ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 678 ความผิดพลาดของสำนัก
สองวันต่อมา ริมสระน้ำในลานเรือน หลี่เต้ากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้นวม เขาพลิกสมุดบันทึกบนโต๊ะไม้อ่านทีละเล่ม ในตอนนั้นเองได้มีร่างหนึ่งเดินเข้ามาใกล้
“พี่เขย นี่เป็นชุดสุดท้ายแล้ว”
เถี่ยขวางเหรินวางกองหนังสือหนาในอ้อมอกลงบนโต๊ะอย่างแรง
หลี่เต้าพยักหน้าแล้ววางสมุดในมือลง จากนั้นก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากกองนั้นขึ้นมาเปิดดูอย่างไม่ใส่ใจ
เถี่ยขวางเหรินถามอย่างสงสัย “พี่เขย ท่านอ่านแล้วพบอะไรบ้าง?”
หลี่เต้าตอบอย่างไม่แยแสโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา “ข้าพบว่าชาวยุทธแห่งเจียงโจวนั้นรนหาที่ตายอย่างไร้ความสามารถ”
ผ่านตาไม่ลืมเลือน เขาจึงอ่านสมุดบันทึกจบไปหลายเล่มอย่างง่ายดาย สมุดบันทึกเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยอดฝีมือในยุทธภพรอบเมืองซางในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ในนั้นครอบคลุมมากมายตั้งแต่สำนักใหญ่ไปจนถึงสำนักเล็กๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเป็นสำนักใหญ่ คดีก็ยิ่งมากขึ้น
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ สระหยก
ในบรรดาคดีเหล่านี้ คดีที่เกี่ยวข้องกับสระหยกนั้นมีจำนวนมาก
แน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าสระหยกมีปัญหามากที่สุด
แต่อาจกล่าวได้ว่ามีแนวโน้มที่สระหยกจะเกิดปัญหาได้ง่าย เพราะในสระหยกนั้นมีหญิงงามอยู่มากมาย และในยุทธภพก็ไม่ขาดพวกคนชั่วที่ลุ่มหลงในรูปโฉม จึงมักก่อเรื่องวิวาทอยู่บ่อยครั้ง
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ หลี่เต้าดูคดีมากมายเช่นนี้ก็เพื่อต้องการจับปลาที่หลุดรางแหไปบ้าง
อย่างเช่น พระรูปหนึ่งจากวัดเจดีย์
ตามบันทึกคดีได้ระบุไว้ว่า เขาเคยเป็นศิษย์สายตรงคนหนึ่งของวัดเจดีย์ เพราะทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น จึงสังหารทั้งตระกูลของเขา
สาเหตุของการทะเลาะวิวาทนั้นช่างน่าขัน เพียงเพราะตอนดื่มสุราพบว่าอีกฝ่ายขายสุราปลอม เลยโกรธแค้นจนถึงขั้นสังหารทั้งตระกูล หลังการสอบสวนภายหลังถึงได้รูไว่าไม่ใช่ความผิดของโรงเตี๊ยม แต่เป็นเพราะลูกน้องทุจริตทำการเปลี่ยนสุราในร้านเพื่อหวังเงินทอง ทว่าสุดท้ายผู้ที่โชคร้ายกลับกลายเป็นเจ้าของร้าน
ตามกฎหมายของต้าเฉียน การสังหารทั้งตระกูลถือเป็นความผิดร้ายแรง อย่างน้อยก็ต้องถูกประหารชีวิต แต่เพราะมีสถานะเป็นศิษย์สายตรงของวัดเจดีย์ สุดท้ายก็แค่ถูกคุมขังอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็ถูกวัดเจดีย์พาตัวกลับไป
ว่ากันว่าผลสุดท้ายคือถูกลงโทษด้วยไม้ปราบมารสองร้อยที จากนั้นก็ถูกขังเดี่ยวสิบปี
แม้จะบอกว่าขังเดี่ยวสิบปี แต่ก็แค่ห้ามออกจากวัดเจดีย์เท่านั้น ชีวิตความเป็นอยู่ยังสบายกว่าผู้คนทั่วไปมากนัก
และยังมีสำนักผกาคราม ซึ่งเป็นสำนักที่เจี้ยนจวินอยู่ มีสารเลวผูหนึ่งข่มขืนหญิงสาวนับร้อย แต่สุดท้ายก็แค่จ่ายค่าชดเชยให้ครอบครัวผู้เสียหายเล็กน้อย จากนั้นก็เหมือนกรณีของวัดเจดีย์ ถูกพาตัวกลับสำนักเพื่อรับโทษภายใน
อย่าพูดถึงเรื่องค่าชดเชยเลย นี่มันยุคศักดินาไม่ใช่ยุคปัจจุบัน
หนึ่งในสี่ของสำนักผกาครามที่ตกเป็นเหยื่อเล็กจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตาย อีกครึ่งหนึ่งก็ใช้ชีวิตอย่างไร้ความสงบสุข
มีมากยิ่งกว่าพระที่สังหารยกครัวของวัดเจดีย์เสียอีก
สองกรณีนี้เป็นเพียงส่วนขวางเท่านั้น นอกจากนี้ในเมืองซางในช่วงสิบปีที่ผ่านมาก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน กระทั่งคนที่ฉลาดหน่อยถึงกับหาแพะรับบาปมาแทน
ใช้คดีที่เรื่องนี้เป็นการสืบสวนโดยเถี่ยเหยียนจื้อเอง มิเช่นนั้นแม้แต่เรื่องนี้ก็คงถูกปิดบัง
และนี่เป็นเพียงสิ่งที่สืบพบในเมืองซางเท่านั้น แล้วเรื่องที่ยังสืบไม่พบและนอกเขตเมืองซางล่ะ?
สรุปแล้วหลังจากอ่านคดีเหล่านี้จบ หลี่เต้าก็เข้าใจแล้วว่าความรุ่งเรืองที่เห็นในเมืองซางนั้นมันช่างจอมปลอม สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างไม่ได้ต่างจากหนานเจียงเท่าไร หรืออาจจะร้ายแรงยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
ไม่นานนักเขาก็อ่านสมุดบันทึกที่เถี่ยขวางเหรินนำมาให้จบ ได้แต่กล่าวว่านี่คือโศกนาฏกรรมแห่งยุคสมัย บางเรื่องได้กลายเป็นความเข้าใจโดยนัยระหว่างราชสำนักและคนในยุทธภพไปแล้ว ตราบใดที่ชาวยุทธภพไม่ละเมิดกฎที่กำหนดไว้แต่แรก ทางราชสำนักก็จะปล่อยผ่านเสมือนไม่เห็น แน่นอนว่าเรื่องนี้จำกัดอยู่แค่ในเจียงโจวเท่านั้น
บางเรื่องก็ไม่อาจโทษฮองเต้จ้าวซิงได้ เพราะด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ เรื่องราวบางอย่างอาจไม่สามารถหลุดพ้นจากเจียงโจวไปถึงหูของเขาได้เลย
หลี่เต้าเห็นเถี่ยขวางเหรินยืนพะเนิบออยู่ด้านข้าง จึงเงยหน้าถามว่า “ตอนนี้สถานการณ์การรับคนของสำนักต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง?”
เถี่ยขวางเหรินตอบว่า “พี่เขย ท่านไม่รู้หรอก ช่วงนี้มีผู้คนมากมายนัก แต่ก่อนมีแค่ผู้คนจากเมืองซางเท่านั้นที่มา”
“แต่ไม่กี่วันมานี้ เพราะมีข่าวแพร่ออกไปทุกวัน จึงมีผู้คนจากต่างถิ่นหลั่งไหลมาที่ลานประลองเพื่อตรวจสอบสายเลือดไม่ขาดสาย”
“แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดี แต่ก็ชดเชยด้วยจำนวนคนที่มากมาย”
“ท่านจำซ่งเกอที่เราเคยรู้จักได้หรือไม่? เขาเป็นคนของสำนักนครดาบ ช่วงนี้สำนักนครดาบคัดเลือกคนจนตาลายเลยทีเดียว”
“คนเยอะขึ้นเรื่อยๆ” หลี่เต้าเลิกคิ้ว จากนั้นเขาก็พึมพำกับตัวเอง “ดูท่าจะไม่ยั้งไว้แล้ว”
ในตอนนั้นเองได้มีเสียงร้องยาวดังขึ้นจากบนท้องฟ้า จากนั้นเสียงแหวกอากาศก็พุ่งลงมาจากด้านบน
เถี่ยขวางเหรินรู้สึกได้ถึงแรงกดดันของคลื่นพลังนั้น เขาจึงระแวดระวังขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
“พี่เขย ระวัง!”
เขาคิดว่ามีคนมาจู่โจม จึงยกดาบฟันใส่เงาดำขนาดมหึมาที่พุ่งเข้ามา ทว่าในชั่วขณะถัดมาเงาดำนั้นพลันส่งเสียงร้องยาวพร้อมกับสะบัดอะไรบางอย่างใส่ จากนั้นเถี่ยขวางเหรินก็ถูกกระแทกจนลอยกระเด็นออกไปทั้งตัวคนและดาบ
“แคว่ก!”
หลังจากลงสู่พื้นไป เหยี่ยวที่มีขนาดตัวมหึมาก็ส่งเสียงร้องด้วยความดีใจแล้วก้มหัวลงต่ำ
“มาแล้ว”
หลี่เต้านั่งอยู่บนพื้น เขายิ้มพลางยกมือลูบหัวของไป่เฉียน จากนั้นจึงค่อยหันไปมองเถี่ยขวางเหรินที่นอนคว่ำอยู่ไม่ไกล “ไป่เฉียนยังออมมือไว ลุกขึ้นมาเถอะ”
เถี่ยขวางเหรินรีบลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมองเห็นรูปร่างของเงาดำที่บุกเข้ามาอย่างชัดเจน ทั้งร่างของเขาก็ชะงักค้างไป
“พี่เขย มันคือ…”
“วันชิวไป่เฉียน ข้าเลี้ยงมันมาตั้งแต่เล็กจนโต”
เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจนโต?
นั่นไม่ใช่สัตว์เลี้ยงหรอกหรือ?
หมายความว่าเขาถึงกับสู้สัตว์เลี้ยงของพี่เขยไม่ได้เลยหรือ?
ไม่เพียงแค่สู้ไม่ได้ แม้แต่จะต่อสู้สักยกก็ยังไม่ถึง
เถี่ยขวางเหรินแสดงสีหน้าเหมือนคนที่หมดศรัทธาในชีวิต
หลี่เต้าตบไป่เฉียนเบาๆ พลางยิ้มพูดว่า “ดูเหมือนเจ้าจะทำให้เขาตกใจนะ”
ไป่เฉียนร้องออกมาหนึ่งเสียง จากนั้นก็เบนสายตาจับจ้องไปที่เถี่ยขวางเหริน ในชั่วขณะถัดมาลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งออกมาปักลงตรงหน้าเถี่ยขวางเหริน เถี่ยขวางเหรินเพิ่งได้สติกลับมาพอก้มมองดูขนนกขนาดมหึมาที่ปักอยู่บนพื้นตรงหน้าแล้ว ร่างกายของเขาก็พลันสั่นสะท้าน หากพลาดเป้าไปเพียงนิดเดียวชีวิตน้อยๆ ของเขาคงไม่รอดแน
“มอบให้เจ้า”
แคขนนกเพียวเส้นเดียว?
“อย่าดูถูกขนนกนี้ ลองใช้ดาบของเจ้าทดสอบดู”
พอเถี่ยขวางเหรินได้ยินดังนั้น เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ดึงขนนกขึ้นมาจากบนพื้น มันให้ความรู้สึกเบาเกินคาด
และเมื่อดาบยาวปะทะเข้ากับขนนก
ขนนกนั้นก็ไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย แต่ดาบยาวกลับมีรอยบินเพิ่มขึ้นมาหนึ่งรอย ทันใดนั้นเถี่ยขวางเหรินก็มองขนนกด้วยสีหน้าประหลาดใจ
พี่เขยมันแข็งแกร่งแค่ไหนกัน!
แคขนนกเส้นเดียวน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้แล้ว เถี่ยขวางเหรินไม่กล้าจินตนาการถึงพลังของเหยี่ยวไหตงชิงตัวมหึมาที่อยู่ตรงหน้าเลย
แข็งแกร่งแค่ไหนงั้นรึ?
หลี่เต้าลูบลำคอของไป่เฉียนพลางยิ้มบางแล้วกล่าวว่า “คงไม่ด้อยไปกว่าซ่งเกอที่เคยยกย่องสักเท่าไหร่”
ซ่งเกอ?
ระดับมหาราชาปรมาจารย์!
บัดซบ!
เถี่ยขวางเหรินมองดูไป่เฉียนด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ
นกตัวใหญ่ตัวหนึ่งมีพลังถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์!
นี่มันเรื่องเหลวไหลอะไรกัน!
แต่นึกถึงตอนที่ตนเองถูกตบทีเดียวจนปลิวไปก็ทำให้รู้สึกว่า เรื่องนี้อาจเป็นไปได้อยู่บ้าง…