ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 649 บันทึก? เทพเซียน
มีความรู้สึกสองอย่าง อย่างแรกคือเนื้อและเลือดของอสรพิษเก้าเศียรนี้มีผลต่อมนุษย์ อีกอย่างหลี่เต้าพบว่าเนื้ออสรพิษเก้าเศียรมีผลกัดกร่อนร่างกายมนุษย์รุนแรงเกินไป จะทำให้เกิดการกลายร่างเป็นปีศาจแบบที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ หลี่เต้าจึงไม่ได้ทดลองต่อ สรุปแล้วสำหรับเขานั้น การกินเนื้อและเลือดของอสรพิษเก้าเศียรนี้มีแต่โทษไม่มีประโยชน์
เลือดดำที่ถูกขับออกมาคือส่วนที่ถูกกัดกร่อนนั้นเอง เมื่อเทียบกันแล้ว เนื้อและเลือดของอสรพิษเก้าเศียรมีผลดีกับเสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ที่เป็นสัตว์เช่นเดียวกันมากกว่า เมื่อเวลาผ่านไป พวกหมาป่าสามพันตัวทั้งหมดก็เข้าสู่สภาวะแปรสภาพ เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าหมาป่าทั้งหมดก็แปรสภาพเสร็จสิ้น ไม่จำเป็นต้องสัมผัสให้ชัดเจน เพียงแค่บรรยากาศที่แผ่ออกมาจากทหารหมาป่า ก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดแล้ว
พลังของพวกมันได้รับการยกระดับอย่างมีคุณภาพ
ทันใดนั้นเอง ก็ได้มีเสียงคำรามของเสือดังขึ้น เมื่อทุกคนมองไปก็พบว่า เจ้าเสือที่อยู่ข้างสวี่เหอมีร่างกายใหญ่โตขึ้น เพียงพริบตาเดียวก็สูงขึ้นหลายจั้ง ดูดุดันเป็นพิเศษ จางเมิ่งพลันเอ่ยปากว่า “ตอนนี้ไม่ต้องกังวลว่าแม่ทัพสวี่จะโตขึ้นอีกแล้ว รูปร่างของเจ้าเสือนี่ไม่ว่าจะจับคู่กับเขาอย่างไรก็เหลือเฟือแล้ว”
ไม่นานนักพวกเขาก็รีบไปศึกษาคู่หูหมาป่าของตัวเอง
หลังจากศึกษาอย่างละเอียดแล้ว ก็พบว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะทหารหมาป่ามีต้นกำเนิดเดียวกันหรือไม่ สภาพหลังจากแปรสภาพของพวกมันจึงไม่อาจพูดได้ว่าเหมือนกันทุกประการ แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันถึงแปดส่วน อาจเป็นเพราะศักยภาพไม่เพียงพอ ทหารหมาป่าทั้งหมดจึงไม่ได้เสริมความสามารถพิเศษเหมือนสัตว์สี่ตัวและเจ้าเสือ แต่สภาพร่างกายโดยรวมกลับแข็งแกร่งผิดปกติ โดยเฉพาะเขี้ยวและกรงเล็บ พวกมันดูคมกริบเป็นพิเศษ แม้ว่าจะทำลายเกล็ดของอสรพิษเก้าเศียรไม่ได้ แต่ก็สามารถทิ้งรอยไว้บนนั้นได้
สรุปแล้วนอกจากอสรพิษเก้าเศียรจะมอบคะแนนคุณสมบัติที่มีค่ามหาศาลให้หลี่เต้าแล้ว มันยังเพิ่มพลังให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาด้วย สัตว์สี่ตัวและทหารหมาป่ากินอิ่มแล้ว ซากอสรพิษเก้าเศียรยังเหลือู้อย่างน้อยสองในสาม หลี่เตู้ถึงประโยชน์ของซากอสรพิษเก้าเศียรแล้ว เขาจึงไม่ปล่อยให้สูญเปล่า ออกคำสั่งว่า “จัดการเก็บเนื้อและเลือดทั้งหมดขึ้นเรือสมบัติ”
อสรพิษเก้าเศียรคงไม่ได้มีแค่เนื้อและเลือดที่มีค่าเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ก็คงมีประโยชน์ไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะเกล็ดทั้งตัวนั้น หากนำไปตีเป็นเกราะให้กองทัพหมาป่าผู่ถูคนละชุด ก็จะทำให้มีความสามารถในการป้องกันสูง นอกจากซากอสรพิษเก้าเศียรแล้ว กองทัพผู่ถูก็เริ่มค้นหาสิ่งของในซากปรักหักพังของเกาะสีทะเล แม้เกาะสีทะเลจะกลายเป็นซากปรักหักพัง แต่สุดท้ายก็ยังพบของมีค่าไม่น้อยในนั้น สิ่งที่ทำให้หลี่เต้าประหลาดใจที่สุดคือสมุดบันทึกที่เสวี่ยปิงนำมา มันเป็นบันทึกประจำวัน กล่าวกันว่าพบในห้องลับที่ซ่อนอยู่
และเมื่อเปิดบันทึกประจำวันดู หลี่เต้าก็ถึงกับชะงักงัน เจ้าของบันทึกนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นราชครูนั่นเอง ตามเนื้อหาในบันทึก ผู้เฒ่าปีศาจคนนี้มีชีวิตอยู่มายาวนานเกินไป ความทรงจำในช่วงแรกๆ เริ่มเลือนราง จึงตั้งใจจะใช้บันทึกจดจำเรื่องราวสำคัญต่างๆ เอาไว้ สำหรับผู้เฒ่าปีศาจอย่างราชครู สิ่งสำคัญที่สุดนอกจากพลังความสามารถแล้ว ก็คือประสบการณ์ชีวิตของเขานั่นเอง สำหรับบันทึกที่อาจจะมีเรื่องราวย้อนหลังไปนับพันปีเช่นนี้ หลี่เต้าย่อมไม่พลาดที่จะอ่านแน่นอน ดังนั้นเขาจึงหาที่ว่างแห่งหนึ่งแล้วเริ่มอ่านมัน แล้วหลี่เต้าก็ได้รู้ชื่อของราชครูผ่านบันทึกนี้อย่างรวดเร็ว
ซางกงชิง ตามที่ระบุในบันทึก ซางกงชิงนั้นเดิมทีก็เป็นคนจากแคว้นหมู่เกาะเช่นกัน ในบันทึก ซางกงชิงเดิมทีก็เป็นเพียงชาวพื้นเมืองบนเกาะที่ใฝ่ฝันถึงดินแดนภายนอก นั่นก็คือผืนแผ่นดินที่ราชวงศ์ต้าเฉียนตั้งอยู่ ดังนั้นเขาจึงต่อเรือด้วยตัวเอง แล่นเรือข้ามทะเลกว้างไกลไปยังแผ่นดินต้าเฉียน ที่นี่ซางกงชิงได้เรียนรู้การบ่มเพาะโดยบังเอิญ นับแต่นั้นมาเขาก็ไม่อาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป หลงใหลในการบ่มเพาะเพียรอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ทว่าน่าเสียดายที่แม้ซางกงชิงจะมีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะเพียร แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ วิธียึดถือการบ่มเพาะเพียรแบบดั้งเดิมนั้นยากที่จะช่วยให้เขาก้าวไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นได้ ดังนั้นซางกงชิงจึงเริ่มหาหนทางใหม่ และเขาก็ได้ค้นพบทางลัดโดยบังเอิญ ดังนั้นเขาจึงก้าวเข้าสู่เส้นทางนอกรีต โดยสรุปแล้วตามบันทึกเล่มนี้ หลังจากซางกงชิงก้าวเข้าสู่เส้นทางนอกรีต เขาก็ไม่อาจหวนกลับได้อีก เพราะการบ่มเพาะตนตามครรลองเดิมของเขายังไม่แข็งแกร่งพอ แต่กลับมีพรสวรรค์ในด้านวิถีนอกรีต
นับแต่นั้นมาเขาก็เดินหน้าบนเส้นทางนอกรีตโดยไม่หวนกลับ แต่ทว่าพลังของมนุษย์ย่อมมีขีดจำกัด วิถีนอกรีตจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ย่อมมีขีดจำกัด ซางกงชิงได้บรรลุถึงระดับปรมาจารย์ซึ่งถือเป็นขีดสุด แต่เขาย่อมไม่ยอมรับชะตากรรมเช่นนี้
ดังนั้นเขาจึงเริ่มทดลองต่อยอดเส้นทางนอกรีต ทว่าการต่อยอดวิถีจะง่ายดายได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีประสบการณ์ก็ไม่อาจสร้างสรรค์จากความว่างเปล่าได้ ด้วยเหตุนี้ซางกงชิงจึงเริ่มรวบรวมวิถีจากสำนักต่างๆ มาเสริมวิถีนอกรีตของตน
พูดง่ายๆ ก็คือการขโมยนั่นเอง นำความรู้ที่ขโมยมาจากสำนักใหญ่ต่างๆ มาเติมเต็มให้ตัวเอง แม้การขโมยมาจะง่าย แต่การย่อยมันกลับยาก
แม้พรสวรรค์ของเขาจะสูงเพียงใด แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่จำกัดเขาอยู่นั่นก็คืออายุขัย ดังนั้นซางกงชิงจึงเริ่มเส้นทางแสวงหาอีกครั้ง โดยสรุปแล้วตามที่ได้บันทึกไว้ เขาประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด
ในช่วงสุดท้าย เขาสามารถเติมเต็มเส้นทางวิถีมารในภายหลังได้สำเร็จ ทำให้ตัวเองบรรลุไปถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์ จึงสามารถเพิ่มอายุขัยได้ และในที่สุดเขายังใช้วิชาวิถีมารนับไม่ถ้วนเพิ่มอายุขัยให้ตัวเอง จนครั้งหนึ่งได้บรรลุถึงระดับเทพมนุษย์หลังจากระดับมหาราชาปรมาจารย์ ตามที่บันทึกได้เล่าไว้ หลังจากถึงระดับเทพมนุษย์แล้ว ซางกงชิงก็ยิ่งควบคุมตัวเองไม่อยู่ ถึงขนาดเดินบนเส้นทางเทพมนุษย์นี้มาเป็นเวลานาน ในตอนนั้นเขาหลงตัวเองมากเกินไป รู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในใต้หล้า
และเมื่อใดที่คนเราลำพองใจที่สุด มักจะเป็นเวลาที่ความพ่ายแพ้มาเยือน พอได้อ่านคำบรรยายในช่วงท้ายของบันทึก หลี่เต้าก็พลันชะงักงัน ตามที่บันทึกได้เล่าไว้ ซางกงชิงบอกว่าตนเองได้พบกับ ‘เทพเซียน’
เทพเซียน?
หากเป็นในอดีต หลี่เต้าก็คงไม่เชื่อเรื่องเทพเซียนอย่างแน่นอน เขาเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องเทพเจ้าอย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าตอนนี้เขาก็ยังไม่เชื่อ สิ่งที่เรียกว่าเทพเซียนน่าจะเป็นเพียงผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น
ซางกงชิงเองก็มีความคิดเช่นเดียวกันกับหลี่เต้า แต่ต่อมาเขาก็พบว่าไม่ใช่เช่นนั้น วิชาที่เขาภาคภูมิใจและวิธีการต่างๆ ที่เขาร่ำเรียนมามากมาย เมื่ออยู่ต่อหน้า ‘เทพเซียน’ ผู้นั้น กลับเป็นเหมือนเด็กอ่อนหัด ถูกอีกฝ่ายจัดการได้อย่างง่ายดาย เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อีกฝ่ายก็เหมือนเทพเซียนจริงๆ หลังจากที่เขาสอบถามถึงเหตุผลที่เทพเซียนผู้นั้นรังแกเขาก็เพราะรู้สึกว่าเขาน่าสนใจ และต้องการให้เขาเป็นทาส ในตอนนั้นซางกงชิงที่กำลังมีทิฐิสูงย่อมไม่ยอม
และผลลัพธ์ก็เป็นดังที่คาด เขาถูกสั่งสอนอย่างหนัก
ในตอนที่ ‘เทพเซียน’ เผลอ เขาก็ได้หนีออกมาเหมือนสุนัขจรจัด ด้วยวิธีสุดท้ายที่จะรักษาชีวิตไว้ แต่สุดท้ายเขาก็เข้าใจแล้วว่า การที่สามารถหลบหนีมาได้นั้น ไม่ใช่เพราะเซียนเทพไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะเซียนเทพผู้นั้นดูเหมือนจะยุ่งอยู่กับเรื่องอื่น จึงปล่อยเขาไป ทว่าแม้เขาจะหนีรอดมาได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพง การโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียวให้อีกฝ่าย ทำใต้วิชากำลังภายในของเขาแตกสลายไปเกือบหมด
ได้รับบาดเจ็บจนแทบไม่อาจรักษาให้หายได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงหลบซ่อนตัวอยู่ในแคว้นหมู่เกาะ ไม่กล้าย่างกรายเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ ก็เพราะกลัวว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเซียนเทพผู้นั้นอีกครั้ง บันทึกจบลงเพียงเท่านี้ คำบรรยายสุดท้ายคือพลังในร่างกายของเขาหมดสิ้น มีบาดแผลที่ไม่ไม่อาจรักษาให้หายได้ จึงบ่มเพาะอสรพิษเก้าเศียรขึ้นมา ไม่อยากเป็นมนุษย์อีกต่อไป ผลลัพธ์ก็คือตัวเขาที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปได้พบกับหลี่เต้าที่บังเอิญมาถึงพอดี
ส่วนการมีอยู่ของโอดะ ชินกะ และคนอื่นๆ นั้น เขาใช้เป็นเครื่องมือทดลอง พยายามให้พวกโอดะ ชินกะ เดินทางเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ เพื่อตามหาร่องรอยของ ‘เซียนเทพ’ ผู้นั้น ขณะเดียวกันก็เพื่อวางแผนบางอย่างด้วย