ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 622 การข่มขู่
หลังจากที่เหยียนซื่อไหอธิบายเหตุผลของตนเองจบ หลี่เต้าก็ถามว่า “เช่นนั้นเจ้าเมืองเหยียนตอนนี้คิดจะทำอย่างไรหรือ? คงไม่ใช่จะจับตัวข้าไว้แบบนี้ตลอดไปกระมัง”
สีหน้าของเหยียนซื่อไหแสดงความลังเลเล็กน้อย แต่ก็กลับมามั่นคงอย่างรวดเร็ว เขาเอ่ยปากว่า “คงต้องรบกวนให้ติดตามข้าไปยังแคว้นหมู่เกาะสักหน่อย”
“แคว้นหมู่เกาะ?” หลี่เต้าถาม “เจ้าคิดจะทรยศแผ่นดินไปเข้าร่วมกับแคว้นหมู่เกาะงั้นหรือ?”
เหยียนซื่อไหแค่นเสียงเย็นชา “มีอะไรที่ทำไม่ได้เล่า อย่างไรเสียหลังจากเรื่องนี้แล้ว ต้าเฉียนก็คงไม่มีที่ให้ข้ายืน”
“แต่วางใจได้ ด้วยฐานะและตำแหน่งของเจ้า คนในแคว้นหมู่เกาะคงไม่ฆ่าท่านหรอก มีความเป็นไปได้มากว่าจะใช้เจ้าแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับทางราชสำนัก เพราะดูเหมือนพวกเขาจะเจรจากับต้าเฉียนล้มเหลว”
เรื่องที่แคว้นหมู่เกาะส่งทูตมายังเมืองหลวงนั้น เขาเองก็รู้เรื่อง ในเมื่อมีการส่งคนมาปราบโจรเช่นนี้ จึงเดาได้ไม่ยากว่าการเจรจาคงไม่ราบรื่น
“พาข้าไปแคว้นหมู่เกาะ?”
หลี่เต้าเอ่ยเสียงเบา “เช่นนั้นคงไม่ค่อยดีกระมัง”
“อย่าพูดมาก!”
เหยียนซื่อไหตวาดด้วยแววตาดุดัน “ตอนนี้ทุกอย่างเป็นความผิดของเจ้า ถ้าไม่ไปก็ต้องตาย อย่างไรเสียข้าก็แค่ขุนนางขั้นป๋อธรรมดา การได้ลากตัวขุนนางขั้นหนึ่งอย่างเจ้าไปด้วยก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”
“อย่าๆ…”
ทันใดนั้น หลี่เต้าพลันยกมือทั้งสองข้างขึ้นแล้วพูดอย่างยอมจำนน “ข้าจะไปกับเจ้าก็ได้”
“หึ” เหยียนซื่อไหแค่นเสียงเบาๆ “อย่างนี้ค่อยดูเข้าท่าหน่อย”
ในสายตาของเขา หลี่เต้าอายุยังน้อยแต่กลับได้เป็นขุนนางขั้นหนึ่ง คงไม่ใช่ได้ตำแหน่งมาด้วยความสามารถของตัวเอง ในความคิดของเขานั้น เมืองหลวงก็เป็นเพียงสนามประลองชื่อเสียงและผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ หลี่เต้าคงอาศัยบารมีของตระกูลถึงได้มีตำแหน่งเช่นนี้ ดังนั้นการที่รักชีวิตกลัวตายจึงเป็นเรื่องธรรมดา เขาเลยไม่สงสัยอะไรมากนัก เหยียนซื่อไห ‘ข่มขู่’ หลี่เต้าก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ แล้วสั่งกองทัพหมาป่าผู่ถูว่า “พวกเจ้าหลีกทางให้ข้า เปิดเส้นทางออก”
เมื่อได้ยินดังนั้น เว่ยอวิ๋นและคนอื่นๆ ก็ต่างมองไปที่หลี่เต้า หลี่เต้าเองก็พูดหน้าตาเฉยว่า “ยังยืนเหม่ออยู่ทำไม รีบหลีกทางเร็วเข้า”
ทุกคน “…”
ในเมื่อเห็นหัวหน้าของตนเองพูดเช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะทำอะไรได้?
แน่นอนว่าต้องแสดงต่อไป ดังนั้นทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายจึงเปิดทางให้เหยียนซื่อไหทันที
“ท่านเจ้าเมืองเหยียน! ท่านเจ้าเมืองเหยียน! ยังมีข้าอีกคน อย่าลืมข้า!”
ในตอนนั้นเอง คนแคระที่ถูกจางเมิ่งจับเอาไว้ได้เริ่มดิ้นรนขัดขืนและร้องตะโกนขึ้นมา เมื่อมองดูคนแคระผู้นั้น ดวงตาของเหยียนซื่อไหก็ฉายแววรังเกียจออกมา ในความคิดของเขา การที่เขาถูกบีบให้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากคนแคระผู้นี้ด้วย คนแคระดิ้นรนพลางกล่าวว่า “หากท่านต้องการไปแคว้นหมู่เกาะเพียงลำพัง ก็ย่อมไม่สะดวก พาข้าไปด้วยเถิด หากพาข้าไปด้วย ข้าจะช่วยให้ท่านได้พบกับองค์ราชาอย่างราบรื่น”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าของเหยียนซื่อไหก็ฉายแววลังเลออกมา ก็จริง การที่เขาในฐานะคนต้าเฉียนจะติดต่อกับคนพวกนั้นคงไม่ราบรื่นเท่าไหร่ หากได้พาคนของพวกนั้นไปด้วยก็จะสะดวกกว่ามาก ดังนั้น…
“ปล่อยเขาด้วย!”
เหยียนซื่อไหสั่งการไปทางจางเมิ่ง จางเมิ่งแสดงสีหน้า ‘ไม่เต็มใจ’ แต่ก็จำต้องปล่อยมือจากร่างเตี้ยนั้นอย่างจำยอม
ทันทีที่ร่างเตี้ยถูกปล่อยลง มันก็วิ่งไปอยู่ข้างกายเหยียนซื่อไหทันที
“ขอบคุณท่านเจ้าเมืองเหยียนมาก”
เหยียนซื่อไหจ้องเขม็ง “อย่าพูดมาก รีบออกจากที่นี่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ดังนั้น เหยียนซื่อไหจึง ‘บังคับ’ หลี่เต้าให้เดินผ่านกลางกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายไป แล้วมุ่งหน้าออกนอกเมืองซานไห เมื่อเหล่าทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูเห็นเช่นนั้น พวกเขาก็ได้แต่เดินตามไปห่างๆ
แน่นอนว่าเหล่าขุนนางเมืองซานไหก็รีบติดตามไปด้วย หากหลี่เต้าเป็นอะไรไป พวกเขาก็ไม่มีใครหนีรอดไปได้ เมื่อออกจากเมืองซานไหแล้ว ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือความทรุดโทรม จะว่าทรุดโทรมก็ไม่ถูกนัก ควรเรียกว่ายากจนข้นแค้น
เมื่อเทียบกับในเมืองซานไหแล้ว นอกเมืองราวกับเป็นคนละโลก
“เจ้าเมืองเหยียน พวกเจ้าทำอะไรกับชาวประมงนอกเมืองพวกนี้?” หลี่เต้าพลันเอ่ยปากถามขึ้น
เหยียนซื่อไหกวาดตามองบ้านเรือนที่ทรุดโทรมโดยรอบก่อนจะตอบตามตรงว่า “เจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดผู้คนในเมืองซานไหถึงได้อยู่อย่างสุขสบายเช่นนั้น?”
“ทั้งหมดก็เพราะมีคนพวกนี้ช่วยเสียสละให้พวกเขา อย่างไรเสียโจรสลัดก็ต้องกินข้าวเช่นกัน”
“มาถึงตอนนี้ข้าก็ไม่กลัวที่จะพูดความจริง ชาวประมงนอกเมืองพวกนี้มีไว้เพื่อให้โจรสลัดปล้นชิงโดยเฉพาะ”
“เรื่องนี้ทั้งคนในเมืองซานไหและคนนอกเมืองต่างรู้กันดี หากไม่อยากถูกปล้นก็ต้องพยายามเข้าไปอยู่ในเมืองซานไห แต่ทุกปีภายใต้การปล้นชิงของโจรสลัด จะมีสักกี่คนที่มีคุณสมบัติพอจะไปตั้งรกรากในเมืองซานไหได้”
ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ปลาเล็กกินกุ้ง
เพราะยืนอยู่คนละจุด ภาพที่หลี่เต้าเห็นจึงต่างกัน มีเพียงการลงลึกไปข้างล่างเท่านั้นจึงจะเห็นว่าข้างล่างเป็นอย่างไร เปรียบเสมือนตอนที่เขาอยู่ในค่ายนักโทษประหาร ที่มองเห็นก็มีเพียงค่ายนักโทษประหารเท่านั้น จนกระทั่งได้หลุดพ้นออกจากค่ายนักโทษประหาร เขาจึงค่อยๆ ได้เห็นทิวทัศน์ที่อยู่เบื้องหลัง เสียงของเหยียนซื่อไหบอกเล่าอย่างไม่ปิดบัง เหล่าขุนนางแห่งเมืองซานไหต่างรู้สึกละอายใจยิ่งนักแต่ก็ช่วยไม่ได้ สภาพแวดลอมเป็นเช่นนี้
การปะทะกับโจรสลัดโดยไม่มีการสนับสนุนจากราชสำนักนั้นเสียเปรียบเกินไป อีกทั้งยังเป็นดังที่เหยียนซื่อไหได้กล่าวไว้ ราชสำนักเองก็ไม่ได้สนใจดินแดนห่างไกลความเจริญเช่นนี้ แล้วจะหวังพึ่งพวกเขาได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เป็นเพราะการปรากฏตัวของเหล่าโจรสลัด พวกชาวประมงเลยต่างพากันหลบซ่อนตัวอยู่ในเรือน การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเหยียนซื่อไหและคณะ ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่พวกเขา เมื่อมองเห็นสถานการณ์ภายนอกได้อย่างชัดเจน พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้น
กลิ่นอายของกองทัพหมาป่าผู่ถูนั่นน่าเกรงขามยิ่งกว่าพวกโจรสลัดมากนัก ภายใต้การควบคุมของเหยียนซื่อไห กลุ่มคนได้เดินทางมาถึงชายฝั่งอย่างรวดเร็ว มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา พวกเขาก็เห็นเพียงทะเลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เต้าได้เห็นทะเลในโลกใบนี้ มันต่างจากทะเลในชาติก่อนตรงที่ทะเลที่นี่ใสกว่า ที่ชายฝั่งทะเลมีท่าเรือไม้แห่งหนึ่งสร้างอยู่ รอบๆ ท่าเรือนั้นมีเรือประมงจอดอยู่มากมาย
ในบรรดาเรือเหล่านั้น มีเรือไม่กี่ลำที่โดดเด่นกว่าใคร เห็นได้ชัดว่าประณีตกว่าเรือประมงทั่วไปมาก บนเรือเหล่านั้นมีกลุ่มคนที่แต่งกายเหมือนกับโจรสลัดก่อนหน้านี้ และแน่นอนว่าเรือเหล่านี้เป็นของพวกโจรสลัด ภายใต้การข่มขู่ของเหยียนซื่อไห ทั้งสามคนได้เดินมาถึงข้างท่าเรืออย่างรวดเร็ว
“หัวหน้า คนที่เหลือล่ะขอรับ?”
พอเหล่าคนแคระที่เหลือเห็นคนแคระข้างกายเหยียนซื่อไห พวกมันก็มีสีหน้างุนงง และเมื่อพวกมันเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูที่กำลังมาแต่ไกล ก็ต่างตื่นตระหนกขึ้นมาในทันที
คนแคระที่อยู่ข้างเหยียนซื่อไหมองไปทางกองทัพหมาป่าผู่ถูด้วยความหวาดกลัว แล้วหันกลับมาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “อย่ามัวพูดเรื่องไร้สาระ ให้พวกเราขึ้นเรือก่อนค่อยว่ากัน”
ในไม่ช้า หลี่เต้าก็ถูกพาตัวขึ้นมาบนเรือลำหนึ่ง เมื่อขึ้นเรือมาแล้ว คนแคระและเหยียนซื่อไหก็ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก กองทัพหมาป่าผู่ถูได้สร้างความกดดันให้พวกเขาอย่างมาก แต่ตอนนี้พวกเขาออกมาอยู่กลางทะเลแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป
อย่างไรเสีย ไม่ว่าทหารมาจะเก่งกาจเพียงใด ก็คงไม่มีทางขี่สัตว์พาหนะไล่ล่าพวกเขากลางทะเลได้ แต่ก็ยังไม่อาจวางใจได้เสียทีเดียว เหยียนซื่อไหยืนอยู่บนเรือ เขามองไปยังกองทัพหมาป่าผู่ถูที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ แล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าจะเชิญท่านผู้สูงศักดิ์ไปเยือนแคว้นหมู่เกาะ ส่วนเรื่องต่อจากนี้ก็แล้วแต่ราชสำนักกับพวกเขาจะเจรจากัน”
“ชีวิตของเขาอยู่ในมือข้า พวกเจ้าอย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามเชียว”