ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 639 อสรพิษเก้าเศียร
ฟู่… ฟู่…
ทันใดนั้นพลันมีเสียงขู่ดังขึ้นมาจากใต้พื้นดินอย่างกะทันหัน จากนั้นพื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนเล็กน้อย และเมื่อเวลาผ่านไป แรงสั่นสะเทือนก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายแผ่นดินก็สั่นไหวจนภูเขาสะเทือนและผืนดินก็แยกออกจากกัน
เนื่องจากเกิดความเคลื่อนไหวที่รุนแรงเช่นนี้ จึงไม่เพียงแค่หลี่เต้าเท่านั้นที่รับรู้ได้ แม้แต่กองทัพหมาป่าผู่ถูที่บุกเข้าไปถึงใจกลางเกาะสีทะเลและเหล่าคนแคระบนเกาะก็รับรู้ได้เช่นกัน เสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ที่อยู่กับพวกมนุษย์มัจฉาก้มตัวลงทันที ดวงตาหมาป่าจ้องมองพื้นดินอย่างระแวดระวังพลางส่งเสียงรามออกมา แม่ทัพมนุษย์มัจฉาประคองอวี้หลิงที่ถูกส่งกลับมาหาพวกนางแล้วกล่าวว่า “ท่านราชินี พื้นที่นี้ไม่ปลอดภัย พวกเรากลับทะเลกันก่อนดีกว่าเพคะ”
อวี้หลิงมองเงาร่างของหลี่เต้าที่อยู่ไกลออกไปอย่างอาลัย ก่อนจะกัดริมฝีปากพลางพยักหน้า
นางอาจจะไร้เดียงสาแต่ไม่ได้โง่เขลา นางเข้าใจดีว่าการอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไร มีแต่จะเป็นภาระเท่านั้น
“กลับทะเลกัน”
หลังจากพูดจบ อวี้หลิงก็หันไปมองเสี่ยวเฮยกับเสี่ยวไป๋ก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเจ้าก็ไปกับพวกเราด้วยเถอะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ก็สบตากันแวบหนึ่งก่อนจะพยักหน้า ท่ามกลางแผ่นดินไหวภูเขาสะเทือน
ราชครูกำลังลอยอยู่กลางอากาศ เขามองดูเบื้องล่างด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ในที่สุดก็จะออกมาแล้วหรือ ดูเหมือนจะสำเร็จแล้ว”
ทันทีที่เสียงพูดจบลง เสียงคำรามขู่ก็พลันดังขึ้น ทันใดนั้นเงาสีขาวสายหนึ่งก็ได้ทะลวงพื้นดินพุ่งขึ้นมา
จากนั้นเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนฟ้าดินก็ดังตามมา คลื่นเสียงอันน่าสะพรึงกลัวได้แผ่ขยายออกไปทำให้อากาศธาตุสั่นสะเทือน และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
โครมครืน!
จากนั้นเงาสีขาวหลายสายก็พุ่งมาจากใต้ดิน ในไม่ช้าเหนือศีรษะของหลี่เต้าก็มีร่างมหึมาเก้าตนปรากฏขึ้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็เห็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายหัวงูถึงเก้าหัว สัมผัสได้ถึงพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวจากหัวงูแต่ละหัว และนั่นยังไม่จบ จากนั้นก็มีเงาร่างขนาดเท่าภูเขาลูกเล็กที่โผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน
เมื่อมองให้ชัดเจน หลี่เต้าถึงพบว่ามันคืองูที่มีหัวงอกออกมาเก้าหัว เก้าหัว?
ไม่ใช่…
หากเป็นตำนานโบราณ ควรจะเรียกว่าอสรพิษเก้าเศียร
“ฮ่าๆๆ ไม่น่าเชื่อ… สำเร็จจริงๆ!”
เมื่อเห็นอสรพิษเก้าเศียร สีหน้าของราชครูก็ไม่เหลือความสงบนิ่งอีกต่อไป กลับเผยรอยยิ้มบิดเบี้ยวอย่างบ้าคลั่งออกมา ราวกับความปรารถนาที่รอคอยมานานได้กลายเป็นจริง
หากจะกล่าวในบางแง่มุม มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ฉึก!
ทันใดนั้นขณะที่ราชครูกำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หลี่เต้าก็พลันปรากฏกายขึ้นข้างตัวเขา
“ไร้เทียมทาน! มังกรสายฟ้าลงทัณฑ์!”
สายฟ้าแห่งการลงทัณฑ์จากสวรรค์ได้ฟาดลงบนร่างของราชครู จากนั้นภาพประหลาดก็ปรากฏขึ้น ภายใต้แรงกระตุ้นของสายฟ้าแห่งการลงทัณฑ์ ใบหน้าอันเยาว์วัยของราชครูได้เริ่มเปลี่ยนรูปร่าง
มันไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ราชครูควบคุมเอง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ราชครูไม่อาจควบคุมได้ ใบหน้าที่เดิมทีดูสะอาดและงดงามเริ่มบิดเบี้ยวและแก่ลง ราวกับอายุขัยถูกดึงออกไป หรือว่าจิตวิญญาณมังกรจะแอบเวียนรู้วิชาใหม่โดยไม่บอกเขา?
โครม!
ภายใต้การโจมตีครั้งสุดท้าย ราชครูได้ถูกซัดอย่างรุนแรงจนลอยกระเด็นออกไป
ตึง!
ร่างของเขากระแทกเข้ากับหัวหนึ่งของอสรพิษเก้าเศียร “ฮ่าๆ… แค่กๆ!”
แม้จะถูกการโจมตีที่หลบไม่ทันเมื่อครู่ฟาดเข้าเต็มๆ แต่ราชครูก็ยังหัวเราะไม่หยุด ทั้งที่กำลังไอ
“สำเร็จแล้ว ข้าไม่กลัวเจ้าแล้ว”
ทันใดนั้นแผ่นดินก็ราวกับรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง เมฆมืดครึ้มปรากฏขึ้นมากมาย จากในกลุ่มเมฆดำนั้น หลี่เต้ารู้สึกได้ถึงพลังที่คุ้นเคย
พลังนั้นคล้ายคลึงกับที่อยู่บนง้าวมังกรทมิฬ นี่มัน… ทัณฑ์สวรรค์?
มุ่งเป้าไปที่ผู้ใด?
ราชครูหรือ?
หรืออาจจะเป็นอสรพิษเก้าเศียรก็เป็นได้?
ดูเหมือนว่ามันคงจะเล็งเป้าหมายไปที่ราชครู เพราะเขาเห็นความรู้สึกปลดปล่อยและเย้ยหยันจากสายตาของราชครูที่มองไปยังเมฆทัณฑ์สวรรค์เหล่านั้น
“ข้าสงสัยนักว่าเจ้าได้ทำสิ่งใดไว้ ถึงได้ทำให้สวรรค์ทนดูไม่ได้”
หลี่เต้าเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย ขณะมองราชครูที่กำลังจะสิ้นใจ ครั้งก่อนอวี้อ๋องถูกสวรรค์ทัณฑ์เพราะฝืนโองการสวรรค์ต้องการยืมร่างไปเกิดใหม่ แล้วราชครูผู้นี้เล่า?
“ทำอะไรงั้นหรือ?”
ราชครูไอแห้งๆ หนึ่งครั้ง เขามองเมฆของสวรรค์ทัณฑ์ที่กำลังรวบรวมพลังแล้วหัวเราะเยาะก่อนจะกล่าวว่า “เพราะมันค้นพบว่าข้าหลอกมัน”
หลอก?
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ามีอายุเท่าใดแล้ว?”
ราชครูไม่รอให้หลี่เต้าเอ่ยปาก เขาหัวเราะเสียงเย็นพลางกล่าวว่า “ข้ามีอายุสองพันห้าร้อยปีแล้ว”
“สองพันห้าร้อยปี?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา แม้ว่าการบ่มเพาะจะสามารถช่วยเพิ่มอายุขัยได้ แต่ทุกสิ่งย่อมมีขีดจำกัด จากการคำนวณที่หลี่เต้าเข้าใจ ตั้งแต่เป็นมนุษย์ธรรมดาไปจนถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์
อายุขัยหนึ่งพันห้าร้อยปีก็นับว่าเป็นขีดจำกัดสูงสุดของเทพมนุษย์แล้ว แต่ราชครูกลับมีชีวิตยืนยาวเกินกว่าตัวเลขนั้นไปอีก
ต้าเฉียนเพิ่งจะก่อตั้งมาได้เพียงแค่ห้าร้อยกว่าปีเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าราชครูมีชีวิตอยู่นานเท่ากับห้าแผ่นดินต้าเฉียน
“ก็เพราะข้าอยู่มานานเกินไป กลายเป็นปีศาจไปแล้ว มันจึงทนดูไม่ได้”
พอพูดถึงตรงนี้ ราชครูก็เหลือบมองไปทางหลี่เต้าด้วยสายตาเย็นชา “เดิมทีข้าสามารถหลอกฟ้าข้ามทะเล อาศัยเผ่ามนุษย์มัจฉาต่ออายุขัยได้อีก แต่ไม่คิดว่าจะมีเจ้าโผล่มาทำลายแผนการของข้า”
“ทว่านั่นเป็นเรื่องในอดีต”
ราชครูใช้มือเหี่ยวแห้งลูบไล้เกล็ดขาวดังหยกของอสรพิษเก้าเศียรที่อยู่ใต้ร่าง พลางเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า
“แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว มีมันอยู่ ทุกสิ่งก็เพียงพอแล้ว”
“ข้าไม่ขอเป็นมนุษย์อีกต่อไป!”
เมื่อเสียงนั้นจบลง ร่างของราชครูก็เริ่มเปลี่ยนรูปร่างเหมือนครั้งก่อน กลายเป็นโคลนเหลว ไหลเป็นสายโคลนเหลวเหล่านั้นไหลลอดผ่านช่องว่างระหว่างเกล็ดของอสรพิษเก้าเศียรเข้าไป ชั่วครู่ต่อมา
เศียรกลางของอสรพิษเก้าเศียรที่เดิมทีมีแววตาขุ่นมัวก็สั่นไหว แววตาที่ขุ่นมัวนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นชัดเจนขึ้น สุดท้ายก็เผยให้เห็นแววตาที่มีสติสัมปชัญญะ ราชครู?
เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เศียรกลางของอสรพิษเก้าเศียร หลี่เต้าก็เข้าใจได้ทันทีว่าราชครูได้ทำอะไรลงไป ปกติเขาเคยได้ยินแต่เรื่องปีศาจแย่งร่างมนุษย์เพื่อต้องการเป็นคน ไม่คิดว่าคราวนี้ราชครูจะทำตรงกันข้าม ใช้ร่างมนุษย์แย่งร่างปีศาจเสียเอง
หลังจากราชครูแย่งร่างอสรพิษเก้าเศียรแล้ว เมฆลงทัณฑ์บนท้องฟ้าก็พลันชะงักค้าง ราวกับหาเป้าหมายไม่พบจึงหยุดนิ่ง
สุดท้ายพวกมันก็สลายตัวไป หลี่เต้ามองทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังจะสลายตัว แล้วก้มมองอสรพิษเก้าเศียรขนาดเท่าภูเขาลูกเล็กเบื้องล่าง ทัณฑ์สวรรค์นี้ช่างเป็นคนตาบอดทั้งที่ลืมตาอยู่จริงๆ
“ฮ่าๆๆ ดูเหมือนว่าจะสำเร็จแล้ว”
เศียรกลางของอสรพิษเก้าเศียรมองเห็นภาพบนท้องฟ้าเช่นนั้นแล้วก็หัวเราะอย่างสาแก่ใจ
ราวกับภาคภูมิใจที่สามารถ ‘หลอกลวงสวรรค์’ ได้อีกครั้ง ในขณะนั้นเอง ดวงตาของเศียรงูที่ราชครูควบคุมอยู่ก็พลันวาบขึ้นด้วยอารมณ์บางอย่าง
ความขุ่นมัวในดวงตาของอีกแปดเศียรก็สลายไป ทว่าทั้งแปดเศียรกลับไม่ได้แสดงท่าทีมีสติปัญญา แต่กลับเผยสีหน้าดุร้ายราวกับสัตว์ป่าออกมา อีกทั้งแววตาของแต่ละเศียรก็แตกต่างกัน ราวกับว่าทั้งแปดเศียรนี้ต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”
ทันใดนั้นเสียงของราชครูก็ดังขึ้นในอากาศ ดูเหมือนสถานการณ์นี้จะเกินความคาดหมายของเขา หากเขาสามารถควบคุมร่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ นั่นจึงจะเรียกว่าการแย่งชิงร่าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนการเกาะกินมากกว่า ทว่าไม่นานนักราชครูก็ผ่อนคลายลง เรื่องพวกนี้เป็นเพียงปัญหาเล็กน้อย เขามีชีวิตอยู่มาสองพันห้าร้อยปีแล้ว ได้ศึกษาความรู้มามากมายนัก เพียงแค่ให้เวลาแก่เขาสักหน่อยก็ย่อมมีวิธีจัดการกับปัญหานี้ได้
ส่วนตอนนี้ขอจัดการกับศัตรูให้เรียบร้อยก่อน เศียรกลางเงยขึ้น สายตาจับจ้องมายังร่างของหลี่เต้าที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แปดเศียรที่เหลือก็ดูเหมือนจะรับรู้ถึงบางสิ่ง จึงมองตามสายตาของเศียรกลางไปที่หลี่เต้าเช่นกัน