ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 676 ตีรังหนู
การปรากฏตัวของสระหยกและคณะทำให้พวกชุดดำตั้งตัวไม่ทัน ในตอนแรกพวกเขารู้สึกประหลาดใจ แต่สุดท้ายอารมณ์ก็เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ลงอย่างยิ่ง ความรู้สึกที่ว่าในเหตุการณ์วุ่นวายครั้งนี้ พวกเขากลายเป็นตัวร้าย ส่วนสระหยกและคณะกลับฉวยโอกาสแสดงเป็นฝ่ายธรรมะ ดึงคะแนนความนิยมไปอย่างเต็มที่ ดังนั้นกลุ่มชุดดำจึงสบตากันไปมา พิจารณาว่าต่อจากนี้ควรทำเช่นไร จะบุกเข้าแย่งตัวคนโดยตรงดี หรือจะรีบถอยหนีไปในทันที พระชราก้าวออกมากล่าวว่า “อาตมาขอย้ำอีกครั้ง พวกเจ้าควรล่าถอยไปเถิด ตราบใดที่พวกอาตมายังอยู่ที่นี่ ย่อมไม่ปล่อยให้พวกเจ้าทำตามใจชอบได้แน่”
คำพูดเพียงประโยคเดียวนี่ทำให้พวกชุดดำตัดสินใจได้
การที่พวกเขาจะอยู่ต่อเพื่อแย่งตัวคนนั้นดูจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว สระหยกและคณะไม่จำเป็นต้องระมัดระวังตัวแต่อย่างใด ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ หากพวกเขาจริงจังสักนิด ผู้ที่จับตาดูอยู่ย่อมมองออกถึงตัวตนที่แท้จริงได้
บางเรื่องทำในที่ลับกับทำในที่แจ้ง ย่อมให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
“เรื่องนี้จะไม่จบลงแค่นี้ พวกเราจะได้พบกันอีก” ชายชุดดำคนหนึ่งกล่าวคำขู่เอาไว้ แล้วหลังพูดจบก็จะพาคนของตนจากไป ส่วนชายชุดดำคนอื่นๆ เมื่อเห็นดังนั้นก็ทำท่าจะเดินตามไปด้วย
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้น
“พวกเจ้าจากไปเช่นนี้ ดูจะไม่เหมาะสมนัก”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ฝีเท้าของพวกชายชุดดำก็พลันชะงักไป พระซูวาๆ และคณะก็หันไปมองตามเสียงนั้น จึงพบว่าคนที่พูดไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหลี่เต้าที่ก่อนหน้านี้ได้รับการปกป้องจากพวกสระหยก หลี่เต้าไม่สนใจสายตาประหลาดใจของหญิงสาวจากสระหยกที่อยู่ด้านข้าง เขาเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “อย่างน้อยก็ควรให้คำอธิบายแก่ข้าสักหน่อยมิใช่หรือ”
“คำอธิบาย? เจ้าหนุ่มหน้าขาวอย่างเจ้าต้องการคำอธิบายอะไร”
ชายชุดดำคนหนึ่งถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห
พวกล้มเหลวในภารกิจครั้งนี้ก็รู้สึกไม่พอใจอยู่แล้ว ยังจะมาโดนเจ้าหนุ่มหน้าขาวเรียกร้องคำอธิบายอีก ในสายตาของเขา หลี่เต้าคงอาศัยการมีคนคุ้มครอง ถึงได้กล้าบ้าบินเช่นนี้ ในยามนั้นเอง พระชราได้ก้าวออกมากล่าวว่า “ท่านผู้มีวาสนา คนพวกนี้มีฝีมือไม่ธรรมดา อีกทั้งท่านก็ไม่ได้รับบาดเจ็บ ปล่อยพวกเขาไปเถิด”
เดิมทีนั้นพระชราคิดว่าด้วยสถานะของตนแล้ว เมื่อเอ่ยปากทุกอย่างก็คงจบลง ทว่าหลี่เต้ากลับไม่แม้แต่จะมองเขาสักแวบ แล้วกล่าวต่อว่า “ที่นี่คือจวนของรองเจ้าเมืองแห่งเมืองซาง เป็นสถานที่ราชการ พวกเจ้าบุกรุกเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญก็ผิดแล้ว ยังจะปล้นชิงลักพาตัวคนอีก ถือเป็นการละเมิดกฎหมายต้าเฉียน ขาขอเตือนพวกเจ้าว่าควรจะยอมจำนนจะดีกว่า หากหลบหนีไปจากที่นี่ โทษจะยิ่งหนักขึ้นอีกขั้น”
เมื่อหลี่เต้ากล่าวจบ ผู้คนรอบข้างก็ต่างมองเขาด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ แม้แต่หญิงงามจากสระหยกที่อยู่ข้างๆ ก็ทนไม่ไหว
นางใช้ด้ามกระบี่กระทุ้งหลี่เต้าแล้วกระซิบว่า “เจ้าหนุ่ม พอได้แล้ว หากเรื่องราวยืดเยื้อจนเกินไปก็จะไม่เป็นผลดีกับเจ้า”
“หากคนพวกนี้โกรธจริงๆ พวกเราก็จะลำบาก”
เมื่อเผชิญหน้ากับหญิงงามจากสระหยก หลี่เต้าก็ส่ายหน้าตอบกลับ แต่ดวงตาทั้งสองกลับจ้องมองกลุ่มคนชุดดำนิ่งๆ
“ฮ่าๆ เจ้าหนู เจ้าคิดว่าที่นี่คือที่ไหนกัน” ชายชุดดำคนหนึ่งหัวเราะเยาะพลางเอ่ย “ที่นี่คือเจียงโจวนะ!”
หลี่เต้าขมวดคิ้วแล้วถามตรงๆ “แล้วอย่างไร เจียงโจวไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของราชสำนักต้าเฉียนหรือ? หรือว่าเจียงโจวสามารถอยู่นอกเหนือราชสำนักต้าเฉียนได้?”
“เจ้าหนู!”
ชายชุดดำพลันพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่แล้วเขาก็หัวเราะเยาะ
“วันนี้เจ้าจะพูดอะไรก็ไร้ประโยชน์ เรื่องในยุทธภพก็ต้องจบในยุทธภพ แม้แต่ราชสำนักก็กดข่มพวกเราไม่ได้”
“สรุปคือ พวกเราอยากไปก็ไป เจ้าจะทำอะไรได้?”
“ข้าขอเตือนเจ้าให้สนใจตัวเองบ้างเถอะ เจ้าหนู ภัยย่อมมาจากปาก คงไม่มีคนค่อยคุ้มครองมากมายแบบนี้ตลอดไปหรอก”
หลังได้ยินคำสั่ง พวกชายชุดดำก็เริ่มถอนกำลัง พอเห็นภาพเช่นนั้น หลี่เต้าก็ส่ายหน้าพึมพำ “ทำไมถึงไม่ยอมฟังคำเตือนกันนะ”
เมื่อเผชิญหน้ากับการถอนกำลังของพวกชายชุดดำ หลี่เต้ากลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
เพราะเหตุใดน่ะหรือ?
ก็เพราะถ้าพวกนี้ไม่หนี แล้วจะเพิ่มโทษให้พวกมันได้อย่างไรกันเล่า
หรือพูดอีกอย่างก็คือ จะตีหนูต้องตีทั้งรัง
จะจบลงได้ก็ต่อเมื่อจับต้นตอได้
พอเห็นหลี่เต้าที่เมื่อครู่ยังทำหน้าขรึม พยายามกักตัวคนไว้ แต่ตอนนี้เมื่อเผชิญหน้ากับชายชุดดำที่จากไป เขากลับทำอะไรไม่ถูก ทำให้คนที่เหลืออยู่ต่างคิดว่าก่อนหน้านี้ หลี่เต้าแค่อาศัยพวกเขาขู่ให้ดูน่าเกรงขามเท่านั้น
พระกล้ามโตจากวัดเจดีย์เอ่ยปากขึ้น “เจ้าหนู เจ้าก็ได้ยินคำขู่ของพวกเขาแล้ว จะเข้าร่วมวัดเจดีย์ของพวกข้าหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่กล้าแกล้งรังแกเจ้าแล้ว”
หญิงงามแห่งสระหยกจ้องพระกล้ามโตด้วยสายตาดุดัน “เจ้าอย่าไปฟังเขาเชียว ถ้าบวชเป็นพระแล้วก็คงเป็นหนุ่มหน้าขาวไม่ได้แล้ว”
“ข้าว่าเจ้าให้หญิงสาวตระกูลเถี่ยผู้นั้นเข้าร่วมสระหยกดีกว่า รอให้นางแข็งแกร่งขึ้น ก็จะได้ปกป้องเจ้าได้”
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันไปมา ทันใดนั้นก็มีเสียงเคลื่อนไหวดังมาจากด้านนอก
ตามด้วยประตูลานเรือนที่เปิดออก
ภาพที่ปรากฏคือ เถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์ที่คลุมเสื้อคลุมอยู่ และเถี่ยเหยียนจื้อกับเถี่ยขวางเหรินที่นำองครักษ์กลุ่มหนึ่งตามมาด้านหลัง เมื่อกลุ่มคนเดินเข้ามาเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน ก็ต่างแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“ข้าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวทางนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
เถี่ยซานเหนียงรีบก้าวเข้ามาข้างหน้า นางจ้องมองคนอื่นๆ ในลานเรือนด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
เถี่ยเหยียนจื้อจำคนตรงหน้าได้ในทันที
“พระอาจารย์เจินซิน? ผู้อาวุโสฉีหวู? และเทพธิดาหลิ่วเมิ่ง พวกท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เมื่อทั้งสามคนเห็นเถี่ยเหยียนจื้อ พวกเขาก็ทักทายเลยครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในลานเรือนเมื่อครู่ให้ฟัง
“ช่างไร้ยางอายสิ้นดี! พวกมันเป็นใครกัน! กล้าบุกมาจับคนถึงในจวนของข้า สายตาพวกมันยังเห็นราชสำนักอยู่หรือไม่!”
หลังจากฟังจบ เถี่ยเหยียนจื้อก็แสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวออกมา ทั้งสามคนรู้ว่าคนชุดดำพวกนั้นเป็นพวกไหน
แต่ก็อย่างว่า เรื่องในยุทธภพก็ต้องจบในยุทธภพ พวกเขาอาจไม่ยุ่งเกี่ยว แต่ก็จะไม่พูดอะไรมากเช่นกัน
“หลานชาย เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
เถี่ยเหยียนจื้อเดินผ่านทั้งสามคนไป แล้วถามหลี่เต้าด้วยความเป็นห่วง เพราะความสัมพันธ์กับเถี่ยซานเหนียง หลี่เต้าจึงให้เถี่ยเหยียนจื้อเปลี่ยนคำเรียกขานเขาไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
“พวกเขามา ‘ทันเวลา’ พอดี จึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
หลี่เต้าเอ่ยปากขึ้น
เถี่ยเหยียนจื้อจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเอ่ยว่า “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า เจ้าวางใจได้ ข้าจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้เจ้าอย่างแน่นอน”
ที่ด้านข้าง หญิงงามจากสระหยก หรือก็คือเทพธิดาหลิ่วเมิ่งที่เถี่ยเหยียนจื้อกล่าวถึง มองการสนทนาของทั้งสองคนด้วยสีหน้าประหลาดใจ ฟังจากบทสนทนาของทั้งสอง ดูเหมือนเถี่ยเหยียนจื้อจะมีท่าทีดีต่อหนุ่มหน้าขาวมากเกินไปหรือไม่ หรือว่าเสน่ห์ของเขาจะมีผลต่อทั้งชายและหญิงกระนั้นหรือ?
เมื่อได้ยินคำพูดของเถี่ยเหยียนจื้อ หลี่เต้ากลับส่ายหน้า “เรื่องนี้ไม่ต้องให้ท่านอาเป็นผู้จัดการหรอก”
เถี่ยเหยียนจื้อพลันชะงักไป “เช่นนั้นความหมายของเจ้าคือ…”
หลี่เต้ากล่าวเสียงเบา “หากเป็นเรื่องของผู้อื่น ย่อมเหมาะสมที่ท่านอาจะเป็นผู้จัดการ”
“แต่ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับข้าแล้ว ก็ปล่อยให้ข้าจัดการเองเถิด” ทันใดนั้น สีหน้าของเถี่ยเหยียนจื้อก็ชะงักงันไปทันที
ไม่นานเขาก็นึกถึงตัวตนที่แท้จริงของหลี่เต้า
จริงอยู่ บางเรื่องดูเหมือนไม่ใหญ่โต แต่ความจริงแล้วปัญหามันร้ายแรงมากเลยทีเดียว
เมื่อเข้าใจแล้ว เถี่ยเหยียนจื้อก็กล่าวว่า “หากมีปัญหาใดก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ ข้ายินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่”