ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 679 ความตื่นตระหนกในเมืองซาง
หลี่เต้าไม่ได้สนใจท่าทีตื่นตระหนกของเถี่ยขวางเหริน เขาก่าวกับไป่เฉียนว่า “เจ้ามาถึงก่อนกำหนด เช่นนั้นพวกเขาก็น่าจะใกล้มาถึงแล้วใช่หรือไม่”
“แคว่ก!”
ไป่เฉียนร้องสองครั้งพลางพยักหน้า
“ถ้าเช่นนั้นก็ให้พวกเขามาได้เลย” หลี่เต้าตบที่คอของไป่เฉียนเบาๆ พลางกล่าว ไป่เฉียนพยักหน้า จากนั้นมันก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วบินหายลับไปจากลานเรือนอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเดียวกัน
ประตูเมืองแห่งหนึ่งของเมืองซาง
ผู้คนต่างหลบทางเนื่องจากมีคำสั่งจากเถี่ยเหยียนจื้อ ทหารที่ประตูเมืองจึงไม่ได้ขัดขวาง อีกทั้งยังไม่กล้าที่จะขัดขวางด้วย
“มีกองทัพมาถึงเมืองซางแล้ว!”
บนถนนสายหลักที่คึกคัก มีผู้คนหนึ่งวิ่งมาจากที่ไกลๆ พลางตะโกนกลางถนน เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่กำลังสัญจรไปมาหรือยอดฝีมือในยุทธภพที่ปะปนอยู่ในฝูงชนต่างก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองมากนัก เมืองซางในเจียงโจวเป็นดินแดนของชาวยุทธ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพใดในสายตาของพวกเขากล้วไร้ความหมาย
ในสายตาของชาวยุทธแล้ว กองทัพก็เป็นเพียงแค่ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าสามัญชนเล็กน้อยและมีระเบียบวินัยกว่าเท่านั้น แต่เมื่อเงาร่างของกองทัพหมาป่าผู่ถูค่อยๆ เดินมาจากปลายถนน
อีกด้าน สีหน้าของผู้คนและยอดฝีมือในยุทธภพที่อยู่ตรงกลางก็พลันเปลี่ยนไป แม้ว่ายังจะอยู่ห่างออกไปมาก แต่พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
ถึงขนาดที่ผู้คนที่ได้เห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแผ่ว
เท้าของพวกเขาก็ถอยหลบไปด้านข้างโดยไม่รู้ตัว ถนนใหญ่ที่เมื่อครู่นี้คึกคักวุ่นวายกลับเงียบสงัดลงในชั่วพริบตาราวกับว่าเวลาหยุดนิ่ง จากนั้นกองทัพหมาป่าผู่ถูก็ค่อยๆ เคลื่อนมาถึงกลางถนน
ยอดฝีมือบางคนที่อยู่ใกล้กลางถนนเกินไป สามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่อออกมาจากร่างของกองทัพหมาป่าผู่ถู อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณการระวังภัยของชาวยุทธ ชายผู้มีวรยุทธระดับเซียนเทียนคนหนึ่งจึงวางมือลงบนกระบี่ยาวที่เอวโดยไม่รู้ตัว ทั้งร่างสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม ในตอนนั้นเอง หมาป่าตัวหนึ่งในกองทัพหมาป่าผู่ถูพลันรู้สึกถึงบางสิ่ง มันจึงหันศีรษะไปมองด้านข้าง และก็บังเอิญสบตากันเข้ากับชายผู้นั้น
พอดีในจังหวะที่สบตากัน ชายผู้นั้นก็พลันสะดุ้งโหยงในทันที
ร่างกายของเขาแข็งเกร็งขึ้นมาและกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ทว่าหมาป่าตัวนั้นทำเพียงแค่เหลือบมองแวบเดียว แล้วก็หันหน้ากลับไปเลือกที่จะไม่สนใจ
และเมื่อทหารละสายตากลับไปแล้ว ชายผู้นั้นจึงได้สติกลับคืนมา
เขารู้สึกเพียงสด้านหลังเยือกวาบ ไม่รู้ว่าเหงื่อเย็นได้ซึ่มผ่านเสื้อผวด้านหลังตั้งแต่เมื่อใด สถานการณ์แบบเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นหลายครั้ง นี่คือปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของผู้คนในยุทธภพเมื่อเผชิญหน้ากับอันตราย
และนี่ก็ยังเป็นการเผชิญหน้ากับหมาป่าที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพหมาป่าผู่ถูเท่านั้น จากนั้นกองทัพหมาป่าผู่ถูก็ค่อยๆ เคลื่อนผ่านถนนสายยาวแล้วเข้าสู่เส้นทางถัดไป จนกระทั่งเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูกลุ่มสุดท้ายหายลับไปที่ปลายถนน ผู้คนบนถนนสายยาวถึงได้พากันถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก บางคนถึงกับทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพลางหอบหายใจถี่
“มันคือ… กองทัพอะไรกัน!”
“ก็น่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน เมื่อครู่นี้หมาป่ายักษ์ที่อยู่ใต้ทหารเกราะหนักจองมองมาแค่แวบเดียว ข้าก็เกือบจะฉี่ราดแล้ว”
“ส่วนข้าเมื่อครู่เกือบจะทนไม่ไหวจะชักอาวุธออกมา ถ้าหากข้าหามใจไม่อยู่ปานนี้คงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว”
“ราชสำนักมีกองทัพเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
หลังกองทัพหมาป่าผู่ถูจากไป ผู้คนทั้งหลายก็ต่างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน เดิมทีพวกเขาไม่เคยเห็นกองทัพของราชสำนักอยู่ในสายตา
แต่วันนี้เมื่อได้เห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูแล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาเยาะเย้ยถากถาง
เพียงแค่เดินผ่านพวกเขายังไม่กล้าจองมอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพหมาป่าผู่ถู เกรงว่าเพียงแค่เจอกันก็คงทำให้ขาอ่อนเสียแล้ว
และนี่เป็นเพียงแค่ตอนที่กองทัพหมาป่าผู่ถูเพิ่งเข้ามาในเมืองซางเท่านั้น ตลอดเส้นทางที่กองทัพหมาป่าผู่ถูผ่านไปล้วนได้สร้างความตกตะลึงครั้งใหญ่ กล่าวโดยสรุปคือหลังจากที่หมาป่าทั้งหมดได้แปรสภาพเป็นปีศาจ กองทัพหมาป่าผู่ถูก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย แค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็สามารถแผพลังคุกคามออกมาคล้ายกับกองทัพวิญญาณได้
“พวกเจ้าว่าเหตุใดหัวหน้าถึงเรียกตัวพวกเรากลับมา”
ที่แถวหน้าสุดของกองทัพ เว่ยอวินและคนอื่นๆ ได้เอ่ยปากสนทนากัน จางเมิงหัวเราะคิกคัก “บางทีหัวหน้าอาจจะคิดถึงพวกเราเลยให้พวกเรามาเที่ยวเล่นที่นี่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสวี่ยบึงก็พลන්กลอกตาใส “ในหัวเจ้านี้คิดแต่เรื่องเที่ยวเล่นจริง ๆ”
จ้าวถงโบกมือ “พอเถอะ พวกเจ้าอย่าคิดมากไปเลย ครั้งนี้ที่พวกเรามาคงเป็นเพราะมีคนตาไร้แววไปก่อกวนหัวหน้า”
“คนตาไร้แวว?”
ทุกคนพลันชะงักไปครู่หนึ่ง เว่ยอวินขมวดคิวกล่าวว่า “คนตาไร้แววแบบใดกันถึงได้ทำให้หัวหน้าต้องเรียกพวกเรามาทั้งหมดเช่นนี้”
หลิวเหนิงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “ในแคว้นต้าเฉียนยังมีคนกล้าปะบนถล่มเผชิญนอกอยู่อีกรึ”
จางเมิงกล่าวว่า “ไม่ต้องคิดมากไปหรอก รอไปพบหัวหน้าก็จะรู้เอง”
ที่ด้านนอกจวนรองเจ้าเมือง
หลี่เต้าและคนอื่นๆ ยืนอยู่หน้าประตูใหญ่สีแดงชาด นอกจากคนคุ้นเคยสองสามคนแล้ว ยังมีใบหน้าไม่คุ้นผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างเถี่ยเหยียนจื้อ
เมื่อเทียบกับเถี่ยขวางเหรินและคนคุ้นเคยแล้ว สีหน้าของชายวัยกลางคนผู้นั้นดูไม่ค่อยจะดีนัก ชายผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเจ้าเมืองซาง ซุนชุนเถียน
“ท่านอู่อันกง การกระทำครั้งนี้ดูจะเร่งรีบไปหน่อยหรือไม่” หลังจากรอมารู้ใหญ่ ซุนชุนเถียนก็อดไม่ได้ต้องเอ่ยปากขึ้น หากไม่ใชเพราะกองทัพหมาป่าผู่ถูเข้าเมืองมา เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลี่เต้ามาลองเมืองซางแล้ว ส่วนเรื่องฐานะของหลี่เต้านั้น เขาเพิ่งได้รู้เมื่อไม่นานมานี้น
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็หันกลับมามองแวบหนึ่ง “มีอะไรเร่งรีบหรือ?”
ซุนชุนเถียนอธิบาย “เรื่องนี้เกี่ยวพันกับสำนักใหญ่ทั้งหลาย สมควรระมัดระวังสักหน่อยหรือไม่ เพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิด เมืองซางหรือแม้แต่เจียงโจวก็อาจเกิดปัญหาได้ อาจถึงขั้นก่อให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ระหว่างราชสำนักกับยุทธภพเลยทีเดียว”
พอได้ยินดังนั้น หลี่เต้าก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เช่นนั้นหรือ? แล้วเจ้าเมืองซูนต้องการจะขัดขวางข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่กล้าขอรับ”
แม้ปากจะบอกว่าไม่กล้า แต่ซุนชุนเถียนก็แสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน
เถี่ยเหยียนจื้อคงการสนทนาของทั้งสองคนโดยไม่เอ่ยปากพูดอะไร และก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับความกล้าหาญของซุนชุนเถียนแต่อย่างใด เนื่องจากความพิเศษของเจ้าเมืองซาง ทำให้ตำแหน่งนี้สูงกว่าเจ้าเมืองทั่วไป อีกทั้งซุนชุนเถียนยังมาจากตระกูลใหญ่อย่างตระกูลซุน
นีจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงแม้เขาจะเป็นคนของตระกูลเถี่ย แต่อีกฝ่ายกลับสามารถกดข่มเขาและได้เป็นเจ้าเมือง
“ไม่กล้า?”
หลี่เต้าทำเป็นไม่สนใจสีหน้าของซุนชุนเถียนแล้วเอ่ยปากว่า “ในเมื่อไม่กล้าก็ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว”
เขามองไปที่ปลายถนนสายยาวแล้วกล่าวต่อ “พวกมันบุกโจมตีข้าในยามราตรี การที่ข้าตอบโตกลับไปก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา”
“ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนพวกมันจะมีปัญหาอื่นอีก”
หลังจากถูกสวนกลับมา ซุนชุนเถียนก็ได้แงอ้าปากคางไม่รูจะพูดอะไรต่อ
ดูจากสีหน้าของหลี่เต้า เขารู้ว่าบางเรื่องสายเกินไปเสียแล้ว แน่นอนว่าเขาอาจจะลองขัดขวางดูก็ได้ แต่เขาไม่ใชคนโง่ บางเรื่องนั้นพอลองทำแล้วก็ต้องตาย
สำหรับผลงานอันรุ่งโรจน์ของหลี่เต้านั้น เขาเองก็รู้ดีในใจ จึงได้แต่สาปแช่งสำนักตาไร้แววพวกนั้น จะไปหาเรื่องใครก็ได้ ทำไมต้องมาหาเรื่องเทพแห่งความตายผู้นี้ด้วย
ซุนชุนเถียนที่พูดไม่ออกทำได้แค่เพียงยืนอยู่ด้วยเท่านั้น จนกระทั่งเงาร่างของกองทัพหมาป่าผู่ถูปรากฏขึ้นบนถนนสายยาวที่ว่างเปล่า หลังจากเห็นเงาร่างของกองทัพหมาป่าผู่ถูแล้ว
ยกเว้นหลี่เต้า เถี่ยซานเหนียงและปี๋โหย่วเอ๋อร์ทั้งสามคน
คนที่เหลือก็ต่างแสดงสีหน้าเช่นเดียวกันกับผู้คนเดินถนนก่อนหน้านี้ เมื่อเทียบกับคนเหลานั้นแล้ว พวกเขาเห็นบางสิ่งจากกองทัพหมาป่าผู่ถูได้มากกว่า
เมื่อมองดูกองทัพหมาป่าผู่ถู เถี่ยขวางเหรินก็ยิ่งสงสัยในชีวิตของตนเองมากขึ้น เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่าแม้แต่ทหารธรรมดาสักคนที่สุ่มเลือกมาจากกองทัพนี้ เขาก็ยังสู้ไม่ได้ ต้องรู้ไว้ว่าเขาเองก็ับว่า เป็นแม่ทัพผูพิทักษ์เมืองคนหนึ่ง ทว่าแม่ทัพกลับสู้ทหารยศเล็กไม่ได้ เขาจึงเริ่มสงสัยในพละกำลังของตนเองอีกครั้ง
เมื่อไม่นานมานี้นเขายังอวดอ้างพลังความสามารถของตนเองต่อหน้าหลี่เต้าอยู่เลย