ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 667 จุดเด่นของโหย่วเอ๋อร์
พอหญิงงามเอ่ยปาก บรรยากาศก็พลันหยุดชะงักลงทันที ทุกคนไม่คิดว่าหญิงงามจะพูดจาตรงไปตรงมาและรุนแรงเช่นนี้
เมื่อบรรดาสตรีที่ไม่ได้รับการคัดเลือกได้สติ พวกนางก็พากันโวยวายด้วยความโกรธแค้น
ทว่าหญิงงามเพียงแค่แค่นเสียงเบาๆ พลางสะบัดแขนเสื้อ
ในชั่วพริบตา บรรดาสตรีที่ปากมากก็พบว่าตนเองอ้าปากไม่ออก หญิงงามกล่าวว่า “เป็นการลงโทษเล็กน้อยเพื่อเตือนสติ หากยังกล้าพูดจาไร้มารยาทอีก ก็ไม่ต้องพูดอีกต่อไป”
ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวกลุ่มนั้นจึงรีบวิ่งหนีไป
พวกนางเพิ่งเข้าใจว่ามีบางคนที่พวกนางไม่อาจใช้คำพูดรังแกได้ง่ายๆ
แน่นอนว่าผู้ที่จากไปล้วนเป็นพวกชอบก่อเรื่อง แต่ก็ยังมีสตรีบางส่วนที่ยังคงอยู่ หญิงงามมองดูสตรีที่เหลืออยู่แล้วค่อยกล่าวว่า “อย่าคิดว่าสระหยกไม่เคารพพวกนาง แต่เพราะเคารพพวกนางมากเกินไปจึงไม่ได้เลือกพวกนาง”
“สระหยกมีหญิงงามมากมาย หากรับพวกนางเข้ามา ในระยะสั้นอาจไม่เห็นปัญหา แต่สตรีมักมีนิสัยชอบเปรียบเทียบติดตัวมาแต่กำเนิด เมื่อเวลาผ่านไปนาน พวกนางย่อมเกิดความไม่พอใจขึ้นมาอย่างแน่นอน”
“การบ่มเพาะต้องทำด้วยจิตใจที่สงบ หากจิตใจไม่สงบแล้ว มารในใจก็จะก่อตัวขึ้นมา เมื่อถึงเวลานั้น เบาสุดก็คือวิชาจะเสื่อมถอย อนาคตพังทลาย หนักสุดก็คือร่างดับวิชาสูญ”
“ในอดีต สระหยกเคยละเลยเรื่องเหล่านี้มาก่อน พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าผลเป็นเช่นไร?”
“ผลก็คือ สตรีที่มีปมด้อยส่วนหนึ่งได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มแล้วค่อยทำร้ายสตรีคนอื่นในสำนัก จนทำให้สระหยกเสียหายรุนแรง”
บทเรียนในอดีตจะต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก หลังจากฟังคำพูดของหญิงงามจบ ทุกคนจึงได้เข้าใจเหตุผล
เมื่อเทียบกับสตรีแล้ว บุรุษไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ บุรุษนั้นขอเพียงแค่ไม่ได้อัปลักษณ์ถึงขีดสุดก็สามารถชดเชยด้วยด้านอื่นได้ เมื่อขบวนจัดแถวใหม่เรียบร้อยแล้ว สายตาของหญิงงามก็ยังคงกวาดมองไปในกลุ่มสตรีต่อ
ในตอนนี้ เถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์ก็ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มคนแล้ว ต้องยอมรับว่าความงามของเถี่ยซานเหนียงนั้นโดดเด่นยิ่ง เมื่อนางเดินเข้าไปในกลุ่มสตรี ก็กลายเป็นจุดสนใจในทันที
สตรีผู้งดงามวัยกลางคนมองไปที่เถี่ยซานเหนียงด้วยสายตาที่ตะลึงในความงามอย่างอดไม่ได้ และแน่นอนว่านางก็ไม่ได้มองข้ามปี๋โหย่วเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เช่นกัน ในบรรดาสตรีทั้งหมด นอกจากเถี่ยซานเหนียงผู้มีใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาแล้ว ปี๋โหย่วเอ๋อร์เองก็งดงามรองลงมาเป็นอันดับสอง
“เชิญทั้งสองเจ้าเข้ามา”
สตรีผู้งดงามวัยกลางคนส่งยิ้มอ่อนโยนพร้อมทำมือเชิญทั้งสองคน
อันที่จริงแล้ว มีบางสิ่งที่สตรีผู้งดงามวัยกลางคนยังไม่ได้เอ่ยออกมา นั่นก็คือจากการศึกษาค้นคว้ามาหลายปีของสำนักสระหยก พวกนางพบว่าสตรีที่มีรูปโฉมงดงาม มักจะมีพรสวรรค์ดีกว่า และสายเลือดก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว อัตราความเป็นไปได้นี้จะเพิ่มขึ้นตามระดับความงาม
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสำนักสระหยกที่เดิมทีเป็นเพียงสำนักของสตรีเฉยๆ กลายมาเป็นสำนักที่มีแต่สตรีผู้งดงามในที่สุด นอกเหนือจากวิชาของสำนักสระหยกที่มีผลในการรักษาความอ่อนเยาว์และความงามแล้ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ
เมื่อเห็นเถี่ยซานเหนียงและโหย่วเอ๋อร์ถูกเลือก เถี่ยขวางเหรินก็กล่าวด้วยความคาดหวังว่า “พี่สาวเองก็เป็นคนตระกูลเถี่ยเช่นกัน จะต้องได้รับเลือกอย่างแน่นอน”
“ไม่รู้ว่าพี่สาวจะดีใจมากแค่ไหนเมื่อรู้ว่าตนเองสามารถบ่มเพาะเพียรได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็แอบยิ้มอยู่ด้านข้าง
บ่มเพาะเพียร?
พี่สาวของเจ้าก้าวขึ้นถึงระดับกึ่งปรมาจารย์แล้ว และนี่ยังเป็นเพราะเถี่ยซานเหนียงให้ความสำคัญกับการค้าขายมากกว่าการบ่มเพาะเพียรในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ หากเถี่ยซานเหนียงวางมือจากการค้าและทุ่มเทให้กับการบ่มเพาะอย่างจริงจัง คาดว่านางคงไล่ตามทันผู้ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของการจัดอันดับยอดยุทธได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หากได้รับการช่วยเหลือจากเลือดวิเศษของหลี่เต้าแล้ว การทำลายสถิติของการจัดอันดับยอดยุทธก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เนื่องจากล้วนแต่เป็นผู้ได้รับเลือก การตรวจสอบจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักก็มาถึงคราวของเถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์
“คุณหนู…”
“เจ้าไปลองดูก่อนเถิด”
เมื่อได้ยินดังนั้น ปี๋โหย่วเอ๋อร์ก็พยักหน้าด้วยสีหน้าตื่นเต้น ในฐานะสาวใช้คนสนิทของเถี่ยซานเหนียง นางได้รับการตรวจสอบพรสวรรค์มาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่จะติดตามเถี่ยซานเหนียง ปี๋โหย่วเอ๋อร์นั้นมีพรสวรรค์ไม่ดีนัก ครั้งหนึ่งเคยถูกคัดออก
แต่เถี่ยซานเหนียงรู้สึกถูกชะตากับปี๋โหย่วเอ๋อร์ จึงได้เลือกนางมาโดยเฉพาะ ตลอดเวลาที่ผ่านมา การที่ไม่สามารถฝึกวิชาได้ก็เป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจของปี๋โหย่วเอ๋อร์
เหมือนเช่นครั้งแรกที่พบกับหลี่เต้าและเผชิญหน้ากับมือสังหาร ปี๋โหย่วเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจที่ไม่สามารถแบ่งเบาภาระให้คุณหนูของตนได้
เมื่อเทียบกับเถี่ยซานเหนียงและหลี่เต้าที่มาสนุกสนาน นางจึงจริงจังกับการตรวจสอบครั้งนี้มาก หากเป็นไปได้ นางก็อยากจะแข็งแกร่งขึ้น ปี๋โหย่วเอ๋อร์วางมือลงบนหินตรวจสอบสายเลือดตามคำสั่งของศิษย์สระหยก ในชั่วขณะถัดมา หินก็พลันเปล่งแสงสีเขียวอ่อน
เมื่อแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนก็รู้ว่าสำเร็จแล้ว ไม่นานนัก เงาดอกบัวสีเขียวได้ปรากฏขึ้นและรวมตัวกันอยู่เหนือศีรษะของปี๋โหย่วเอ๋อร์
เมื่อเทียบกับภาพลวงตาก่อนหน้านี้ ดอกบัวสีเขียวนั้นดูเหมือนจะค่อยๆ ชัดเจนมากขึ้น จนกระทั่งทั้งหญิงงามแห่งสระหยก สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าที่เป็นผู้นำของสระหยก รวมถึงศิษย์ที่เหลือ ก็ต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจ
หลังจากดอกบัวสีเขียวปรากฏขึ้นชัดเจนแล้ว แสงสีเขียวกายังคงเติมเต็มเข้าสู่ดอกบัวอย่างต่อเนื่อง ระดับหนึ่ง… ระดับสอง… ระดับสาม…
นี่เป็นการเพิ่มระดับของดอกบัวสีเขียว จนกระทั่งดอกบัวเพิ่มขึ้นถึงระดับหก มันจึงค่อยๆ หยุดลง
ในขณะนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างจับจ้องมายังจุดเดียว การที่สามารถรวมตัวเป็นเงาที่สมบูรณ์ได้ก็นับว่าเก่งกาจแล้ว
แต่ภาพปรากฏสายเลือดของปี๋โหย่วเอ๋อร์นี้ ไม่เพียงแตรวมตัวเป็นเงาที่สมบูรณ์เท่านั้น ยังสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีกด้วย และสุดท้ายยังสามารถวิวัฒนาการต่อไปได้อีก
นี่คือสายเลือดระดับใดกัน?
“คุณหนู…”
ปี๋โหย่วเอ๋อร์มีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจ นางเพียงรู้สึกว่าสายตาร้อนแรงรอบตัวทำให้รู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินเสียงเรียก เถี่ยซานเหนียงก็ได้สติกลับคืนมาก่อนจะส่งสายตาปลอบประโลมให้ปี๋โหย่วเอ๋อร์ ในฐานะคนค้าขาย นางมองออกถึงความหมายในสายตาของผู้คนรอบข้าง
ทั้งอิจฉาริษยาและแม้กระทั่งความโลภ
“เด็กคนนี้ ดูท่าตอนนั้นข้าจะมองเจ้าไม่ผิดเลย”
เมื่อนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เถี่ยซานเหนียงก็ยื่นมือไปลูบศีรษะของปี๋โหย่วเอ๋อร์ ปี๋โหย่วเอ๋อร์ทำหน้างุนงงไม่เข้าใจความหมาย นางไม่รู้เลยว่าเหตุผลที่เถี่ยซานเหนียงเลือกนางมาเป็นสาวใช้คนสนิท นอกจากเห็นว่านางเป็นเด็กว่าง่ายสอนง่ายและน่ารักแล้ว ส่วนใหญ่ยังเป็นเพราะลางสังหรณ์บางอย่างของเถี่ยซานเหนียง
จนกระทั่งโตขึ้น เถี่ยซานเหนียงก็ยังมองไม่ออกว่าทำไมปี๋โหย่วเอ๋อร์ถึงให้ความรู้สึกแรงกล้าเช่นนั้น
แต่ตอนนั้นนางก็ถือว่าปี๋โหย่วเอ๋อร์เป็นดังพี่น้อง สุดท้ายจึงละเลยเรื่องเหล่านี้ไป
ไม่นึกว่าที่แท้ความจริงกลับอยู่ตรงนั้นเอง
แต่ตอนนี้ นางไม่ได้ดีใจเพราะสายตาของตนเอง แต่ดีใจเพื่อปี๋โหย่วเอ๋อร์อย่างจริงใจ
อีกด้านหนึ่ง
หลี่เต้าและเถี่ยขวางเหรินก็ถูกดอกบัวสีเขียวดึงดูดความสนใจไปเช่นกัน
เถี่ยขวางเหรินที่ก่อนหน้านี้ยังดีใจที่ตนเองได้รับเลือกจากนครดาบ แต่ตอนนี้สีหน้าของเขากลับอับอายขึ้นมาทันที
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว เขายังสู้ปี๋โหย่วเอ๋อร์ที่เป็นแค่สาวใช้ยังไม่ได้
ว่าแต่ ดอกบัวสีเขียวนี้นับเป็นสายเลือดด้วยหรือ? เถี่ยขวางเหรินเอ่ยถาม
เพราะสังเกตเห็นว่าพวกหลี่เต้ามาพร้อมกับเถี่ยซานเหนียง
แม้จะไม่รู้ว่าพวกเขารู้เรื่องสายเลือดมาจากที่ใด แต่สตรีหญิงงามก็อธิบายว่า “สายเลือดนั้นซับซ้อนกว่าที่พวกเจ้าคิดมากนัก”
“อย่าว่าแต่ดอกบัวสีเขียวเลย สรรพสิ่งในใต้หล้าล้วนมีโอกาสปรากฏในภาพลักษณ์แห่งสายเลือด แม้แต่ดวงดาวก็เช่นกัน”
หลังพูดจบ นางก็มองไปที่ปี๋โหย่วเอ๋อร์แล้วกล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “เด็กน้อยผู้นี้ พรสวรรค์ด้านสายเลือดช่างร้ายกาจนัก อย่างน้อยก็ประหยัดเวลาได้ห้าสิบปี”