ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 643 ราชครูสิ้น
แม้จิตวิญญาณของราชครูจะพยายามหลบหนีไปมาไม่หยุด แต่ยามนี้เมื่อไร้ร่างปีศาจมาบดบัง เขาก็เปรียบดังไข่มุกเรืองแสงในราตรีกาล สะดุดตายิ่งนัก หากวิถีสวรรค์ไม่ได้ตาบอดก็สามารถพบเขาได้ในแวบเดียว อาจเป็นเพราะเขาหลอกลวงสวรรค์มานานมากเกินไป ครั้งนี้พลังลงทัณฑ์จึงก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาสายฟ้าลงทัณฑ์ก็พร้อมแล้ว
เปรี้ยง!
ในวันฟ้าใสเช่นนี้กลับมีสายฟ้าฟาดลงมา
อสนีบาตสวรรค์พุ่งทะลวงฟ้าดิน มุ่งตรงไปยังจิตวิญญาณของราชครู ความเร็วในการหลบหนีของจิตวิญญาณราชครูจะไปสู้ความเร็วของสายฟ้าลงทัณฑ์ได้อย่างไร เพียงชั่วพริบตาทัณฑ์สวรรค์ก็มาอยู่เหนือจิตวิญญาณของราชครูแล้ว ราชครูสิ้นหวังอยู่ในใจ จิตวิญญาณเปราะบางเกินไป การโจมตีครั้งนี้อาจพรากเอาชีวิตของเขาไป
ทว่าในยามนั้นเอง ได้มีร่างหนึ่งกระโดดมาขวางอยู่เหนือเขา เมื่อเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ หลี่เต้าก็ยกง้าวมังกรทมิฬขึ้นเหวี่ยงไปบนท้องฟ้า ทันใดนั้นง้าวมังกรทมิฬก็ปะทะเข้ากับลำแสงอสนีบาตแห่งการลงทัณฑ์โดยตรง ในชั่วขณะนั้นทั่วทั้งท้องฟ้าก็พลันเต็มไปด้วยประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ เมื่อรวมกับเกาะสีทะเลที่กำลังเดือดพล่านขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเวลานี้จึงให้ความรู้สึกราวกับวันสิ้นโลกมาเยือน ทันใดนั้นหลี่เต้าก็สัมผัสได้ถึงพลังทัณฑ์สวรรค์มหาศาลที่กำลังไหลทะลักเข้าสู่ง้าวมังกรทมิฬ ในขณะเดียวกันเขาก็ถูก
พลังการลงทัณฑ์โจมตีด้วย แต่พลังการลงทัณฑ์นี้กลับถูกเขาใช้พลังกายต้านทานเอาไว้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังพบว่าพลังการลงทัณฑ์ครั้งนี้มันเบากว่าตอนที่เผชิญร่วมกับอวี้อ๋องมากทีเดียว ดูเหมือนว่าเพราะเคยต้านทานการลงทัณฑ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ร่างกายจึงมีภูมิคุ้มกันขึ้นบ้าง ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากต้านทานการลงทัณฑ์มามากพอ เขาจะสามารถมีภูมิคุ้มกันต่อการลงทัณฑ์ได้อย่างสิ้นเชิงหรือไม่ ในขณะนั้นจิตวิญญาณราชครูมองภาพตรงหน้านี้อย่างเหม่อลอย
เขาไม่อาจคิดได้เลยว่า ผู้ที่ยื่นมือมาช่วยชีวิตตนกลับเป็นศัตรูของเขาเอง ทันใดนั้นจิตวิญญาณราชครูก็พึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ไม่เป็นไร”
หลังจากเสียงของหลี่เต้าดังขึ้น จู่ๆ ราชครูก็พบว่าจิตวิญญาณของตนถูกมือข้างหนึ่งกุมไว้แน่น
“เจ้าจะทำอะไร?” ราชครูตกใจจนเริ่มร้อนรน ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายช่วยเขาไว้เพื่อจะปกป้องเขาหรอกหรือ?
เพล้ง!
หลี่เต้าไม่ตอบคำถามนั้น เพียงแต่บีบมืออย่างแรงทันที ทันใดนั้นจิตวิญญาณของราชครูก็พลันแตกสลายเป็นประกายแสงมากมายในพริบตา ในเวลาเดียวกัน เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น [ฆ่าศัตรูหนึ่งคน ได้รับคุณสมบัติ : 151,641.46]
แม้จะคาดการณ์เอาไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนของระบบอย่างชัดเจน หลี่เต้าก็ยังรู้สึกประหลาดใจ คะแนนคุณสมบัติหนึ่งแสนห้าหมื่นแต้ม?
มากกว่าเทพมนุษย์ทั่วไปเกือบสองเท่า
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาคาดว่าวรยุทธของราชครูผู้นี้น่าจะใกล้เคียงกับระดับเทพมนุษย์ขั้นกลาง แม้ว่าระดับเทพมนุษย์ขั้นต้นกับขั้นกลางจะดูต่างกันเพียงขั้นเดียว แต่ความจริงแล้วมันแตกต่างกันมาก มากถึงขนาดอบคุณสมบัติต่างกันหนึ่งเท่า แต่พลังต่างกันถึงสิบเท่า ในด้านคุณสมบัติเขาไม่อาจเทียบอีกฝ่ายได้
ส่วนเหตุผลที่เขาสามารถรับมือกับราชครูผู้นี้ได้นั้น หลังจากปะทะกันหลี่เต้าก็พอจะเข้าใจแล้ว เพราะมีชีวิตอยู่มานานเกินไป ราชครูผู้นี้จึงมีวิชาความรู้มากมาย ทุกสิ่งล้วนรู้บ้างเล็กน้อย หรือกล่าวได้ว่าเชี่ยวชาญ
จึงทำให้เกิดจุดอ่อนหนึ่ง นั่นคือหากเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ทั่วไป อีกฝ่ายสามารถใช้วิชาอันหลากหลายสร้างความได้เปรียบอย่างมาก แต่ถ้าหากเป็นคู่ต่อสู้แบบหลี่เต้าที่สามารถดึงพลังบางอย่างออกมาได้ถึงขีดสุด อีกทั้งยังสามารถต่อกรกับเขาได้ในระดับหนึ่ง ก็จะกลายเป็นตกที่นั่งลำบาก ด้วยเหตุนี้หลี่เต้าจึงดูเหมือนสามารถรับมือกับราชครูผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย เมื่อราชครูสิ้นชีพ เมฆดำที่ก่อตัวบนท้องฟ้าก็พลันหยุดชะงัก พอไร้เป้าหมายแล้ว ทัณฑ์สวรรค์ก็หยุดไป
ดังนั้นพลังทัณฑ์สวรรค์ที่เคยตกลงมาบนร่างหลี่เต้าจึงเริ่มสลายไป หลี่เต้ามองดูทัณฑ์สวรรค์ที่ค่อยๆ จางหายไป เขารู้สึกราวกับมีบางสิ่งจากที่ไกลแสนไกลจ้องมองมาที่ตน แต่ความรู้สึกนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าทัณฑ์สวรรค์กำลังจะสลายไปหมด ในช่วงสุดท้าย จิตวิญญาณมังกรบินออกมาจากง้าวมังกรทมิฬแล้วพุ่งเข้าไปดูดกลืนพลังการลงทัณฑ์ที่กำลังจะสลายตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นพลังมหาศาลก็ถูกกลืนกินเข้าไป หลังจากเรอออกมาเสียงดัง จิตวิญญาณมังกรก็มุดกลับเข้าไปในง้าวมังกรทมิฬด้วยสีหนาคล้ายสบายอกสบายใจ
หลี่เต้าอดขำไม่ได้ การลงทัณฑ์ครั้งนี้คงเรียกว่าจับไก่ไม่ได้ แถมเสียข้าวสารไปอีกหนึ่งถัง แต่ไม่นานนักหลี่เต้าก็เบนความสนใจไปที่อื่น ทัณฑ์สวรรค์สลายไป ราชครูสิ้นชีวิต แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบลงแล้ว หลี่เต้ายืนอยู่กลางอากาศพลางมองลงไปยังเกาะสีทะเล ในขณะนี้เกาะสีทะเลจากที่ตอนแรกมีไอน้ำพวยพุ่งเดือดพล่านออกมาเพียงจุดเดียว กลายเป็นว่าทั้งเกาะดูเหมือนจะเริ่มมีปัญหา แม้แต่น้ำทะเลรอบชายฝั่งก็เริ่มมีไอน้ำลอยขึ้นมา อีกด้านหนึ่ง
สวี่เหอนำกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายปะทะเข้ากับโอดะ ชินกะ ที่ถูกราชครูโยนทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าการสู้ตัวต่อตัวจะไม่มีใครสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของโอดะ ชินกะ ได้ แต่กองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายที่มีสวี่เหอเป็นแม่ทัพใหญ่นั้น ได้ใช้กองทัพวิญญาณสกัดกั้นโอดะ ชินกะ ไว้ได้ ถึงขั้นทำให้กองกำลังที่โอดะ ชินกะ นำมาต้องถอยร่นไปทีละก้าว แต่หลังจากที่เกาะสีทะเลเกิดความผิดปกติขึ้น ทั้งสองฝ่ายก็หยุดการโจมตีลงด้วยความเข้าใจตรงกัน สิ่งแรกที่โอดะ ชินกะ คิดคือราชครูมีปัญหาแล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดถึงเรื่องพวกนี้
หากรอต่อไปอีก ผู้คนบนเกาะทั้งหมดจะกลายเป็นซาลาเปาสุก
“ถอย! ถอยไปทางชายฝั่ง!”
เมื่อเกาะสีทะเลเกิดปัญหา วิธีเดียวในตอนนี้คือต้องหลบไปอยู่บนเรือกลางทะเล ภายใต้คำสั่งของโอดะ ชินกะ เหล่าคนแคระรอบตัวก็พลันหันหลังหนีโดยไม่ลังเล เมื่อเห็นภาพนั้น เสวี่ยปิงและคนอื่นๆ ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว
“ถอยกลับไป ไปหาเรือ”
ดังนั้น…
สองกลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดจึงแยกย้ายหนีไปคนละทิศละทาง ไม่นานนักพวกเสวี่ยปิงก็พบกับหลี่เต้าที่กำลังตามหาพวกเขาอยู่พอดี
“หัวหน้า”
เมื่อเห็นหลี่เต้า ทุกคนก็รู้สึกเหมือนกับได้พบที่พึ่ง ต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลี่เต้าพยักหน้า “ไปที่ชายฝั่ง ถอยไปขึ้นเรือใหญ่”
“ครับ”
ดังนั้นทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูจึงวิ่งตามหลี่เต้าไปยังชายฝั่งอย่างรวดเร็ว เมื่อหลี่เต้าเหลียวกลับไปมอง เขาก็เห็นควันดำเริ่มลอยขึ้นมาจากใจกลางของเกาะสีทะเล เขารู้ว่านี่คือร่องรอยของภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ กองทัพหมาป่าผู่ถูเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มองเห็นเรือใหญ่ที่จอดรออยู่ริมชายฝั่ง ขณะนั้นเถี่ยซานเหนียงก็ได้รออยู่ที่นั่นนานแล้ว เมื่อเกาะสีทะเลเริ่มมีความผิดปกติ เถี่ยซานเหนียงก็สั่งให้นำเรือใหญ่เข้าใกล้ชายฝั่งให้มากที่สุด เพื่อให้กองทัพหมาป่าผู่ถูสามารถขึ้นเรือได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าขณะที่กองทัพหมาป่าผู่ถูกำลังจะกระโดดลงทะเลวิ่งไปยังเรือใหญ่ ทันใดนั้นเกาะสีทะเลก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ในชั่วขณะถัดมาก็มีของเหลวสีเหลืองสว่างพุ่งขึ้นมาจากใต้ทะเลบริเวณชายฝั่ง แล้วแผ่กระจายไปทั่วผืนน้ำในพริบตา หินหนืด!
เมื่อเห็นหินหนืดที่พุ่งทะลักขึ้นมาจากใต้ทะเลไม่หยุด สีหน้าของผู้คนในกองทัพหมาป่าผู่ถูก็พลันเปลี่ยนไป แม้พวกเขาจะมีพละกำลังไม่ธรรมดา แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะไม่กลัวหินหนืด ในขณะนั้นเถี่ยซานเหนียงเห็นหินหนืดที่แผ่ขยายและทะลักขึ้นมาจากใต้ทะเลไม่หยุด จึงได้แต่สั่งให้เรือสมบัติ
ถอยกลับไป และเช่นนี้ก็ยิ่งเพิ่มความยากลำบากในการถอยร่นของกองทัพหมาป่าผู่ถู
“โฮ้ง!”
ในยามนั้นเอง หมาป่าที่ทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูขี่อยู่ก็พลันเริ่มเงยหน้าหอนพร้อมกัน เมื่อได้ยินเสียงหอน สีหน้าของทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูก็เปลี่ยนไปทั่วกัน ด้วยการเชื่อมต่อของเลือดวิเศษและการอยู่ร่วมกันมายาวนาน ทำให้พวกเขาเข้าใจความหมายในเสียงหอนของหมาป่าได้
หมาป่าต้องการสละชีวิตของพวกมัน เพื่อพาทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูออกไปอย่างปลอดภัย ทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูที่ถือว่าหมาป่าเป็นสหายร่วมรบผู้ใกล้ชิดจะยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างไร เมื่อหลี่เต้าเห็นภาพตรงหน้านี้ เขาก็กุมขมวดคิ้ว ต้องไม่มีการสูญเสียทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูไป หมาป่าเองก็เช่นกัน แต่สถานการณ์ตรงหน้านี้ยากที่จะจัดการได้ แม้หลี่เต้าจะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถส่งกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายและหมาป่าออกจากเกาะสีทะเลได้ในคราวเดียว
อย่างมากก็ทำได้แค่ส่งออกไปบางส่วนเท่านั้น