ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 628 ความทรมาน
เมื่อเห็นสีหน้าของ ‘ราชินี’ ผู้นี้ที่ทำท่าเหมือนพร้อมจะสละชีวิต หลี่เต้าก็ลูบคางพลางเอ่ยว่า “ชีวิตของเจ้าก็เก็บไว้เองเถอะ ข้ากลัวว่าถ้าฆ่าเจ้าไป พวกมนุษย์มัจฉาของเจ้าจะมาเอาชีวิตข้า”
ในเมื่อไม่มีความแค้นเคืองต่อกัน หลี่เต้าย่อมไม่ลงมือฆ่าผู้ใดตามอำเภอใจ อย่างคำกล่าวที่ว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ขอเพียงอีกฝ่ายมีความแค้นกับพวกคนแคระพวกนั้น เขาก็จะนับว่าเป็นพวกเดียวกัน
แน่นอนว่ายังมีอีกประการหนึ่งคือ หญิงมนุษย์มัจฉาผู้นี้มีรูปโฉมงดงามนัก ช่างน่าเสียดายหากต้องฆ่านาง หากสามารถพานางกลับไปเลี้ยงในสระที่บ้านได้ก็คงจะวิเศษยิ่งนัก หลี่เต้ามองหญิงมนุษย์มัจฉาที่ดูซื่อๆ และหลอกง่าย ในใจของเขาเริ่มคำนวณความเป็นไปได้ที่จะหลอกนางมาอยู่ด้วย
“ท่านจะช่วยข้าหรือ?”
หญิงมนุษย์มัจฉาไม่รู้ถึงเจตนาร้ายที่หลี่เต้ามีต่อนาง ในยามนี้นางรู้เพียงว่าหากเขาไม่ฆ่านาง นั่นก็หมายความว่าเขาจะช่วยนาง
หลี่เต้าตอบตามตรงว่า “หากเป็นไปได้ ถึงเวลานั้นจะช่วยเจ้าไปด้วยก็ไม่เสียหายอะไร”
“จริงหรือ!”
หญิงมนุษย์มัจฉามีสีหนายินดี นางกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า “ขอบคุณเจ้ามาก ข้าจะต้องตอบแทนบุญคุณอย่างแน่นอน”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หญิงมนุษย์มัจฉาก็นึกถึงเรื่องราวที่มารดาเคยเล่าให้ฟังตอนที่นางยังเด็ก มันเป็นเรื่องราวของเจ้าหญิงเงือกที่ตอบแทนบุญคุณด้วยการแต่งงานกับผู้มีพระคุณ แต่ตอนจบของเรื่องนั้นไม่ค่อยดีนัก เพราะผู้มีพระคุณกลั้นหายใจได้ไม่นาน จึงจมน้ำทะเลตายโดยไม่ตั้งใจ
ทว่าเขาเก่งกาจถึงเพียงนี้คงไม่จมน้าตายกระมัง แต่ก็ไม่กลัวหรอก หลังจากได้ฟังเรื่องราวที่สืบทอดกันมาระหว่างราชินีรุ่นต่อรุ่นแล้ว ราชินีองค์หนึ่งก็ได้สร้างไข่มุกวิเศษ ‘มุกคุมน้ำ’ ขึ้นมา ดังนั้นแม้จะกลั้นหายใจไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เมื่อรู้ว่าตนเองอาจจะได้รับการช่วยเหลือ หญิงมนุษย์มัจฉาจึงลดความระแวงที่มีต่อหลี่เต้าลงจนสิ้น นางกลายเป็นเด็กช่างสงสัย คอยถามความรู้ที่ตนไม่รู้จากหลี่เต้าไม่หยุด หลี่เต้าว่างไม่มีอะไรทำในคุกใต้ดิน เขาจึงสนทนากับหญิงมนุษย์มัจฉาตรงหน้าอย่างเต็มใจ
ในระหว่างนั้นเขาก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเผ่ามนุษย์มัจฉาพอสมควร หญิงมนุษย์มัจฉาหรือก็คือราชินีเงือกมีชื่อว่า อวี้หลิง (อวี้ แปลว่า ปลา) และเพราะมนุษย์มัจฉามีอีกชื่อว่าวิญญาณแห่งท้องทะเล จึงได้ชื่อว่าอวี้หลิง ในขณะเดียวกันนั้น หลี่เต้ายัได้รู้วิถีชีวิตว่าเผ่ามนุษย์มัจฉาเป็นสังคมที่สืบเชื้อสายทางมารดา หรือก็คือในเผ่ามนุษย์มัจฉานั้น สตรีมีสถานะสูงสุด รองลงมาคือบุตร จึงมีตำแหน่งราชินีเงือกเกิดขึ้น
ในเผ่ามนุษย์มัจฉา เพศผู้มีหัวเป็นปลา ร่างเป็นมนุษย์ แขนขาแข็งแรงแต่มีสติปัญญาต่ำ ส่วนเพศเมียมีร่างเป็นมนุษย์ หางเป็นปลา มีสติปัญญาสูงส่งแต่ไม่ค่อยมีความกล้าหาญ
“สติปัญญาสูงส่งงั้นหรือ?” หลี่เต้ามองราชินีเงือกตรงหน้า หรือว่าตัวนี้จะกลายพันธุ์ไปแล้ว?
หรือจะพูดว่าราชินีองค์นี้ก็คือจุดสูงสุดทางสติปัญญาของเผ่ามนุษย์มัจฉา สุดท้ายหลี่เต้าก็ได้ยินเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเพิ่งเคยได้ยินเรื่องมนุษย์มัจฉา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
ฟังจากคำอธิบายของอวี้หลิง เผ่ามนุษย์มัจฉาของพวกนางนั้นเดิมทีอาศัยอยู่ในทะเลลึก ไม่เคยปรากฏตัวในโลกมนุษย์ แต่เมื่อไม่นานมานี้ มารดาของนางหรือก็คือราชินีเงือกองค์ก่อน ได้บอกนางก่อนสิ้นใจว่า โลกนี้มีการเปลี่ยนแปลง เผ่ามนุษย์มัจฉาสามารถออกจากทะเลลึกเพื่อแสวงหาโชคชะตาได้ ดังนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่แล้ว นางจึงได้นำเผ่ามนุษย์มัจฉาออกจากทะเลลึก แต่ไม่นานหลังจากที่พวกนางโผล่ขึ้นมาก็ถูกผู้คนจากแคว้นหมู่เกาะพบเข้า สุดท้ายนางก็ถูกตกขึ้นมา
“มีความเปลี่ยนแปลงหรือ…”
สำหรับความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนั้น หลี่เต้าเองก็เคยได้ยินมาบ้างอย่างคลุมเครือ ก่อนหน้านี้ในเมืองหลวงไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้จ้าวซิงหรือไป๋กวานเบียน พวกเขาก็ตางเคยเตือนทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสรุปแล้วดูเหมือนว่าเรื่องใหญ่บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น แต่หลังจากคิดทบทวนแล้ว หลี่เต้าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เขาเพียงแค่ต้องพยายามพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองก็พอแล้ว ศัตรูมาก็ต้านทัพ น้ำมาก็กั้นดิน
หากมีพละกำลังเพียงพอ ไม่ว่าอะไรจะมาเขาก็ไม่กลัว ในการสนทนาที่คุยถูกคอกัน เวลามักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ เวลาผ่านไปครึ่งวันโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่หลี่เต้ากำลังสนทนากับอวี้หลิงอยู่นั้น จู่ๆ หูก็ขยับเล็กน้อย เขายกหน้าขึ้นพูดว่า “พอเถอะ มีคนมาแล้ว คุยกันแค่นี้”
อวี้หลิงพยักหน้าอย่างมีความสุข ดวงตากะพริบมองไปที่หลี่เต้า
ก่อนหน้านี้นางหวาดกลัวมนุษย์มาก แต่หลังจากได้พบกับหลี่เต้าแล้ว นางก็พบว่ามนุษย์ในตำนานก็มีตัวตนอยู่จริง ทำให้นางมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง หลี่เต้าออกมาจากห้องขังของอวี้หลิง เขาใช้มือเปล่าดัดลูกกรงที่งอให้กลับมาเป็นปกติ ก่อนจะกลับเข้าห้องขังของตน หลังจากลบร่องรอยทุกอย่างเสร็จสิ้น ประตูใหญ่ของคุกใต้ดินก็ถูกเปิดออก มีผู้คุมหลายคนเดินเข้ามา คนที่นำหน้าคือองครักษ์ที่พาเขามาที่คุกใต้ดินเมื่อวาน
“คนต้าเฉียน องค์ราชาต้องการพบท่าน”
ทหารองครักษ์มาถึงหน้าห้องขัง เมื่อเห็นหลี่เต้ายัคงเป็นเหมือนเมื่อวานก็เอ่ยขึ้น
ในไม่ช้าหลี่เต้าก็ถูกพาตัวออกมาจากห้องขัง เนื่องจากเขาแสดงท่าทีที่ไม่มีพิษมีภัยมาโดยตลอด องครักษ์จึงเพียงแค่ใส่กุญแจมือให้หลี่เต้าชั้นเดียว แล้วพาเขาออกไป ก่อนจากไป หลี่เต้าเหลือบมองเห็นสีหน้ากังวลของอวี้หลิงในอ่างน้ำ เขากะพริบตาแล้วเดินตามกลุ่มคนออกไปอย่างว่าง่าย หลังหลี่เต้าจากไป อวี้หลิงก็มองประตูคุกที่ปิดสนิทอย่างเหม่อลอย
หางปลาของนางขดงอ ท่าทางคล้ายมนุษย์ที่คุกเข่าลง
นางพนมมือหลับตา แล้วเริ่มสวดมนต์ภาวนาบางอย่างเงียบๆ หลังออกจากคุกใต้ดิน หลี่เต้าก็ได้พบกับเหยียนซื่อไหและโองาวะ พวกเขาต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นหลี่เต้า โดยเฉพาะกับโองาวะ เมื่อนึกถึงว่าตนกำลังจะได้ความดีความชอบครั้งใหญ่ เขาก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืน
“พระองค์ตื่นบรรทมแล้วหรือ? ถ้าเช่นนั้นรีบพาพวกเราไปเข้าเฝ้าองค์ราชาเถิด” โองาวะรีบเอ่ยปาก
องครักษ์กวาดตามองทุกคนแล้วเอ่ยว่า “ตามข้ามา”
ไม่นานนักทุกคนก็เข้าสู่จวนราชาสวรรค์ เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว หลี่เต้าก็เห็นสถาปัตยกรรมแบบของคนแคระมากมาย หลังจากเข้าไปในจวนราชาสวรรค์ หลี่เต้าก็ได้แผ่พลังจิตวิญญาณออกไปปกคลุมจวนราชาสวรรค์ไว้ทั้งหมด แต่หลี่เต้ากลับพบว่าในจวนราชาสวรรค์แห่งนี้มีม่านพลังที่มองไม่เห็นปกคลุมอยู่ทั่วทุกที่ ค่ายกล?
แน่นอนว่าด้วยพลังจิตวิญญาณของหลี่เต้าแล้ว การจะทำลายสิ่งกีดขวางเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่หากเขาลองทำเช่นนั้นก็ย่อมต้องทำให้ผู้วางค่ายกลรู้ตัวอย่างแน่นอน รอมานานขนาดนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเขย่าพุ่มไม้ให้งูตื่น ในเวลาเดียวกัน ณ ทะเลแห่งหนึ่งระหว่างแคว้นหมู่เกาะและต้าเฉียน เรือสมบัติขนาดมหึมาสามลำกำลังแล่นอยู่บนผิวน้ำ
และในตอนนี้ สถานการณ์บนเรือสมบัติกำลังไม่ค่อยดีนัก
“อึก… แหวะ… คุณหนูเถี่ย อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงฝั่ง”
จางเมิ่งอาเจียนออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้าซีดเซียวและท่าทางอ่อนระหวย และบนดาดฟ้าเรือด้านหลังจางเมิ่งก็ไม่ใช่แค่อ่อนระโหยโรยแรง แต่เป็นคนกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว หากมองดูให้ดี บนเรือสำเภาใหญ่ลำนี้ มีทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูหนึ่งพันนาย และกว่าครึ่งมีอาการเหมือนกับจางเมิ่ง ในนั้นยังมีทหารอีกหลายคนที่เป็นเช่นกัน นอนราบกับพื้นแลบลิ้นออกมา
เถี่ยซานเหนียงมองดูจางเมิ่งและคนกลุ่มนั้นด้วยความรู้สึกกลั้นขำปนสงสาร ใครจะคิดว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูที่เคยอาละวาดบนพื้นดินจะมีคนเมาเรือมากมายเช่นนี้ แต่ลองคิดดูก็สมเหตุสมผล คนกลุ่มนี้ล้วนเป็นพวกที่ไม่เคยออกทะเลมาก่อนเลย เป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนเขามาทั้งชีวิต แล้วจะเคยเห็นภาพเช่นนี้ที่ใดกัน การออกทะเลครั้งแรกย่อมต้องมีอาการไม่คุ้นชินบ้าง นี่ไม่ใช่เพราะร่างกายอ่อนแอ แต่เป็นเพราะสภาพจิตใจและการไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมมากกว่า
สรุปคือไม่ว่าจะมองมุมไหน ตอนนี้กองทัพหมาป่าผู่ถูก็ดูน่าขบขันอย่างยิ่ง แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าเมื่อกองทัพหมาป่าผู่ถูเมาเรือแล้วจะสูญเสียพละกำลังในการต่อสู้ไป หากพวกเขาเผชิญหน้ากับอันตรายจริงๆ พวกเขาก็ย่อมสามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้อย่างเต็มที่