ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 669 เด็กสาวอัจฉริยะและเด็กหนุ่มธรรมดา
ภาพนิมิตของสายเลือดยังคงดำเนินต่อไป เมื่อสายน้ำที่ไม่รู้ที่มาเริ่มก่อตัวขึ้น เงาร่างของคนก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นตามไปด้วย
จนในที่สุดภาพก็ปรากฏชัดราวกับเป็นภาพจริงที่แขวนอยู่บนท้องฟ้า สายน้ำกลายเป็นแม่น้ำสวรรค์ และหญิงสาวร่างอ่อนแอ ก็กลายเป็นเทพธิดาที่กำลังว่ายน้ำอยู่
สิ่งเดียวที่มองได้ไม่ชัดคือใบหน้าของเทพธิดา ยังคงเลือนราง ไม่สามารถมองเห็นโฉมหน้าได้ จากนั้นแสงสว่างก็ค่อยๆ จางหายไป แม่น้ำสวรรค์และเทพธิดาเองก็หายวับไปพร้อมกัน
เมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม ทุกคนก็ยังคงไม่อาจตั้งสติได้จากความตกตะลึง
“ฮึไม่นึกเลยว่าข้าจะเก่งถึงเพียงนี้”
สุดท้ายเถี่ยซานเหนียงเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้จากความประหลาดใจ นางยิ้มอย่างสดใส มองไปทางหลี่เต้าราวกับต้องการอวดความสามารถของตน
เมื่อเห็นสีหน้าเย่อหยิ่งแสนน่ารักของเถี่ยซานเหนียง หลี่เต้าก็พยักหน้าพลางยิ้มบาง พูดว่า “เก่งมากจริงๆ”
พอได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ คนที่เหลือก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา ในขณะนี้สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้ากำลังมีสีหน้าซับซ้อน นางรู้สึกว่าเงื่อนไขที่เถี่ยซานเหนียงเสนอมาก่อนหน้านี้ก็ใช่ว่าจะรับไม่ได้ สาเหตุหลักเป็นเพราะเถี่ยซานเหนียงได้สร้างความประทับใจไว้อย่างมาก
บุคคลเช่นนี้ไม่เพียงแค่ในยุคปัจจุบัน ทว่าแม้แต่ในยุคโบราณก็คงหาได้ยากยิ่ง เถี่ยซานเหนียงมองไปยังสตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง “ตอนนี้สามารถพาเขาไปด้วยได้แล้วใช่หรือไม่?”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าอ้าปากจะพูดแต่ก็ชะงักไป นางอยากตอบตกลง แต่คิดว่าหากให้พาไปเพียงแค่คนเดียวก็คงจะไม่พอ
“เชิญเข้าร่วมสำนักนครดาบของพวกเราเถิด พวกเราสำนักนครดาบยินดีตกลง”
ก่อนที่สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าจะทันได้เอ่ยปาก ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงดังขึ้นมา เมื่อทุกคนหันไปมองก็เห็นผู้อาวุโสของสำนักนครดาบมาปรากฏตัวอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
“พวกเราสำนักผกาครามก็ยินดีเช่นกัน ขอเพียงแค่เจ้าเลือกเข้าร่วมสำนักผกาคราม เจ้าจะพาผู้ใดมาด้วยกี่คนก็ได้”
ผู้คนจากสำนักผกาครามเองก็ตามมาติดๆ และหลังจากนั้นสำนักเขาเมืองโบราณรวมถึงสำนักอื่นๆ ก็ต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ การจะเข้าร่วมสระหยกนั้นมีเงื่อนไข แต่สำนักอื่นไม่มีเงื่อนไขใด
“พวกเจ้า!”
พอสตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าได้ยินว่าผู้คนจากสำนักอื่นต้องการแย่งตัวคน สีหน้านางก็พลันเย็นชาในทันที หากเป็นในสถานการณ์ปกติ แม้แต่สำนักชั้นสูงอื่นๆ ก็ต้องให้เกียรติสระหยก
แต่ประเด็นสำคัญคือ เถี่ยซานเหนียงแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ด้านสายเลือดที่เหนือชั้นเกินไป พวกเขาถึงขั้นยอมเสี่ยงที่จะทำให้สระหยกขุ่นเคืองใจเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว หากเถี่ยซานเหนียงสามารถเข้าร่วมกับพวกเขาได้ นั่นก็เท่ากับได้สองต่อ ยังมีเด็กที่มีสายเลือดปัทมขจีระดับหกอีกคนด้วย
“อมิตาภพุทธ คุณหนูก็สามารถลองพิจารณาวัดหมื่นพุทธของพวกเราดูได้”
สุดท้ายแม้แต่พระชราจากวัดหมื่นพุทธเองก็อดไม่ได้ที่จะออกมาแทรกแซง
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของสตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้ายิ่งดำทะมึน นางเอ่ยเสียงเย็นทันที “วัดหมื่นพุทธของพวกเจ้ารับเฉพาะบุรุษ มาร่วมวงด้วยทำไม”
พระชราประนมมือ “อมิตาภพุทธ หากคุณหนูผู้นี้เต็มใจ นั่นก็แสดงว่ามีวาสนากับวัดหมื่นพุทธ ผู้มีวาสนาล้วนสามารถเข้าวัดหมื่นพุทธได้”
“หรือหากไม่สบายใจ วัดหมื่นพุทธของเราก็อาจจะสร้างวัดหมื่นพุทธฝ่ายหญิงขึ้นมาใหม่ก็ได้” คำพูดของพระชราทำให้ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างพากันอึ้งงัน
“สมกับเป็น ‘พระผู้ทรงธรรม’ กล้าพอที่จะทำถึงเพียงนี้”
ในตอนนี้เอง พระกล้ามโตที่ก่อนหน้านี้ได้พาพุทธบุตรไป เมื่อได้ยินคำพูดของพระชรา ก็อดไม่ได้ที่จะก้าวออกมาพูดว่า “ในเมื่อพระชราพูดเช่นนี้แล้ว วัดเจดีย์ของข้าก็ทำได้เช่นกัน”
สีหน้าของสตรีผู้สวมผ้าคลุมหนายิ่งเขียวคล้ำขึ้นทุกที พวกคนเหล่านี้ช่างไร้ยางอายจริงๆ นางหันกลับไปมองผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่กลับเห็นเถี่ยซานเหนียงทำสีหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าคนที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์เมื่อครู่นี้ไม่ใช่นาง
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหนาสูดหายใจลึกก่อนจะเอ่ยปากว่า “คุณหนู สระหยกของพวกเรานั้นแต่โบราณมาไม่เคยรับบุรุษเข้าสำนัก”
“แต่หากเจ้ายินยอม พวกเราสระหยกยินดีจะแนะนำเขาเข้าสำนักชั้นสูงใดก็ได้ อีกทั้งยังจะมอบทรัพยากรบ่มเพาะเพียรจำนวนมากให้”
“และหากคุณหนูเข้าร่วมสำนัก ก็จะได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างดีที่สุดในสระหยก”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าพรั่งพรูเงื่อนไขต่างๆ ออกมาในคราวเดียว มีเป้าหมายเดียว คือต้องการให้เถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์เข้าร่วมสระหยก หากปล่อยคนที่มีพรสวรรค์ทางสายเลือดเช่นนี้ไป สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าคงต้องตบหน้าตัวเองแม้ในความฝัน
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เถี่ยซานเหนียงก็ยังไม่ได้ตอบออกมาตามตรง แต่นางหันไปมองหลี่เต้าแล้วกล่าวว่า “พี่หลี่ ท่านจะลองดูบ้างหรือไม่?”
พอได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ต่างจับจ้องไปที่หลี่เต้า ชายหญิงรูปงามย่อมดึงดูดสายตาไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ดังนั้นตั้งแต่นัก ก็มีคนไม่น้อยที่สังเกตเห็นหลี่เต้าและเถี่ยซานเหนียง พวกเขาเห็นว่าในกลุ่มสี่คนนี้มีถึงสามคนที่เกิดปรากฏการณ์พิเศษ
อีกสองคนในนั้นก็มีพลังร้ายกาจยิ่ง หลายคนจึงคาดเดาว่า หลี่เต้าที่เหลืออยู่จะมีปรากฏการณ์พิเศษไม่ธรรมดาด้วยหรือไม่
เถี่ยซานเหนียงหันไปมองสตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าแล้วถามว่า “น่าจะลองได้ใช่หรือไม่?”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหนามองหลี่เต้าแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบว่า “ได้”
หินตรวจสอบสายเลือดทำจากวัสดุเดียวกัน ย่อมทำได้ไม่อยู่แล้ว ในยามนี้นางต้องพยายามตอบสนองความต้องการของเถี่ยซานเหนียงให้มากที่สุด
หลี่เต้ามองไปที่หินตรวจสอบสายเลือด เขายอมรับว่ารู้สึกสนใจอยู่ไม่น้อย จนถึงตอนนี้ เขายังจำความรู้สึกผิดหวังที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำได้ ตอนที่ถูกปรมาจารย์นักพรตเฒ่าตัดสินว่าเป็นคนไร้พรสวรรค์ในการบ่มเพาะเซียน แม้พรสวรรค์ในการบ่มเพาะเซียนจะต่ำ แต่หากมีพรสวรรค์ด้านสายเลือดที่แข็งแกร่งก็ยังดี
หากเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็คงช่วยปลอบประโลมความแค้นเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่ความทรงจำจะฟื้นคืนมาได้ หลี่เต้าชำเลืองมองเถี่ยซานเหนียงแล้วกวาดตามองบรรยากาศคึกคักรอบๆ จากนั้นเขาก็ส่งสายตาให้นางราวกับจะบอกว่า ‘ตอนนี้เจาก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้ รอฟังว่าเจ้าจะจัดการอย่างไร’
เถี่ยซานเหนียงเข้าใจความหมายในสายตาของหลี่เต้า นางหรี่ตายิ้มพลางส่งสายตาตอบกลับไปราวกับจะบอกว่า ‘ก็มีพี่หลี่อยู่ตรงนี้แล้วไม่ใช่หรือ’
หลี่เต้าเหลือบตามองเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เอาไว้ค่อยดูความต้องการของซานเหนียงก็แล้วกัน นางอยากเข้าร่วมก็เข้า ไม่อยากเข้าก็ไม่ต้องเข้า
เดิมทีพวกเขาก็แค่มาลองดูเท่านั้น หากมีผู้ใดบังอาจบีบบังคับเล่า?
น่าเสียดาย แม้เจียงโจวจะเป็นเจียงโจวของยอดฝีมือในยุทธภพ แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือมันก็เป็นเจียงโจวของแคว้นต้าเฉียนด้วย ยอดฝีมือใช้วรยุทธละเมิดกฎหมาย?
เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นในที่แห่งนี้ หากกล้าละเมิดกฎก็ต้องพิจารณาดูว่าดาบของกองทัพหมาป่าผู่ถูคมกริบหรือไม่เสียแล้ว
ดังนั้นภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย หลี่เต้าจึงได้เดินไปที่หน้าหินตรวจสอบสายเลือด แต่มองดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร จากนั้นหลี่เต้าจึงวางมือลงบนหินอย่างไม่ใส่ใจนัก
ในไม่ช้าหินก็เกิดการตอบสนอง เห็นเพียงหินก้อนนั้นแผ่รัศมีสีแดงสว่างจ้าออกมา
เมื่อเห็นแสงเรืองรองนั้น ทุกคนต่างตื่นตระหนกตกใจ หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นอีกคนที่สามารถรวมพลังสร้างนิมิตสายเลือดได้?
แต่ทันใดนั้น ภาพที่ทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจก็ปรากฏขึ้น แม้ว่าแสงสีแดงนี้จะดูน่าเกรงขาม แต่กลับไม่มีปรากฏการณ์ใดๆ เกิดขึ้นเลย มีเพียงแสงสีแดงที่แผ่ออกมาเท่านั้น ไม่เห็นมีสิ่งอื่นใดเลย
เถี่ยซานเหนียงมองไปที่สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าด้วยความสงสัย แล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหนามองแสงสีแดงนั้น นางครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “การที่มีแสงแผ่ออกมานั้น บ่งบอกเพียงแค่ว่าเขามีพลังสายเลือด แต่การไม่มีปรากฏการณ์ใดๆ เกิดขึ้น แสดงว่าความเข้มข้นของสายเลือดของเขาไม่มากพอที่จะสะท้อนสายเลือดของตนเองออกมา”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบๆ ก็ต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากทั้งสี่คนประสบความสำเร็จทั้งหมด มันคงจะเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเกินไป นี้น่าจะเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น
จากนั้นบางคนก็เผยสีหนายินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่เถี่ยซานเหนียงและหลี่เต้า
เด็กสาวอัจฉริยะกับเด็กหนุ่มธรรมดา แบบนี้คงไม่มีจุดจบที่ดีแน่ บางคนถึงกับจินตนาการภาพของเด็กหนุ่มธรรมดาที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในตอนสุดท้ายไปแล้ว