ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 629 สันดานของคนแคระ
ในห้องพระโรง โอดะ ชินกะ และขุนนางใต้บังคับบัญชาทั้งหมดได้มารวมตัวกันอยู่พร้อมหน้า
“เรียนองค์ราชา ได้นำตัวคนมาถึงแล้วพะยะค่ะ”
องครักษ์คนหนึ่งได้เดินเข้ามาข้างโอดะ ชินกะ แล้วกระซิบบอก โอดะ ชินกะ พยักหน้า “หากมาถึงแล้วก็พาเข้ามาเถิด”
ไม่นานนัก ประตูห้องพระโรงก็ถูกเปิดออก จากนั้นร่างหลายร่างก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
“คำนับองค์ราชา!”
โองาวะคุกเข่าลงบนเบาะรองนั่งแล้วก้มศีรษะคำนับ ผู้คนที่มาด้วยก็ทำเช่นเดียวกัน มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ไม่ได้ขยับตัว คนหนึ่งคือเหยียนซื่อไห อีกคนก็คือหลี่เต้า
“ท่านเหยียน…”
เมื่อสังเกตเห็นว่าเหยียนซื่อไหที่อยู่ด้านข้างไม่มีท่าทีที่จะขยับตัว โองาวะจึงค่อยๆ ดึงขากางเกงของเหยียนซื่อไหเบาๆ
เหยียนซื่อไหขมวดคิ้ว แต่ก็ยังคงไม่ยอมขยับตัว ในฐานะขุนนางแห่งต้าเฉียน การเข้าเฝ้าจักรพรรดิที่เมืองหลวงยังไม่ต้องคุกเข่าเลย แล้วเขาจะไปคุกเข่าให้ผู้อื่นได้อย่างไร ขณะที่โองาวะกำลังจะทำอะไรบางอย่างนั้น โอดะ ชินกะ พลันโบกมือกล่าวว่า “พอเถอะ ไม่ต้องทำเช่นนั้น ธรรมเนียมของต้าเฉียนแตกต่างจากที่นี่ ไม่ต้องฝืน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหยียนซื่อไหจึงคลายคิ้วที่ขมวดลงเล็กน้อย เขาเองก็รู้ว่าตนเองมาเพื่อขอเข้าร่วม จึงประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า “ขอบพระทัยองค์ราชา”
“อืม”
โอดะ ชินกะ พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเหลือบมองไปยังหลี่เต้าที่ยืนอยู่ด้านหลังเหยียนซื่อไห เขาถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านผู้นี้คือขุนนางขั้นกงแห่งต้าเฉียนหรือ?”
โองาวะรีบฉวยโอกาสทูลว่า “ทูลองค์ราชา เขาคือขุนนางขั้นกงแห่งต้าเฉียนที่ข้าน้อยกับท่านเหยียนจับตัวมาพะยะค่ะ”
หลังจากนั้นโองาวะก็เล่าเรื่องราวที่พบเจอในเมืองซานไหให้ฟังอย่างละเอียด ในนั้นเขาเน้นย้ำเป็นพิเศษว่าตนเองต้องสูญเสียผู้ใต้บังคับบัญชาไปมากเท่าใดเพื่อจับตัวหลี่เต้า
แต่โอดะ ชินกะ ก็รีบละทิ้งเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ไปอย่างรวดเร็ว เขาขมวดคิ้วถาม “ต้าเฉียนส่งคนมาปราบโจรสลัดหรือ?”
โอดะ ชินกะ รู้จักตัวเองดี เขาเข้าใจดีว่าตนเองและผู้คนจากแคว้นหมู่เกาะมีที่มาอย่างไร ดังนั้นการปราบปรามโจรสลัดที่ว่านี้ก็คงหมายถึงพวกเขาชาวแคว้นหมู่เกาะนั่นเอง พอคิดถึงตรงนี้ โอดะ ชินกะ ก็เงยหน้ามองไปที่หลี่เต้าแล้วถามว่า “ท่านขุนนางขั้นกงแห่งต้าเฉียน การเจรจาระหว่างราชทูตของข้ากับพวกเจ้าล้มเหลวแล้วหรือ?”
หลี่เต้าถือโอกาสพินิจพิจารณาชายตรงหน้าที่อ้างตนว่าเป็นองค์ราชา
อืม…
รูปร่างหน้าตาก็ดูดีพอใช้ ไม่ได้มีท่าทางน่ารังเกียจเหมือนคนแคระทั่วไป แต่ว่าความสูงเพียงสี่ฉี่กว่านั้น ทำให้องค์ราชาแห่งแคว้นหมู่เกาะผู้นี้ดูตลกขบขันในสายตาเขาอยู่บ้าง เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของโอดะ ชินกะ หลี่เต้าก็ไม่ปิดบังแต่อย่างใด เขาพยักหน้าตอบว่า “เดาได้ไม่ผิด การเจรจาระหว่างราชทูตของเจ้ากับต้าเฉียนล้มเหลวแล้ว”
เมื่อได้รับคำตอบนั้น โอดะ ชินกะ ก็ขมวดคิ้วแน่น เขาอธิบายว่า “ท่านกงแห่งต้าเฉียน ข้อเรียกร้องที่ข้าเสนอไปนั้นไม่ได้เกินเลยแต่อย่างใด อย่างน้อยสำหรับต้าเฉียนแล้ว อี้โจวก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับพวกท่านมากนัก หากมีพวกข้าจากแคว้นหมู่เกาะเข้าร่วมด้วย กลับจะช่วยเหลือต้าเฉียนของพวกท่านได้มากกว่า”
พอได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็พลันส่ายหน้า “นี่ไม่ใช่เรื่องของความสำคัญหรือไม่สำคัญ แต่เป็นเรื่องของหลักการ ต้าเฉียนมีแต่จะรับดินแดนเข้ามา ไม่เคยมีการยกดินแดนให้ผู้ใด”
“ยิ่งไปกว่านั้น…”
หลี่เต้าจ้องมองโอดะ ชินกะ ที่ใบหน้าเต็มไปด้วย ‘ความจริงใจ’ แล้วกล่าวว่า “ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจ้ามีความจริงใจที่จะเข้าร่วมกับต้าเฉียนจริงหรือ?”
“หากข้าเดาไม่ผิด พวกเจ้าล้วนมีนิสัยชอบโค่นล้มผู้เป็นนายมิใช่หรือ?”
อึด!
หลังจากได้ยินคำพูดของหลี่เต้าชัดเจนแล้ว ม่านตาของโอดะ ชินกะ ก็พลันหดเล็กลง ที่เขามีปฏิกิริยาเช่นนี้ไม่ใช่เพราะถูกมองออกว่ามีเจตนาไม่ดี แต่เป็นเพราะคำว่า ‘โค่นล้มผู้เป็นนาย’ ในคำพูดของอีกฝ่าย เมื่อก่อนนั้นในแคว้นหมู่เกาะยังไม่เคยมีคำเรียกเช่นนี้ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ในการสนทนาครั้งหนึ่งกับราชครู หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ทั้งสองคนก็ได้สรุปและค้นพบนิสัยแอบแฝงที่แพร่หลายอยู่ในแคว้นหมู่เกาะ
แต่นิสัยแอบแฝงเช่นนี้กลับถูกชาวต้าเฉียนที่เพิ่งพบกันครั้งแรกชี้ให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง สำหรับการก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยการโค่นล้มผู้เป็นนาย โอดะ ชินกะ เชื่อมั่นในเรื่องนี้มาก เพราะตัวเขาเองก็ไต่เต้าขึ้นมาจาก การเป็นทาสจนถึงจุดนี้ได้ ระหว่างทางนั้นเขาได้สังหารผู้บังคับบัญชาไปมากมายนับไม่ถ้วน คนใต้บังคับบัญชาของเขาหลายคนก็ไต่เต้าขึ้นมาด้วยวิธีเดียวกัน ในขณะเดียวกันการโค่นล้มผู้เป็นนายก็เป็นสิ่งสะท้อนธาตุแท้ของคนพวกนี้
หากสามารถกดขี่คนใต้บังคับบัญชาได้ พวกเขาก็จะว่านอนสอนง่ายขึ้นมา อย่างเช่นโองาวะที่ปฏิบัติต่อโอดะ ชินกะ ด้วยความจริงใจ ยึดถือเขาเป็นศรัทธา เป็นองค์ราชาของตน แต่หากโอดะ ชินกะ เกิดมีปัญหาขึ้นมา คนแรกที่จะชักดาบใส่เขาก็อาจเป็นโองาวะนั้นเอง บางสิ่งบางอย่างนั้นฝังลึกอยู่ในสายเลือด ยากจะแก้ไขได้
เมื่อเห็นสีหน้าของโอดะ ชินกะ หลี่เต้าก็รู้แล้วว่าตนเองได้เผยธาตุแท้ของคนเหล่านี้ออกมา เขาจึงกล่าวต่อว่า “ดังนั้นเจ้าคิดว่าต้าเฉียนจะต้องการพวกเจ้าหรือ?”
“หรือว่าพวกเจ้าคิดว่าตนเองสำคัญต่อต้าเฉียนจริงๆ?”
“หากพวกเจ้าสำคัญจริง…”
หลี่เต้ายิ้มบางพลางกล่าว “บางทีตั้งแต่ต้าเฉียนสถาปนาแผ่นดินเมื่อหลายร้อยปีก่อน คงจะกลืนกินพวกเจ้าไปหมดแล้ว”
“มีแต่ของที่ไร้รสชาติเท่านั้นที่จะถูกโยนทิ้งไว้ข้างๆ”
หลี่เต้าเคยวิเคราะห์มานานแล้วว่า ต้าเฉียนก็คือการรวมตัวกันของประเทศต่างๆ ในประวัติศาสตร์หัวเซียที่เขารู้จักในชาติก่อน ดังนั้นนิสัยของชาวต้าเฉียนจึงคล้ายคลึงกับชาติก่อน หากแคว้นหมู่เกาะมีประโยชน์จริง ฮ่องเต้ต้าเฉียนทุกยุคทุกสมัยย่อมไม่ปล่อยให้พวกมันเติบใหญ่แน่ ส่วนเหตุผลที่เขาจับจ้องมาที่นี่ ด้านหนึ่งเป็นเพราะผู้คนที่นี่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ อีกทั้งยังต้องการฉวยโอกาสเพิ่มพูนกำลังให้ตนเอง อีกด้านหนึ่งก็คือเขามองการณ์ไกล เนื่องจากทั้งสองโลกมีความคล้ายคลึงกัน เขาเชื่อว่าอีกฟากของทะเลอาจมีผู้คนอาศัยอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้พบเจอเท่านั้น แต่หากวันหน้าได้พบเล่า?
ด้วยนิสัยของคนแคระพวกนี้ ก็อาจกลายเป็นภัยแอบแฝงในภายภาคหน้า
สู้อย่างนั้นจัดการเหยียบให้ตายไปเสียตั้งแต่ตอนนี้จะดีกว่า เพราะคำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามของหลี่เต้า ทำให้ศักดิ์ศรีของเหล่าคนแคระในห้องโถงป่นปี้
“เจ้าพูดอะไรออกมา! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาดูถูกพวกเรา!”
“เจ้าเป็นเพียงนักโทษต่ำต้อย ยังกล้ามาวางท่าเช่นนี้ องค์ราชา ท่านจะต้องไม่ปล่อยมันไป!”
กลุ่มคนเหล่านั้นตะโกนจนหน้าแดงก่ำ แท้จริงแล้วเป็นเพราะถูกทำลายศักดิ์ศรี
โอดะ ชินกะ เองก็โกรธเคืองอย่างยิ่งกับคำพูดของหลี่เต้า แต่เขาคือองค์ราชา จึงสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้
ในขณะเดียวกันนั้น ในใจลึกๆ เขาก็ยอมรับในสิ่งที่หลี่เต้าพูด มิเช่นนั้นแล้วพวกเขาก็คงไม่หมายปองแผ่นดินต้าเฉียนมาโดยตลอด และปรารถนาที่จะได้เหยียบลงบนผืนแผ่นดินนั้น
“กงแห่งต้าเฉียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้เจ้าอยู่ในสถานการณ์เช่นไร?”
โอดะ ชินกะ หรี่ตาพลางเอ่ย
“แล้วอย่างไรหรือ?” หลี่เต้ายิ้มตอบ
ดูจากท่าทีที่หลี่เต้าแสดงออกในตอนนี้ เขาไม่มีท่าทางเหมือนเชลยศึกเลยแม้แต่น้อย ดูคล้ายผู้มาเยือนที่กลับกลายเป็นเจ้าของบ้านเสียอีก
โอดะ ชินกะ สูดลมหายใจเข้าลึก คนตรงหน้ายังมีประโยชน์ ไม่อาจทำอะไรรุนแรงได้ เพราะตำแหน่งของหลี่เต้าและเพราะต้าเฉียนที่อยู่เบื้องหลังเขา ดังนั้นโอดะ ชินกะ จึงกล่าวว่า “คุณค่าของเจ้าที่มีต่อต้าเฉียนจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของเจ้า”
“ต่อจากนี้ข้าจะส่งคนไปเจรจากับต้าเฉียนโดยใช้ประโยชน์จากเจ้า หากมีคุณค่าเพียงพอ เจ้าจะได้กลับไปยังต้าเฉียน”
“แต่หากไม่สามารถทำให้ข้าพอใจได้ ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่อยากรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”
เมื่อเผชิญกับคำขู่ของโอดะ ชินกะ หลี่เต้าก็ยังคงมีสีหน้านิ่งสงบ เป็นท่าทีที่แสดงออกว่า ‘ข้าอยู่นี่ มีฝีมือก็ลองดูสิ’ อย่างชัดเจน และท่าทีเช่นนี้ก็ทำให้พวกคนแคระโกรธจนควันออกหู พวกมันคิดว่าที่หลี่เต้าอวดดีเช่นนี้ก็เพราะอาศัยความมั่นใจจากฐานะและตำแหน่ง พูดตามตรง พวกมันทั้งรู้สึกอิจฉาและริษยา
หากแคว้นหมู่เกาะของพวกมันแข็งแกร่งเหมือนต้าเฉียน เมื่อพวกมันต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน ก็คงได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันกระมัง