที เมื่อเห็นดังนั้น สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่เจ้าของฝ่ามือ
“ท่าน… ท่านเจ้าเมือง…”
เมื่อเห็นชัดแล้ว รองเจ้าเมืองก็พึมพำอย่างตะกุกตะกัก ส่วนขุนนางที่เหลือต่างตกตะลึง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เมื่อเผชิญกับสายตาของคนเหล่านี้ เหยียนซื่อไหยังคงรักษาสีหน้านิ่งสงบเอาไว้
เขาเอ่ยด้วยเสียงทุ้มว่า “ท่านใต้เท้า ผู้ที่บกพร่องต่อหน้าที่เช่นนี้ ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดจาด้วย”
ในหมู่ขุนนางจะมีคนโง่สักกี่คนกัน ใครๆ ก็เห็นว่าเหยียนซื่อไหมีพิรุธ ชัดเจนว่าเป็นการฆ่าปิดปาก แต่นำกลับไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรงๆ ประการแรก ทหารรักษาการณ์บกพร่องต่อหน้าที่จริง สมควรตาย ประการที่สอง เหยียนซื่อไหในฐานะเจ้าเมืองซานไห ย่อมมีอำนาจจัดการกับทหารรักษาการณ์ได้
ส่วนเรื่องที่ว่าเขามีพิรุธหรือไม่นั้น ในเมื่อไม่มีหลักฐานชัดเจน ก็ไม่อาจจะพูดอะไรได้ เหล่าขุนนางต่างเม้มริมฝีปากไม่พูดจา ได้แต่จับจ้องมองไปที่หลี่เต้า พวกเขาต่างรอชมว่าท่านขุนนางจากราชสำนักผู้นี้จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร หลี่เต้ามองเหยียนซื่อไหด้วยสีหน้ายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แล้วจู่ๆ ก็ค่อยๆ กล่าวว่า “ท่านเจ้าเมืองเหยียน นี่ยอดเรียกว่าการสารภาพโดยไม่ต้องสอบสวนหรือไม่?”
เหยียนซื่อไหทำสีหน้าจริงจัง “ใต้เท้า ข้าน้อยไม่เข้าใจความหมายของท่าน”
หลี่เต้ายิ้มพลางเอ่ยเสียงเบา “เจ้าคิดว่าในเมื่อไม่มีพยานหลักฐาน เรื่องนี้ก็จะจบแล้วกระนั้นหรือ?”
เหยียนซื่อไหไม่ตอบคำ ดูเหมือนจะยอมรับโดยนัย หลี่เต้าจึงกล่าวอีกว่า “แต่ดูเหมือนเจ้าจะตัดสินผิดพลาดไปเรื่องหนึ่ง”
เหยียนซื่อไหพลันเงยหน้าขึ้นมาทันที “ใต้เท้าต้องการจะบอกอะไร?”
หลี่เต้าเงยหน้าพลางเอ่ยเสียงเบาว่า “เพียงแค่ความสงสัย สำหรับข้าก็เพียงพอแล้ว”
“ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าตัดสินว่าเป็นเจ้า ต่อให้เจ้าถูกใส่ร้าย ก็ต้องเป็นเจ้าอยู่ดี”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเหยียนซื่อไหก็พลันเปลี่ยนไปในทันที อย่าได้สงสัยในอำนาจของขุนนางขั้นหนึ่งว่ามีมากเพียงใด ยิ่งเป็นผู้ที่ทางเมืองหลวงส่งมาด้วยแล้วนั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่ขุนนางป๋อในเขตห่างไกลเช่นเขาจะต่อกรได้ ในตอนนั้นเอง พวกทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูก็กลับมา
“หัวหน้า พวกข้าจับปลาตัวเล็กได้ตัวหนึ่ง”
จางเมิ่งจับร่างเตี้ยคนหนึ่งเอาไว้ในมือพลางกล่าวว่า “เจ้าหนูคนนี้มีพิรุธ แอบซุ่มอยู่นอกประตูเมือง ข้าเห็นว่าผิดปกติ จึงได้นำตัวกลับมา”
เมื่อมองเห็นร่างเตี้ยเล็กนั้นได้ชัดเจนแล้ว สีหน้าของเหยียนซื่อไหก็แปรเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจยิ่ง หลี่เต้าถามขึ้นว่า “ท่านเจ้าเมืองเหยียน รู้จักมันหรือไม่?”
เหยียนซื่อไหส่ายหน้าทันที “ไม่รู้จัก”
หลี่เต้าพยักหน้า “ในเมื่อท่านเจ้าเมืองไม่รู้จัก เช่นนั้นก็ฆ่ามันเสีย”
จางเมิ่งพลันชะงักไปครู่หนึ่ง แต่พอได้สติแล้ว เขาก็ชักดาบออกมาทันที ทันใดนั้น ร่างเตี้ยเล็กก็ดิ้นรนพลางตะโกนว่า “เหยียนซื่อไห เจ้าจะทำร้ายข้าเช่นนี้ไม่ได้ พวกเราวางแผนร่วมกันมาชัดๆ!”
เมื่อเสียงพูดนั้นจบลง ดาบในมือของจางเมิ่งก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ จากนั้นสายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่เหยียนซื่อไหอีกครั้ง หลี่เต้ามีสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม ราวกับจะบอกว่า นี่หรือที่บอกว่าไม่รู้จักกัน?
เมื่อคนแคระเผชิญกับสายตาที่ต้องการจะฆ่าของเหยียนซื่อไห เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าสถานการณ์ดูจะไม่ชอบมาพากล ดูเหมือนคนพวกนี้จะไม่ใช่คนของเหยียนซื่อไห…
และในชั่วขณะนั้น เขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมบรรดาลูกน้องของตนถึงถูกสังหาร หลี่เต้าเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า “ท่านเจ้าเมืองเหยียน ยังมีอะไรจะกล่าวอีกหรือไม่?”
เช่นเดียวกับทหารรักษาการณ์คนก่อน เหยียนซื่อไหเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ทว่าในชั่วพริบตาถัดมา เหยียนซื่อไหก็พลันลงมือ เห็นเพียงร่างของเขาพุ่งเข้ามาอยู่ข้างกายหลี่เต้า พร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งทำทางงอนิ้วเป็นกรงเล็บจิกเข้าที่ลำคอของหลี่เต้า
จากนั้นเขาก็กวาดตามองไปยังทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูทั้งหลาย พลางกัดฟันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “สั่งให้ทหารของเจ้าให้อยู่นิ่งๆ มิเช่นนั้นข้าจะฆ่าเจ้าเสีย”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้านี้ เหล่าทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูก็ต่างพากันตกอยู่ในความเงียบ จางเมิ่ง “0.0?”
เสวี่ยปิง “0.0!”
เว่ยอวิ๋นเบือนหน้าหนีเงียบๆ อย่างไม่กล้ามอง มุมปากเขากระตุกไม่หยุด หลิวเหนิงแอบชูนิ้วโป้งขึ้นอย่างลับๆ สีหน้าเหมือนกำลังมองวีรบุรุษอยู่
จ้าวถงกัดฟันแน่น ใบหน้าแดงก่ำ พยายามบีบต้นขาตัวเองสุดแรง อีกด้านหนึ่ง เหล่าขุนนางที่เหลือในเมืองซานไหต่างรู้สึกร้อนใจ ล้อกันเล่นหรือไร การกระทำของเหยียนซื่อไหครั้งนี้ ไม่เพียงแต่บีบชีวิตของท่านขุนนางราชสำนักไว้ในมือเท่านั้น แต่ยังบีบชีวิตของพวกเขาทั้งหมดไว้ในมือด้วย หากเกิดเรื่องกับหลี่เต้าขึ้นมา แม้แต่นิดเดียว พวกเขาก็คงไม่เหลืออะไรเช่นกัน
“ท่านเจ้าเมือง โปรดใจเย็นก่อน มีอะไรก็พูดจาดีๆ”
“รีบปล่อยท่านขุนนางเถิด ท่านอย่าได้ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้”
“ท่านเจ้าเมือง เปลี่ยนไปจับตัวคนอื่นเถิด ท่านทำแบบนี้ข้าข้ากลัว”
เมื่อได้ยินเสียงของผู้คนกลุ่มนั้น เหยียนซื่อไหก็เอ่ยขึ้นว่า “หุบปากให้หมด พวกเจ้าจะเข้าใจอะไรกัน”
เขาเหลือบมองไปทางหลี่เต้าพลางกล่าวว่า “ท่านอย่าได้โทษข้าเลย หากจะโทษก็โทษที่ท่านมาไม่ถูกเวลาเถิด”
“หากท่านมาช้ากว่านี้อีกวัน เรื่องเช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”
หลี่เต้าที่กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย ได้ถามขึ้นอย่างใจเย็นว่า “เจ้าเมืองเหยียน บอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงทำเช่นนี้?”
“เหตุใดงั้นหรือ? มาถึงตอนนี้แล้ว เหยียนซื่อไหก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก จึงกล่าวตรงๆ ว่า “ก็เพื่อจะออกไปจากสถานที่ผีสางที่แม้แต่นกก็ยังไม่มีนี้อย่างไรเล่า”
เขารู้สึกว่าการที่ชีวิตของหลี่เต้าอยู่ในมือตนนั้นปลอดภัยดี เหยียนซื่อไหจึงถือโอกาสนี้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นมานาน
ไม่นานนักทุกคนก็เข้าใจสาเหตุจากคำพูดของเหยียนซื่อไห
เหยียนซื่อไหเบื่อหน่ายเมืองซานไหมานานแล้ว เขาต้องการไต่เต้าขึ้นไปและออกไปจากที่นี่ แต่เขาไม่อาจจากไปได้ เพราะไม่มีทั้งผลงานและผู้อุปถัมภ์
ทันใดนั้น หลี่เต้าได้พูดแทรกขึ้นมาว่า “มีคนบอกว่าแคว้นหมู่เกาะยอมจำนนและต้องการเข้าร่วมกับต้าเฉียน เหตุใดจึงยังมีโจรสลัดอยู่มากมายเช่นนี้”
ทูตจากแคว้นหมู่เกาะยังไม่ได้กลับไป ตามหลักการแล้ว คนจากแคว้นหมู่เกาะควรจะสงบเสงี่ยมลง เหยียนซื่อไหรีบให้คำตอบต่อคำถามนี้
“คำพูดเช่นนี้มีแต่พวกขุนนางในเมืองหลวงเท่านั้นที่จะเชื่อ หากได้สัมผัสกับพวกมันจริงๆ และเข้าใจธาตุแท้ของพวกมัน พวกเจ้าก็คงไม่กล้าพูดจาไร้เดียงสาเช่นนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็แสดงท่าทีเข้าใจ จากนั้นเหยียนซื่อไหก็ได้เผยความตั้งใจที่แท้จริงของตนออกมา เขาร่วมมือกับโจรสลัดก็เพื่อจะทะลวงขั้นวรยุทธของตน ตอนนี้วรยุทธของเขาอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุด ในความคิดของเขาแล้ว หากสามารถบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ได้ เขาก็จะมีคุณสมบัติพอที่จะเจรจาต่อรองกับราชสำนักเพื่อย้ายออกจากที่นี่
แต่การบรรลุถึงระดับปรมาจารย์นั้นยากยิ่งนัก โดยเฉพาะสำหรับคนที่บำเพ็ญเพียรอย่างซื่อตรงและไม่ได้เป็นอัจฉริยะอย่างเขา หากทำผิดพลาดขึ้นมา นอกเหนือจากความพยายามที่ผ่านมาจะสูญเปล่าแล้ว ยังอาจเอาชีวิตตัวเองเป็นเดิมพันอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงคิดจะใช้มือของโจรสลัดในการปล้นสะดมตระกูลร่ำรวยในเมืองซานไห เพื่อนำสิ่งของที่ปล้นมาได้ไปแลกเปลี่ยนกับทรัพยากรในการบำเพ็ญ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ พอเขาเพิ่งตกลงกันเสร็จ หลี่เต้าก็มาถึงเมืองซานไหเสียแล้ว