ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 658 เมืองซาง
รถม้าที่บรรทุกทั้งสามคนได้แล่นมาถึงด้านนอกกำแพงเมืองสูงอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะยังห่างจากประตูเมืองอีกหลายหลี่ แต่ทั้งสองข้างทางนอกเมืองก็มีศาลาและผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่ได้ดูแออัดแต่อย่างใด เนื่องจากเจียงโจวมีความสำคัญต่อต้าเฉียน โครงสร้างพื้นฐานที่นี่จึงสมบูรณ์ยิ่งกว่าเมืองหลวงเสียอีก เถี่ยซานเหนียงเลิกม่านรถขึ้นพลางอธิบาย “เมืองซางเจริญรุ่งเรืองเกินกว่าที่พื้นที่ในเมืองจะรองรับศักยภาพการพัฒนาได้ จึงค่อยๆ พัฒนามาเป็นเช่นทุกวันนี้”
หลี่เต้ากวาดสายตามองผู้คนและร้านค้าสองข้างทางก่อนจะเอ่ยถาม “มาถึงที่นี่แล้ว ไฉนจึงไม่มีคนจากสมาคมการค้าตระกูลเถี่ยมารับ”
เถี่ยซานเหนียงกล่าวอย่างภาคภูมิ “สมาคมการค้าตระกูลเถี่ยเป็นสมาคมการค้าอันดับหนึ่งของต้าเฉียน ย่อมต้องตั้งอยู่ในเมืองเป็นธรรมดา”
“ข้าถามว่ามีคนมาต้อนรับพวกเราที่นอกเมืองหรือไม่”
“มี แต่ว่า…”
“เข้าใจแล้ว งั้นเข้าเมืองกันเถอะ”
หลี่เต้าตบม้าเบาๆ จากนั้นรถม้าก็แล่นไปตามถนนมุ่งหน้าสู่เมืองซางแห่งนี้
ระหว่างการเดินทาง หลี่เต้าก็สังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวไปด้วย ไม่นานนักเขาก็พบสิ่งหนึ่ง ในเมืองซางแห่งนี้มีร่องรอยของผู้ฝึกบ่มเพาะอยู่มากเกินไป แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะที่นี่มียอดฝีมือมากมายจนดึงดูดความสนใจของเขา ยอดฝีมือไม่ได้มีมาก แต่ประเด็นสำคัญคือมีจำนวนมาก หากพูดว่าในเมืองหลวง คนสิบคนจะมีเพียงหนึ่งถึงสองคนที่อาจจะฝึกบ่มเพาะ
แต่ที่เมืองซางนี้ ในสิบคนมีสี่คนที่ฝึกบ่มเพาะเป็นอย่างน้อย จำนวนมากกว่าเมืองหลวงอย่างน้อยสองเท่า ในไม่ช้ารถม้าก็มาถึงหน้าประตูเมืองซาง ก่อนที่จะมีใครทักทาย ร่างหนึ่งก็พลันวิ่งมาจากด้านข้างมาขวางหน้ารถม้าเอาไว้ เมื่อเห็นคนตรงหน้าชัดเจน หลี่เต้าก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ผู้ที่มานั้นสวมชุดแม่ทัพ เห็นได้ชัดว่าเป็นแม่ทัพประจำประตูเมืองนี้ เมื่อแม่ทัพมาถึงหน้ารถม้าแล้ว เขาก็ประสานมือคำนับพลางเอ่ยว่า “ขอถามว่าในรถคุณหนูสามตระกูลเถี่ยใช่หรือไม่?”
ดูจากท่าทางแล้วดูเหมือนไม่ได้มาหาเรื่องแต่อย่างใด ทันใดนั้นม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น เถี่ยซานเหนียงโผล่ศีรษะออกมา เมื่อเห็นเถี่ยซานเหนียงได้ชัดเจน แม่ทัพก็เผยสีหน้ายินดี
“พี่สาวเป็นท่านจริงๆ ด้วย!”
เถี่ยซานเหนียงมองดูแม่ทัพแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาว่า “เจ้าคือ… เถี่ยขวางเหริน?”
แม่ทัพผู้นั้นเกาศีรษะพลางหัวเราะ “ใช่แล้วขอรับพี่สาว”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยอมรับ เถี่ยซานเหนียงก็กล่าวยิ้มๆ ว่า
“ไม่นึกว่าไม่ได้พบกันหลายปี เจ้าก็ได้เป็นแม่ทัพประจำเมืองที่นี่แล้ว”
“พี่สาวชมเกินไปแล้ว”
แม่ทัพผู้นั้นว่าพลางเดินไปด้านหน้ารถม้า แล้วจับเชือกบังเหียนม้าเพื่อนำทาง พอเห็นเช่นนั้น เถี่ยซานเหนียงก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร นางโน้มตัวไปกระซิบข้างหูหลี่เต้า “ท่านรองเจ้าเมืองซางคือหัวหน้าสาขาตระกูลเถี่ยของเราที่เจียงโจว ส่วนเถี่ยขวางเหรินคือบุตรชายคนเล็กของเขา เมื่อไม่กี่ปีก่อนได้พบกันตอนมาค้าขายที่เมืองซาง”
แม้เถี่ยขวางเหรินที่อยู่ด้านหน้าจะค่อยนำทาง แต่หางตาก็แอบมองมาด้านหลังเป็นระยะ
เมื่อเห็นเถี่ยซานเหนียงกับหลี่เต้าอยู่ใกล้ชิดกัน สีหน้าเขาก็แสดงความประหลาดใจ แม้ว่าจะไม่ได้ติดต่อกับพี่สาวผู้นี้มากนัก แต่ด้วยนิสัยของนางนั้นทั้งตระกูลเถี่ยต่างรู้กันดี ปกติแล้วนางไม่ค่อยเข้าใกล้บุรุษมากนัก แม้แต่ญาติพี่น้องร่วมสายเลือดในตระกูลเถี่ยเองก็ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าบุรุษก็เป็นเช่นกัน
แต่ตอนนี้ใบหน้านางแทบจะแนบกับชายผู้นั้นแล้ว เดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงสารถี แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินคนผิดไปแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย “ท่านผู้นี้คือ?”
เมื่อได้ยินคำถาม สีหน้าของเถี่ยซานเหนียงก็พลันฉายแววขบขัน นางหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า “ขวางเหริน เจ้าลองเดาฐานะของเขาดูสิ”
ต่อหน้าผู้คนตระกูลเถี่ย เถี่ยซานเหนียงกลับไม่ได้เคร่งขรึมเหมือนยามปกติ เถี่ยขวางเหรินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดาว่า “เป็นองค์ชายองค์นั้นหรือ?”
ในความทรงจำของเขา พี่สาวผู้นี้ถูกกำหนดให้เป็นตัวแทนของตระกูลเถี่ยในการอภิเษกสมรสกับราชวงศ์ การที่สามารถสนิทสนมกันได้อย่างเปิดเผยเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นได้แค่องค์ชายเท่านั้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถี่ยซานเหนียงก็พลันเบิกตาโพลง
“อย่าพูดส่งเดช”
องค์ชายใหญ่เย็นชา องค์ชายรองก็ไม่ต่างกัน องค์ชายสาม องค์ชายสี่ยังมีชีวิตอยู่ดี แต่ต่อหน้าหลี่เต้ากลับยินดีเป็นน้องชาย ส่วนองค์ชายห้านั้นสิ้นพระชนม์ไปแล้ว กล่าวโดยรวมองค์ชายรุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่แย่ที่สุดของต้าเฉียน การที่เข้าใจผิดว่าหลี่เต้าเป็นพวกเขานั้นถือเป็นการดูหมิ่นเขาอย่างยิ่ง
“ไมใช่องค์ชายหรือ?”
สีหน้าของเถี่ยขวางเหรินแสดงความงุนงงออกมาทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น เถี่ยซานเหนียงจึงถามว่า “เจ้าไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเมื่อไม่นานมานี้หรือ?”
“เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่เมืองหลวงหรือ?”
เถี่ยขวางเหรินอธิบายว่า “ข้าเพิ่งออกจากการปิดด่านได้ไม่นาน จึงยังไม่ทราบเรื่องราวใดๆ”
“ดังนั้นเขาคือ…”
เถี่ยซานเหนียงกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “สรุปก็คือเจ้าถือว่าเขาเป็นบุตรเขยตระกูลเถี่ยก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็ชะงักไป ทว่าไม่ได้คัดค้านคำพูดนั้น
ส่วนเถี่ยซานเหนียงเอง นางแอบสังเกตปฏิกิริยาของหลี่เต้าอยู่ เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้เอ่ยปากอธิบายอะไร นางก็แอบชูนิ้วโป้งให้ตัวเองในใจ
“พี่เขย?”
เถี่ยขวางเหรินเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้ยินคำเรียก เถี่ยซานเหนียงก็มอบสายตาชื่นชมให้กับเถี่ยขวางเหริน หลังจากที่เรียกจบ เถี่ยขวางเหรินก็จ้องมองหลี่เต้าอย่างพินิจพิเคราะห์
พิจารณาดูว่าคนแบบไหนกันที่ทำให้พี่สาวต้องลงมือเองถึงเพียงนี้ เขาไม่ได้ตาบอด ย่อมมองเห็นสถานการณ์ระหว่างทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน น่าเสียดายที่นอกจากองค์ชายแล้ว เขาก็นึกไม่ออกว่าเป็นใครอีก ไม่นานหลังจากนั้น ภายใต้การนำทางของเถี่ยขวางเหริน รถมาก็มาถึงหน้าสมาคมการค้าตระกูลเถี่ยในเมืองซาง ต้องบอกว่าสมควรแล้วที่เป็นสมาคมการค้าตระกูลเถี่ย
ได้ครอบครองพื้นที่ขนาดใหญ่ในเมืองซาง เมื่อเทียบกับร้านค้ารอบข้างแล้วก็ถือว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว
เถี่ยซานเหนียงกล่าวว่า “เพราะเมืองซางกว้างใหญ่มาก ดังนั้นสมาคมการค้าแบบนี้ตระกูลเถี่ยจึงมีอยู่ทั้งหมดห้าแห่ง ในเมืองซาง ทิศตะวันออก ใต้ ตะวันตก เหนือ และกลางเมืองแห่งละหนึ่งที่ ที่นี่คือสมาคมการค้าฝั่งตะวันออก”
หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว พวกหลี่เต้าก็ถูกพาขึ้นไปยังห้องที่หรูหราที่สุดบนชั้นบนของสมาคม เถี่ยขวางเหรินถามอย่างระมัดระวัง “พี่สาวขอรับ ต้องการเพียงห้องเดียวหรือ?”
เถี่ยซานเหนียงหน้าแดงเล็กน้อย นางกล้าก็จริงแต่ยังไม่กล้าถึงขั้นนั้น นางจึงเอ่ยปากว่า “จัดเตรียมสองห้อง”
เถี่ยขวางเหรินพยักหน้า เขารีบให้คนไปจัดการทันที
เมื่อมาถึงห้องแล้ว หลี่เต้าก็เปิดหน้าต่างออก ทิวทัศน์ด้านนอกงดงามยิ่ง เมื่อมองออกไปแล้วก็เกือบจะเห็นทั่วทั้งเมืองซางฝั่งตะวันออกได้อย่างชัดเจน พอเข้ามาในเมืองซางแล้ว หลี่เต้าถึงได้พบว่าเมืองซางแห่งนี้ดูจะไม่ธรรมดาอย่างที่เขาคิดไว้ ในตอนนั้นเองเถี่ยขวางเหรินก็ได้ถือของบางอย่างเดินเข้ามาทางประตูที่ยังไม่ได้ปิด เมื่อเห็นหลี่เต้ายืนอยู่ข้างหน้าต่าง เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “พี่เขย ที่นี่มีทิวทัศน์ที่ดีที่สุด เมื่อก่อนตอนพี่สาวมาก็พักห้องนี้ตลอด”
หลี่เต้าพยักหน้าแล้วถามว่า “ข้าจะถามเจ้าสักเรื่อง”
“ว่ามาเถิด”
“เมืองซางนี้กำลังจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ ตลอดทางที่มานี้ข้าเห็นผู้ฝึกบ่มเพาะมากเกินไปหน่อย”
“พี่เขยสังเกตเห็นแล้วหรือ?”
เถี่ยขวางเหรินแสดงสีหน้าประหลาดใจ
“ดังนั้นจะมีเรื่องเกิดขึ้นจริงๆ หรือ?”
ในฐานะบุตรเขยตระกูลเถี่ยที่เถี่ยซานเหนียงเลือกไว้ แม้ว่าจะยังไม่รู้ฐานะที่แท้จริง แต่หากสำเร็จก็ย่อมเป็นบุคคลสำคัญรองจากพี่สาวของเขาในตระกูลเถี่ยในอนาคต ดังนั้นเถี่ยขวางเหรินจึงมีท่าทีให้ความเคารพ
เขาอธิบายว่า “พี่เขยอาจจะไม่ทราบ แม้เจียงโจวจะเป็นแหล่งรวมพ่อค้า แต่คนที่มีจำนวนมากที่สุดกลับไม่ใช่พ่อค้าหรือสมาคมการค้า”
“แล้วเป็นใครกัน?”
“เป็นยอดฝีมือในยุทธภพ”