ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 647 การล้างแค้นจากพุ่มไม้
หลังจากที่ราชครูและโอดะ ชินกะ สิ้นชีพไป ทั่วทั้งแคว้นหมู่เกาะก็ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งกองทัพหมาป่าผู่ถูได้อีกต่อไป จนถึงบัดนี้อาจกล่าวได้ว่าแคว้นหมู่เกาะมีเพียงชื่อที่ยังคงอยู่เท่านั้น ต่อไปก็แค่เรื่องของเวลาเท่านั้น สามวันต่อมา ณ เกาะสุดท้ายของแคว้นหมู่เกาะ
ภายใต้การล้อมของกองทัพหมาป่าผู่ถู พวกคนแคระที่เหลืออยู่ทั้งหมดของแคว้นหมู่เกาะต่างได้มารวมตัวกันอยู่บนเกาะแห่งนี้ พวกเขาไม่มีทางให้ดิ้นรนหนีรอดอีกต่อไปแล้ว ภายใต้การล้อมของกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนาย ต่อให้มีปีกก็ยากที่จะหนีรอดไปได้
“พวกข้าขอร้องท่าน ได้โปรดละเว้นพวกเราด้วย พวกเราจะไม่กล้าอีกแล้ว”
“ได้โปรดละเว้นพวกเราด้วย ข้ายังมีทั้งผู้เฒ่าและเด็กน้อยที่ต้องดูแล”
เมื่อเว่ยอวิ๋นได้ฟังดังนั้น เขาก็เอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชาว่า
“เบื้องบนมีคนแก่? เบื้องล่างมีเด็กเล็ก?”
“วางใจเถิด พวกเขาไปรอพวกเจ้าที่ปรโลกเกือบหมดแล้ว”
เมื่อกล่าวว่าไม่ให้เหลือสักคน ก็ต้องไม่เหลือสักคน สำหรับผู้ที่รอดชีวิตมาจากสนามรบชนเผ่าเป่ยหมานมา คนชราและเด็กไม่ใช่เหตุผลให้ต้องปรานี เขาเคยเห็นกับตาว่าเพื่อนร่วมรบใจอ่อนถูกเด็กอายุห้าขวบแทงกรชเข้าที่หัวใจ ทั้งยังเคยเห็นหญิงชราชนเผ่าเป่ยหมานควักหัวใจชาวต้าเฉียนนับสิบดวงเพื่อบูชายัญตามความเชื่อ
และพวกคนแคระเหล่านี้ในบางมุมมองยังต่ำช้ายิ่งกว่าชนเผ่าเป่ยหมานเสียอีก ตลอดสามวันที่ผ่านมา พวกเขาแทบไม่พบร่องรอยของชาวต้าเฉียนเลย ภัยจากโจรสลัดแคว้นหมู่เกาะดำเนินมาอย่างยาวนานนับไม่ถ้วนปี พวกมันปล้นผู้คนจากต้าเฉียนไปมากมาย แล้วผู้คนเหล่านั้นไปไหนเล่า?
เพราะไม่เห็นร่องรอย ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงมองพวกคนแคระกลุ่มนี้ด้วยเจตนาร้ายที่สุด
เว่ยอวิ๋นออกคำสั่งเพียงครั้งเดียว พวกคนแคระที่เหลือทั้งหมดก็ถูกส่งไปตายทันที เสวี่ยปิงมองดูศพที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นก่อนจะเอ่ยขึ้น “เผาให้หมดแล้วถอนกำลังกลับ”
ในเวลาเดียวกัน บนเรือสมบัติลำหนึ่งที่อยู่ห่างจากเกาะแห่งนี้ หลี่เต้ากำลังยืนอยู่ที่หัวเรือ
“จบแล้วสินะ…”
เมื่อเห็นคะแนนคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันจำนวนมาก เขาก็คาดเดาว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูคงจะจัดการเรื่องบนเกาะเสร็จสิ้นแล้ว
“นั่งพักสักหน่อยเถิด ยามนี้ลมทะเลแรงเกินไป”
ในตอนนั้นเอง เถี่ยซานเหนียงก็ได้ถือถาดผลไม้เดินเข้ามา ส่วนที่ด้านข้าง อวี้หลิงก็กำลังถือเก้าอี้อยู่ในมือ สตรีทั้งสองยืนอยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียวเกินคาด หลี่เต้าไม่เข้าใจว่าทำไมสามวันก่อนหลังจากเขากลับมาที่เรือสมบัติแล้ว ทั้งสองคนถึงได้เข้ากันได้อย่างกลมเกลียวขึ้นมาทันที
แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเรื่องดีสำหรับเขา เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากนัก
“พวกเจ้าก็พักผ่อนกันเถิด”
เถี่ยซานเหนียงปรบมือหนึ่งที ทันใดนั้นผู้คนจากตระกูลเถี่ยก็รีบนำเก้าอี้มาให้สองตัว เรื่องของหลี่เต้านั้นพวกนางทำด้วยตัวเอง แต่พวกนางเองก็ไม่เอาตัวไปลำบากหรอก ไม่นานนักกองทัพหมาป่าผู่ถูก็กลับมารายงานที่เรือสมบัติ
มีมนุษย์มัจฉาจากเผ่ามนุษย์มัจฉาติดตามมาด้วย หากพูดว่าตอนแรกเผ่ามนุษย์มัจฉารู้สึกรังเกียจกองทัพหมาป่าผู่ถูอยู่บ้างเพราะเหตุด้วยพวกเขาเป็นมนุษย์ แต่หลังจากได้เห็นเหตุการณ์ในสามวันที่ผ่านมา พวกเขาก็ไม่รังเกียจอีกต่อไป หรือพูดได้ว่าไม่กล้ารังเกียจ
พวกเขาเพิ่งเคยเห็นกองทัพมนุษย์ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“หัวหน้า พวกเราจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”
เว่ยอวิ๋นเดินเขารายงาน
หลี่เต้าพยักหน้า “ในเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็พักผ่อนกันเถอะ”
จางเมิ่งถามขึ้น “หัวหน้า แล้วต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรต่อ กลับไปเลยหรือไม่”
“กลับไป?”
หลี่เต้าส่ายหน้า เขาหันไปมองทิศทางของเกาะสีทะเลแล้วกล่าวว่า “ภูเขาไฟที่เกาะสีทะเลปะทุมาได้หนึ่งวันแล้ว ภายใต้อิทธิพลของน้ำทะเลส่วนใหญ่ของพื้นที่ก็เย็นลงแล้ว หลังจากพักผ่อนเสร็จ ก็จะไปดูว่าบนเกาะสีทะเลยังมีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่”
หลังจากพักผ่อนกันนครึ่งวัน
เรือสมบัติทั้งสามลำก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายแรก นั่นคือเกาะสีทะเล เมื่อเรือสมบัติมาถึงน่านน้ำที่เกาะสีทะเลตั้งอยู่ ทั้งหลี่เต้าและคณะก็ต่างตะลึงงัน
“นี่… คือเกาะสีทะเลงั้นหรือ?”
เมื่อมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว พวกหลี่เต้าก็พากันแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา ขณะนี้เกาะสีทะเลได้เปลี่ยนโฉมไปโดยสิ้นเชิง จากการเปรียบเทียบกับแผนที่พบว่า เกาะสีทะเลที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขานั้นมีขนาดใหญ่ขึ้น และยังใหญ่ขึ้นมาก
หลี่เต้าจึงวิเคราะห์และได้ข้อสรุปว่า “ดูเหมือนว่าการระเบิดของภูเขาไฟได้พ่นหินหนืดใต้พิภพขึ้นมามากมาย เมื่อหินหนืดเหล่านี้เย็นตัวลง ก็ทำให้พื้นที่ของเกาะสีทะเลขยายใหญ่ขึ้นเช่นนี้”
ไม่เพียงแค่ขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้น หากเดาไม่ผิด หลังจากเกาะสีทะเลใหญ่ขึ้น มันก็ได้กลืนกินเกาะบางส่วนในบริเวณรอบๆ ไปด้วย ทำให้หมู่เกาะเล็กๆ เชื่อมต่อกันกลายเป็นเกาะขนาดมหึมา จะว่าไปแล้วก่อนหน้านี้หลี่เต้าไม่เคยสนใจหมู่เกาะกระจัดกระจายแห่งนี้เลย
แต่หลังจากเกาะสีทะเลขยายใหญ่ขึ้นเช่นนี้ เขาก็พบว่าที่นี่กลับกลายเป็นสถานที่ที่ไม่เลวเลยทีเดียว เพียงพอที่จะให้ต้าเฉียนส่งคนมาพัฒนาที่นี่แล้ว แม้จะไม่เท่ากับหนึ่งมณฑล แต่ก็ใหญ่กว่าครึ่งมณฑลอย่างแน่นอน
“หรือจะลองเพิ่มแรงอีกหน่อย ดูว่าจะขยายต่อไปได้อีกหรือไม่”
หลี่เต้ารู้สึกคันยิบๆ อยู่ในใจ แต่ไม่นานเขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป นี่คือพลังของธรรมชาติ การแทรกแซงของมนุษย์อาจทำให้เสียมากกว่าได้
มีความสุขที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว ดังนั้นหลี่เต้าจึงได้นากองทัพหมาป่าผู่ถูขึ้นบก ณ เกาะสีทะเลแห่งใหม่ แม้ว่าเกาะสีทะเลจะเย็นลงแล้ว แต่พื้นดินยังคงร้อนระอุอยู่บ้าง ทว่าสำหรับกองทัพหมาป่าผู่ถูแล้ว พวกเขาก็ยังพอทนได้
ทันใดนั้นหลี่เต้าได้ออกคำสั่งว่า “เริ่มค้นหาของมีค่า”
ดังนั้นกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายจึงกระจายตัวออกไปทั่วเกาะสีทะเล
หลี่เต้าอาศัยความทรงจำของตนเอง รีบมุ่งหน้าไปยังจุดที่เคยต่อสู้กับอสรพิษเก้าเศียรก่อนหน้านี้
“เสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ จงค้นหาให้ดี”
“โฮ้ง!”
เสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ก้มหน้าดมกลิ่นไปพลาง ค้นหาไปพลาง สิ่งที่หลี่เต้าต้องการค้นหาไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นร่างของอสรพิษเก้าเศียร ร่างของปีศาจเทพมนุษย์นั้นมีค่ามหาศาล
“โฮ้ง!”
ไม่นานนักเสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ก็ส่งเสียงเห่าร้องเรียก หลี่เต้าจึงเดินเข้าไปหาเสี่ยวเฮยกับเสี่ยวไป๋
“โฮ้งๆ!”
เสี่ยวเฮยยกอุ้งเท้าขึ้นแล้วเหยียบย่ำพื้นดินใต้เท้า
“อยู่ใต้นี้หรือ?”
หลี่เต้าพยักหน้า จากนั้นเขาก็หยิบง้าวมังกรทมิฬขึ้นมาฟาดลงบนพื้นอย่างแรง ในพริบตาถัดมาพื้นดินก็พลันแตกออก ตามมาด้วยไอสีขาวที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยก
ท่ามกลางไอสีขาวนั้น หลี่เต้าได้กลิ่นเนื้อหอมฟุ้ง เขาใช้ง้าวมังกรทมิฬแทงลงไปในรอยแยกแล้วงัดขึ้นมาดูใต้หินหนืดที่เย็นตัวแล้ว มีเงาสีขาวนอนอยู่ มันก็คือซากของอสรพิษเก้าเศียรนั่นเอง เมื่อได้กลิ่นหอมของเนื้อ เสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋ก็ต่างตาเป็นประกาย น้ำลายไหลออกมาจากมุมปากโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเผยแววกระหายอยากออกมา
“ขุดมันออกมาให้หมด”
เมื่อได้ยินคำสั่ง เสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ก็รีบใช้กรงเล็บขุดอย่างคล่องแคล่วทันที
แม้ว่าร่างของอสรพิษเก้าเศียรจะถูกปกคลุมด้วยก้อนหินหนืดจำนวนมาก แต่การพลิกแต่ละครั้งก็สามารถเปิดออกได้เป็นก้อนใหญ่ ดังนั้นในเวลาไม่นาน ร่างของอสรพิษเก้าเศียรก็ถูกขุดออกมา คราวนี้กลิ่นหอมของเนื้อก็ยิ่งโชยหอมกรุ่นมากขึ้น ดวงตาของเสี่ยวเฮยและเสี่ยวไป๋พลันแดงก่ำขึ้นมาทันที
“นี่คงเรียกว่ากุ้งห่อใบบัวสินะ?”
หลี่เต้าพึมพำกับตัวเองขณะสูดดมกลิ่นหอมของเนื้อ
หลังจากพูดจบ เขาก็หันไปมองเสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ “เอาละ อยากกินก็กินเถอะ ไม่ต้องอดทนแล้ว”
เพราะร่างของอสรพิษเก้าเศียรก็เอาไว้ใช้ประโยชน์อยู่แล้ว สัตว์เลี้ยงของเขายากกินแล้วจะไม่ให้กินได้อย่างไร เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อกินเนื้อพวกนี้เข้าไปแล้วจะเกิดผลอย่างไรบ้าง ไม่เพียงแค่เสี่ยวเฮยกับเสี่ยวไป๋เท่านั้น บนท้องฟ้ายังมีเสียงร้องดังแว่วมา ไม่นานนักไป๋เฉียนและโม๋เฉียนก็บินลงมาจากท้องฟ้า พวกมันมาร่วมวงกินเนื้อด้วยเมื่อได้กลิ่นหอมลอยมาถึงบนนั้น