ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 675 การโจมตีในยามราตรี
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง
แม้ว่าเมืองซางจะเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ทว่ายามค่ำคืนก็เล่นหอกแบบหนึ่ง แต่นับว่าเถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์ต่างไม่มีความสนใจ เพราะสถานที่เหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นสถานบันเทิงสำหรับบุรุษ เมื่อมองดูแสงไฟและสีสันยามราตรีที่ค่อยๆ จางหายไปจากสายตา
หลี่เต้าเคยพึมพำกับตัวเองขึ้นมา น่าเสียดายจริง นับตั้งแต่ความทรงจำกลับคืนมาและถูกเนรเทศไปยังค่ายนักโทษประหาร เขาก็แทบไม่ได้มีวันที่ได้ผ่อนคลายเลย
จนแทบจะลืมความสุขของการฟังเพลงในหอนางโลมไปแล้ว ในชาติก่อนผู้คนเชื่อว่าสมัยโบราณมีความบันเทิงและความสุขน้อยกว่าสมัยปัจจุบัน
แต่หลี่เต้าที่อาศัยอยู่ในยุคนี้รู้ดี ความบันเทิงในสมัยโบราณนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าสมัยปัจจุบันเลย บางทีอาจสนุกสนานได้มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะในสังคมปัจจุบันมีกฎระเบียบ ข้อจำกัด และเงื่อนไขมากมายหลายประการ แต่ในยุคโบราณนั้นไม่ได้มีกฎเกณฑ์ข้อจำกัดมากมายเช่นนี้ กล่าวง่ายๆ คือ แม้แต่สามัญชนทั่วไปเองหากมีเงินทองก็สามารถเสพสุขได้อย่างถึงที่สุด
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ที่มีฐานะอย่างเขา
หลี่เต้ามองดูองครักษ์ทั้งสองที่ยืนอยู่ซ้ายขวาแล้วรีบสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป อีกอย่างมีคนมากมายจับตามองดูเขาอยู่ เขาไม่อยากเปิดเผยเรื่องส่วนตัว หลังจากส่งสตรีทั้งสองเข้าไปในลานเรือนภายในจวนสกุลเถี่ยแล้ว
หลี่เต้าก็กล่าวราตรีสวัสดิ์แล้วจากไป
แม้ว่าทั้งสองจะถือว่ามีใจให้กันแล้ว
แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะอยู่ร่วมที่เดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีในยุคนี้ล้วนมีความถือตัว ยิ่งมีฐานะสูงส่งเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่อาจล่วงเกินได้ พระจันทร์ลอยเด่นบนฟ้า เสียงจิ้งหรีดร้องระงม
แม้ว่าเมืองซางยามราตรีจะเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง แต่นั่นก็เป็นเพียงในย่านการค้าเท่านั้น ทว่าจวนแห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างเงียบสงบ
หลังจากกล่าวลาเถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์แล้ว เขาก็รีบกลับมายังลานเรือนของตน
ในฐานะแขกผู้มีเกียรติ ลานเรือนที่จัดไว้ให้หลี่เต้านั้นถือว่ากว้างขวางมาก
ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นจวนแยกต่างหากเลยทีเดียว ทว่าหลี่เต้าไม่ได้กลับเข้าห้องไปพักผ่อน เขานั่งดื่มน้ำชาสูดลมยามราตรีที่ศาลาพักร้อนในลานเรือน หลี่เต้าเอนกายพิงเก้าอี้นอน เงยชื่นชมดวงจันทร์อย่างเหม่อลอย
ในยามนี้รอบๆ ลานเรือนแห่งนี้กำลังมีความเคลื่อนไหวแอบแฝง
“ลงมือตอนนี้หรือไม่?”
มีเสียงกระซิบถามขึ้นในความมืด
“ลงมือเลย ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดี จับตัวเขาแล้วเราก็ออกไปทันที” เมื่อตัดสินใจแล้ว ผู้เป็นหัวหน้าก็ชูน้วขึ้นสามนิ้ว เตรียมออกคำสั่ง และพอนิ้วสุดท้ายลดลง ผู้เป็นหัวหน้าก็ออกคำสั่งทันที “บุก!”
ในชั่วขณะถัดมา เงาร่างหลายสิบร่างก็พลันกระโจนออกมาจากมุม
เมื่อมองเห็นสถานการณ์รอบข้างได้ชัดเจน สีหน้าของผู้นำก็ชะงักค้างไปทันที
เขาถามคนข้างกายโดยไม่รู้ตัวว่า “ครั้งนี้พวกเราออกปฏิบัติการกันกี่คน?”
คนข้างกายตอบว่า “เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย พวกเราออกมาเพียงสี่คนเท่านั้น”
ผู้นำมองคนหลายสิบคนที่รับรู้ได้จากรอบๆ ตัวแล้วเงียบไป จากนั้นกลุ่มร่างชุดดำก็ต่างสบตากันอย่างรู้ใจ ทันใดนั้นสีหน้าของผู้นำก็พลันเคร่งขรึมก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ไม่ต้องสนใจอะไรมาก จับตัวคนให้ได้ก่อน ค่อยว่ากัน”
คนอื่นๆ ดูเหมือนจะเข้าใจตรงกัน จึงพากันเคลื่อนไหวพร้อมกันในทันที ทั้งหมดต่างพุ่งเข้าหาหลี่เต้าที่อยู่ในศาลาพร้อมกัน
ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ล้วนแต่เป็นผู้บ่มเพาะ แม้ว่าลานจะกว้างแต่ก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ก็มีคนพุ่งมาถึงตรงหน้าหลี่เต้าแล้ว ในขณะนั้นหลี่เต้าทำราวกับไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น เขานอนพักหลับตาอยู่บนเก้าอี้
“สำเร็จแล้ว!”
ชายชุดดำที่มาถึงตัวหลี่เต้าเป็นคนแรก ดวงตาฉายวับขึ้น
ด้วยความยินดี เขายกมือขึ้นคว้าตัวหลี่เต้าทันที แต่ในชั่วขณะถัดมาก็ได้มีคนจู่โจมเข้ามาโจมตีเขาจากด้านข้าง
“คนผู้นั้นเป็นของพวกเรา!”
คนที่กำลังจะจับตัวหลี่เต้า รู้สึกได้ถึงแรงลมที่พัดมาจากด้านหลัง เขาจึงไม่กล้าลงมือต่อ พวกเขาต้องการจับเป็นหลี่เต้า
แต่สำหรับคนอื่นๆ พวกชายชุดดำจะไม่ปรานีเลย ทำการลงมืออย่างเหี้ยมโหดยิ่งนัก เขาพลันพลิกตัวฟาดฝ่ามือใส่ปะทะเข้ากับผู้บุกรุกเข้าพอดี โครม!
อากาศสั่นสะเทือน ทั้งสองถอยหลังพร้อมกัน
“ฝ่ามือใบไม้ร่วง?”
“หมัดคลื่นทะเล?”
ทั้งสองคนสบตากันผ่านดวงตาที่เผยให้เห็น พวกเขาต่างมองเห็นความตกตะลึงในแววตาของอีกฝ่าย ในชั่วขณะถัดมาทั้งสองคนก็ต่างเอ่ยขึ้นพร้อมกันว่า “เจ้าใช้กลอุบาย!”
หลังจากพูดจบ ทั้งคู่ก็พลันชะงักค้าง
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะต่างฝ่ายต่างพบว่าอีกฝ่ายใช้กระบวนท่าของสำนักตน
กล่าวคือ ทั้งสองคนต่างพยายามใส่ร้ายป้ายสีกันและกัน จึงใช้วิชาของสำนักอื่นในเวลาเดียวกัน
ชุดดำคนอื่นๆ ก็เข้าปะทะกันแล้ว
ไม่เพียงแค่สองคนนี้เท่านั้นที่ทำเช่นนี้ คนอื่นๆ เองก็ดูเหมือนจะทำเช่นเดียวกัน บางคนถึงขั้นเข้าเพียงคนเดียวแต่ใช้กระบวนท่าของหลายสำนักเสียด้วยซ้ำ โดยสรุปแล้วพวกเขางต่างพยายามไม่เปิดเผยตัวตนของตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
“พวกเจ้าเป็นผู้ใดกัน?”
ในยามนั้นเอง หลี่เต้าก็ตื่นขึ้นมาเพราะความวุ่นวายใหญ่นี้
เขาก็ถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เมื่อสังเกตเห็นว่าหลี่เต้าตื่นขึ้นมาแล้ว หลายสิบคนก็จ้องเป้าหมายแน่วแน่แล้วลงมือโจมตีอีกครั้ง ครั้งนี้เป้าหมายของพวกเขาทั้งหมดคือหลี่เต้า
บางคนช้า บางคนเร็ว เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน และมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่นานกลุ่มคนก็ปะทะกันอีกครั้ง
ทันใดนั้นมีคนหนึ่งรู้สึกตัวและกล่าวว่า “หยุดต่อสู้กันเถอะ ถ้าทำแบบนี้ต่อไปก็ไม่มีใครได้อะไร ยิ่งอาจดึงดูดคนอื่นมาที่นี่อีก พาเขาไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ทุกคนก็หยุดมือโดยสัญชาตญาณ
ไม่มีใครโง่ พวกเขาย่อมรู้ดีว่าหากยังคงต่อสู้กันต่อไป มันจะนำมาซึ่งปัญหาใหญ่
ดังนั้นทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันโดยไม่ต้องพูดอะไร แล้วหันไปจ้องเป้าหมาย ซึ่งก็คือหลี่เต้า ในตอนนี้เหยื่อของพวกเขาดูเหมือนจะตกใจกลัวจริงๆ
ไม่เพียงแค่ไม่หนี ทั้งยังไม่ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลืออีก ราวกับถูกทำให้ขวัญผวาจนยืนนิ่งอยู่กับที่
“พาเขาไปก่อนแล้วค่อยไปต่อสู้กันที่อื่น!”
มีคนลงมือแล้ว
และครั้งนี้ไม่มีใครขัดขวาง หลี่เต้าถูกพาตัวไป พวกเขาเพียงแค่ต้องจับตาดูคนที่จับตัวเขาไปเท่านั้น ในหมู่คนหลายสิบคนไม่มีฝ่ายใดที่มีอำนาจน้อยกว่ากัน เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ไปฝ่ายเดียว
และในขณะที่มือของคนผู้นั้นกำลังจะแตะต้องตัวหลี่เต้า ทันใดนั้นแสงกระบี่อันคมกริบก็แหวกผ่านอากาศเข้ามา
“ภายในเมืองซาง จะปล่อยให้พวกเจ้าลงมือลักพาตัวผู้คนได้อย่างไร” ในชั่วขณะถัดมาพลันกลิ่นหอมอ่อนโชยผ่าน จากนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ข้างกายหลี่เต้า
เมื่อมองให้ชัดแล้ว คนที่กำลังจะลงมือลักพาตัวก็ถึงกับชะงักงัน
“คนของสระหยก!”
ในเวลาเดียวกันนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอีก
“อมิตาภพุทธ อาตมาเองก็ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว ขอให้ทุกท่านยุติการกระทำเสียเถิด”
ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตอบสนอง ประตูใหญ่ของลานเรือนก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก ตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ พระชรารูปหนึ่งนำสามเณรกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก
เมื่อเหล่าคนชุดดำเห็นพระชรา พวกเขาก็ชะงักอีกครั้ง
“ยังมมีคนของวัดหมื่นพุทธอีก!”
“พวกเจ้าคิดว่ามีแค่พวกเจ้าที่ฉลาดหรือไร”
ทันใดนั้นก็มีเสียงทุ้มตวาดดังขึ้น พระกล้ามโตแห่งวัดเจดีย์พร้อมด้วยผู้ติดตามก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของพระชราเช่นกัน พระกล้ามโตกวาดตามองสถานการณ์ตรงหน้าแล้วเอ่ยปากพูดกับหลี่เต้าว่า “เจ้าหนุ่มหน้าขาว เจ้าอยากเข้าร่วมวัดเจดีย์ของพวกเราหรือไม่”
“แม้ว่าเจ้าจะเกิดมาพร้อมเส้นลมปราณที่ขาด และพรสวรรค์ด้านสายเลือดก็แย่มาก แต่หากเข้าร่วมวัดเจดีย์ของพวกข้า อย่างน้อยความปลอดภัยของเจ้าก็จะไม่มีปัญหาแน่นอน”
ว่าแล้วเขาก็อวดกล้ามเนื้อของตนภายใต้แสงจันทร์ กล้ามเนื้อเหล่านั้นถึงกับเปล่งประกายวาววับ