ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 657 แผนเล็กๆ
สุดท้ายจ้าวถงก็ได้เอ่ยปากว่า “เอาละ ทำภารกิจให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“ตามคำสั่งของคุณหนูเถี่ย พวกเราต้องคุ้มกันชาวมนุษย์มัจฉากลับ”
“รีบออกเดินทางกันเถอะ”
เมื่อพูดถึงชาวมนุษย์มัจฉา เสวี่ยปิงก็เกาศีรษะแล้วว่า “พูดไปแล้วพวกเราจะไปอธิบายกับราชินีของชาวมนุษย์มัจฉาอย่างไรดี”
พวกเขาไม่ใช่คนโง่ ใครๆ ก็เห็นได้ชัดว่าเหตุใดชาวมนุษย์มัจฉาถึงยอมมากับพวกเขา
ทว่าตอนนี้คนที่เกี่ยวข้องจากไปแล้ว แล้วพวกเขาจะไปอธิบายอย่างไร ดังนั้นทุกคนจึงมองหน้ากันไปมา พิจารณาว่าใครจะเป็นคนไปอธิบาย ไม่นานหลังจากนั้น อวี้หลิงที่อยู่ในเรือสมบัติก็ได้รับรู้ข่าวการจากไปของพวกหลี่เต้าทั้งสามคน สีหน้านางพลันชะงักงันไป นางนึกถึงสิ่งที่เถี่ยซานเหนียงเคยสัญญาไว้กับนาง นางรู้สึกว่าตนเองถูกหักหลัง สัญญากันไว้ว่าจะเป็นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแต่กลับแอบหนีไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวี้หลิงก็มองหางปลาของตนเอง อย่างน้อยก็น้อยเนื้อต่ำใจ หากนางสามารถเดินได้คงจะออกเดินทางไปพร้อมกับพวกเขาได้กระมัง แม่ทัพมนุษย์มัจฉาที่อยู่ด้านข้างมองดูสภาพของราชินีของตน สีหน้านางแสดงความลำบากใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดนางก็ทนไม่ไหว เดินมาหยุดตรงหน้าอวี้หลิงก่อนจะค่อยๆ กล่าวว่า “ราชินี มีเรื่องหนึ่งที่ท่านอาจจะยังไม่ทราบ”
“เรื่องอะไรหรือ?”
จากนั้นแม่ทัพมนุษย์มัจฉาก็โน้มตัวลงมากระซิบบางอย่างข้างหูอวี้หลิง ขณะที่ฟังอยู่นั้น แววตาของอวี้หลิงก็ค่อยๆ เปล่งประกายมากขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าของราชินีที่ดูเหมือนได้ของแจกมา แม่ทัพมนุษย์มัจฉาก็ไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจของตนถูกต้องหรือไม่ แต่นางเข้าใจดีว่าชะตากรรมของเผ่ามนุษย์มัจฉานั้นผูกพันกับราชินีอย่างแยกไม่ออก การตัดสินใจของราชินีสำคัญกว่าสิ่งใด
“หวังว่าราชินีจะไม่ได้เลือกผิดพลาด”
ณ เจียงโจว มณฑลที่มั่งคั่งที่สุดของต้าเฉียน แม้จะอยู่ติดกับอี้โจว แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศแล้วจึงรอดพ้นจากภัยโจรสลัดมาได้ ขณะเดียวกันก็อยู่ติดกับเฟิ่งโจว จึงไม่เคยขาดแคลนเสบียงอาหาร อาจกล่าวได้ว่านอกจากเมืองหลวงแล้ว ที่นี่คือสถานที่ที่ชาวต้าเฉียนใฝ่ฝันมากที่สุด ในขณะเดียวกัน เนื่องจากเจียงโจวไม่มีขุนนางจากต้าเฉียน ที่นี่จึงมีความเป็นอิสระและเปิดกว้างมากกว่า
โดยสรุปแล้ว เมื่อเทียบกับชาติก่อนของหลี่เต้า ที่นี่ก็เป็นเหมือนเมืองชายฝั่งทะเลที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ หลังจากที่พวกหลี่เต้าทั้งสามคนออกจากท่าเรือมาได้ไม่นาน รถม้าหรูหราคันหนึ่งก็มาหยุดตรงหน้าพวกเขา เมื่อเห็นรถม้านั้น หลี่เต้าก็พลันเลิกคิ้วแล้วหันไปถามว่า
“ซานเหนียง นี่เจ้าเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือ?”
เถี่ยซานเหนียงหน้าแดงระเรื่อ พยักหน้าเบาๆ “เพราะรู้ว่าจะต้องลงเรือที่เจียงโจว ข้าจึงเตรียมการไว้ก่อน”
หลี่เต้าไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองเถี่ยซานเหนียงเงียบๆ เมื่อเห็นเช่นนั้น เถี่ยซานเหนียงก็ทำหน้าลำบากใจ สุดท้ายก็ก้มหน้าพูดเสียงเบาว่า “ข้าอยากให้พี่หลี่อยู่เป็นเพื่อนข้า ข้าจึงจงใจจัดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้า”
เนื่องจากนางได้แสดงความในใจออกมาแล้ว การพูดเช่นนี้จึงไม่มีอะไรน่าอาย อย่างมากก็แค่ดูไม่ค่อยรักนวลสงวนตัวเท่านั้น แต่ความรักนวลสงวนตัวคืออะไรกัน?
หากไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลี่เต้ากับหมิงเยว่ก็คงจะดี แต่ตอนนี้รู้แล้ว หากยังคงรักษาความสงบเสงี่ยมต่อไป เกรงว่าคงต้องถูกคัดออกแน่
“เจ้าจัดการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วหรือ?”
หลี่เต้าแค่นเสียงเบาๆ “บอกข้ามา เจ้าสัญญาอะไรกับเจ้าพวกนั้นไว้บ้าง”
เถี่ยซานเหนียงไม่ปิดบังสิ่งใด นางตัดสินใจทรยศเสิ่นซานและคนอื่นๆ ทันที หลังจากฟังจบ แม้แต่หลี่เต้าก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นเคาะศีรษะเถี่ยซานเหนียงพลางกล่าว “เจ้าเด็กคนนี้ช่างกล้าให้จริงๆ”
เถี่ยซานเหนียงเงยหน้าขึ้นพูดอย่างจริงจัง “ข้าเป็นวาณิชที่เก่งที่สุด”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มบางออกมา
มือที่ยกขึ้นเปลี่ยนจากการเคาะเป็นการลูบทันที เขาลูบศีรษะนางเบาๆ หลี่เต้าเข้าใจความหมายของเถี่ยซานเหนียงที่บอกว่าเป็นวาณิชที่เก่งที่สุด นั่นหมายความว่านางไม่เคยทำการค้าที่ขาดทุน ดังนั้นที่นางกล้าให้ไปมากมายเช่นนั้นก็เพราะในสายตานาง การได้จัดการครั้งนี้มีค่ามากกว่าสิ่งของที่ให้ไปเสียอีก ทว่าก่อนที่หลี่เต้าจะได้พูดต่อ เถี่ยซานเหนียงก็พลันพูดออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำอย่างกล้าหาญว่า “อีกอย่างการให้พวกเขาก็เท่ากับให้พี่หลี่เช่นกัน”
“และในอีกแง่นี้ก็ไม่เรียกว่าการให้ เพราะถ้าพี่หลี่ยักหน้า ของพวกนี้ก็ต้องเป็นของพี่ในไม่ช้าก็เร็ว”
“แค่กๆ!”
คำพูดตรงๆ เช่นนี้ทำให้หลี่เต้าถึงกับตั้งตัวไม่ทัน แต่หลังจากที่ได้สติและเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเถี่ยซานเหนียงแล้ว หลี่เต้าก็อ้าปากอยากพูดอะไรบางอย่างโดยไม่รู้ตัว แต่แล้วในห้วงความคิดก็พลันมีใบหน้าของเสี่ยวอวี้เอ๋อร์แวบเข้ามา แล้วตามด้วยภาพเหตุการณ์ในคืนนั้น ทำให้เสียงที่กำลังจะเปล่งออกมาต้องกลืนกลับไป เถี่ยซานเหนียงเฝ้าสังเกตปฏิกิริยาของหลี่เต้าอยู่ตลอด
เมื่อเห็นหลี่เต้าอ้าปาก หัวใจของเถี่ยซานเหนียงก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้น แต่พอเห็นหลี่เต้าหุบปากกลับไป หัวใจก็หล่นวูบด้วยความผิดหวัง อีกนิดเดียว แคนิดเดียวเท่านั้น นางรู้สึกได้ว่าอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น นางอาจจะได้รับคำสัญญาที่ต้องการ น่าเสียดายจริง…
แต่ในไม่นาน เถี่ยซานเหนียงก็กลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง
อันที่จริงนางคาดการณ์ผลลัพธ์นี้ไว้แล้ว เพียงแต่เสี่ยงดวงดูเท่านั้น นางรู้ดีว่าตนเองยังขาดอะไรไปบ้าง แต่สิ่งที่ขาดไปนั้นตอนนี้นาคงยังไม่อาจเติมเต็มได้ แม้จะไม่อาจเติมเต็มได้ แต่นางก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด พูดง่ายๆ คือนางเถี่ยซานเหนียงไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใด!
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
“ซานเหนียง…”
หลี่เต้าเพิ่งจะอ้าปากพูดก็ถูกเถี่ยซานเหนียงปิดปากเสียก่อน
“ไม่ต้องพูดหรอก คำตอบคงต้องรออีกสักพัก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เต้าจึงพยักหน้า “อืม”
เขาคงเข้าใจความหมายของเถี่ยซานเหนียงและยินดีที่จะดำเนินต่อไป แน่นอนว่าสำหรับเขาแล้ว ผลลัพธ์ที่เขาคิดไว้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง สิ่งที่เป็นของเขาก็คือของเขา ไม่มีใครสามารถเอาไปได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครหนีไปได้
หลังจากขึ้นรถม้า หลี่เต้าก็ทำหน้าที่เป็นสารถีพาเถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์ออกเดินทาง ปี๋โหย่วเอ๋อร์โผล่หน้าออกมาพูดว่า “พี่หลี่จำได้หรือไม่ ตอนที่พวกเราเพิ่งรู้จักกันครั้งแรก ท่านก็พาข้ากับคุณหนูกลับเมืองหลวงแบบนี้เหมือนกัน”
หลี่เต้าบีบแก้มน่ารักของปี๋โหย่วเอ๋อร์พลางพูดหยอกเย้าว่า “แน่นอนว่าข้าจำได้ ยังจำได้ว่าตอนนั้นเจ้าเรียกร้องเงินจากข้าด้วย”
ปี๋โหย่วเอ๋อร์ทำหน้าเจื่อน หากรู้อย่างนี้นางไม่น่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเลย ตอนที่ทั้งสองเพิ่งรู้จักกันครั้งแรกนั้น ความสัมพันธ์ไม่ได้ดีเช่นนี้
เมื่อเห็นปี๋โหย่วเอ๋อร์ทำหน้าแปลกๆ หลี่เต้าก็เข้าใจขึ้นมา จึงเอ่ยปลอบว่า “โหย่วเอ๋อร์ในตอนนั้นก็ดีแล้ว เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ อีกอย่างอาหารที่เจ้าทำก็อร่อยไม่เลวเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปี๋โหย่วเอ๋อร์จึงกลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง ทันใดนั้นเสียงของเถี่ยซานเหนียงก็ดังขึ้นจากภายในรถม้า
“พี่หลี่ ท่านจะเล่าเรื่องของชายผู้เร่ร่อนอีกครั้งได้หรือไม่”
“ดีเลย!” ปี๋โหย่วเอ๋อร์ปรบมือด้วยความดีใจ หลี่เต้ารู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่ครู่หนึ่ง
ตอนนั้นเขาแต่งเรื่องของชายผู้เร่ร่อนขึ้นมาเพื่อให้เด็กสาวสนุกเท่านั้น ตอนนี้รู้จักตัวจริงแล้ว หากเล่าออกไปก็คงจะไม่เหมือนเดิม ทว่าเมื่อเห็นปี๋โหย่วเอ๋อร์ทำหน้าคาดหวัง หลี่เต้าเองก็ไม่กล้าทำลายบรรยากาศ เขาจึงกล่าวว่า “ข้าจะเล่าเรื่องใหม่ให้พวกเจ้าฟังแทน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปี๋โหย่วเอ๋อร์ก็ยิ่งทำหน้าตื่นเต้น “เรื่องใหม่หรือ? เรื่องอะไรหรือ?”
หลี่เต้าตอบ “อืม เรื่องนี้ชื่อว่า…”
“ว่าด้วยวิธีการฝึกฝนจนเป็นอัศวินวิญญาณ”
ปี๋โหย่วเอ๋อร์เอียงศีรษะ “วิญญาณหรือ?”
“ก็คือดวงวิญญาณนั่นแหละ”
“อัศวินวิญญาณ…”
ปี๋โหย่วเอ๋อร์คาดเดาว่า “วิญญาณนี้เป็นม้าตัวหนึ่งใช่หรือไม่?”
“เนื้อเรื่องคงไม่ใช่เรื่องของบรรดาบุรุษที่แย่งชิงม้าวิญญาณในเรื่อง เพื่อจะได้เป็นอัศวินวิญญาณกระมัง?”
หลี่เต้า “???”