ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 682 กฎของข้าก็คือกฎ
“พวกเจามีหน้าตาอะไรกัน?”
หลี่เต้าหรี่ตามองพลางกล่าวว่า “พวกเราเคยรู้จักกันหรือ? ท่านพวกมีหน้าตาอะไรกัน?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของพระชราก็เปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีอย่างเห็นได้ชัด นับตั้งแต่บรรลุระดับมหาราชาปรมาจารย์มา เขาไม่เคยถูกผู้ใดเยาะเย้ยเช่นนี้มาก่อน
ก่อนที่พระชราจะทันได้เอ่ยปาก หลี่เต้าก็พูดต่อว่า “ส่วนเรื่องที่เจ้าพูดถึงราชสำนักนั้น…”
“ถ้าเจ้าคิดเช่นนั้นก็ให้เป็นเช่นนั้นแล้วกัน”
ตอนนี้ต้าเฉียนเป็นขององค์หญิงหมิงเยว่
และองค์หญิงหมิงเยว่ก็คือมารดาของเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์
ส่วนเขาคือบิดาของเสี่ยวอวิ๋นเอ๋อร์
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือราชสำนักต้าเฉียนก็พอจะนับว่าเป็นของเขาได้
ในตอนนี้ผู้อาวุโสซีออที่อยู่ด้านข้างก็นั่งไม่ติดที่เช่นกัน แม้ว่าปกติแล้วเขาจะไม่ถูกกับเจ้าอาวาสวัดหมื่นพุทธ
แต่นั่นก็เป็นเรื่องภายในพวกเดียวกัน
หลี่เต้าไม่ใช่ทั้งคนของพุทธและก็ไม่ใช่คนในสำนักด้วย ยามนีพวกเขาย่อมต้องร่วมมือกันต่อต้านคนนอก
“เจามีฐานะจันใดกัน! มีสิทธิอะไรถึงได้อ้างว่าเป็นตัวแทนราชสำนัก!” ผู้อาวุโสซีออเอ่ยเสียงดัง
ดังนั้นทุกคนจึงจ้องมองไปที่หลี่เต้าโดยไม่รู้ตัว แท้จริงแล้วเขาต้องมีตำแหน่งใดกันที่ทำให้กล้าเอ่ยวาจารุนแรงเช่นนั้น ราชสำนักมิใช่ว่าผู้ใดก็สามารถเป็นตัวแทนได้
ตำแหน่งใดกันงั้นหรือ?
ทว่ายังไม่ทันที่หลี่เต้าจะทันได้เอ่ยปาก จางเมิงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็แค่นหัวเราะเย็นชาพลางกล่าวว่า “เจ้าอยากได้ตำแหน่งอะไรเล่า? แม่ทัพของข้าได้รับพระราชทานยศอู่อันกงขั้นหนึ่งจากฝ่าบาทโดยตรง อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าการดินแดนทางใต้ สร้างคุณงามความดีทางการศึกให้แก่ต้าเฉียนอย่างยิ่งใหญ่ ปราบศัตรูมานับไม่ถ้วน เจ้าราวนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวแทนราชสำนักหรือไม่!”
หลังจากได้ฟังคำพูดของจางเมิง สีหน้าของผู้อคนจากสำนักต่างๆ ก็พลันเปลี่ยนพร้อมกัน
อู่อันกงขั้นหนึ่ง!
ผู้ว่าการ!
ขุนนางที่ถูกเลือกในแคว้นต้าเฉียนล้วนแต่มีความสามารถอันโดดเด่น ยิ่งไปกว่านั้นแล้วนี่ยังรวมสองตำแหน่งเข้าด้วยกัน
“ข้าดูเหมือนจะจำได้แล้ว”
ในกลุ่มคนของสำนักจู่ๆ ก็มีคนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “ข้าเคยได้ยินมาว่าทางราชสำนักมีแม่ทัพวัยเยาว์ผู้หนึ่งที่ได้รับการประเมินจากฮ่องเต้ว่า มีความสามารถทัดเทียมกับผู้มีชื่อเสียงในการจัดอันดับยอดยุทธ หรือว่าจะเป็นเขาผู้นี?”
การจัดอันดับยอดยุทธ?
ผู้คนจากสำนักใหญ่ๆ มองไปยังหลี่เต้าที่อยู่ตรงหน้า ในใจคิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็คงจะดี
แม้ว่าการจัดอันดับยอดยุทธจะมีความสำคัญในยุทธภพ แต่ก็เป็นเพียงแค่ความสำคัญเท่านั้น เพราะเมื่อเทียบกับผู้อาวุโสเหล่านี้แล้วก็ยังคงด้อยกว่าอย่างมาก
แต่วิผู้อยู่ตรงหน้านี้เล่า?
เพียงแค่สัตว์พาหนะที่นั่งอยู่ก็สามารถบดขยี้ผู้ที่อยู่ในการจัดอันดับยอดยุทธได้แล้ว
ทางฝั่งสระหยก สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าแสดงสีหน้าสงสัย
ผู้ที่เส้นลมปราณขาดโดยกำเนิดจะสามารถฝึกวิชายุทธได้หรือ?
เมื่อเห็นทุกคนไม่พูดจา จางเมิงจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มเยาะ “ตอนนี้พวกเจายังมีอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
แม้ว่าฐานะของเขาจะเป็นความจริง ยามนี้พระชราก็ไม่มีอะไรจะแก้ตัวเช่นกัน
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง พระชราก็ได้เอ่ยขึ้นว่า “วันนี้ท่านหลี่ต้องการคำอธิบายอย่างไร”
พอเปลี่ยนสถานะแล้ว คำเรียกขานหลี่เต้าก็เปลี่ยนไปด้วย
หลี่เต้าทอดสายตาไปยังพระชราและกลุ่มคน แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “จงส่งตัวคนที่บุกโจมตีข้าในคืนนั้นออกมา”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยขึ้น สีหน้าของผู้นำคนมากมายในฝูงชนก็เปลี่ยนไป พระชราก้าวออกมาพูดว่า “ท่านหลี่คงเข้าใจผิดแล้ว”
“คืนนั้นอาตมาก็อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย คนเหล่านั้นไม่น่าจะใช่ฝีมือของพวกเรา”
อีกอย่างพวกเราไม่มีเหตุผลที่จะโจมตีท่านหลี่ เนื่องจากผู้บุกรุกล้วนสวมชุดดำและปิดบังใบหน้า แม้ทุกคนจะรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานปรากฏชัด พวกเขาก็แค่ปฏิเสธไปก็พอ แน่นอนว่าการพูดเช่นนี้มีเงื่อนไขว่าพวกเขาต้องกำลังเผชิญหน้ากับคนปกติธรรมดาอยู่แล้ว
พวกหลี่เต้าถือว่าธรรมดาหรือไม่?
อาจจะใช่กระมัง…
“ไม่ใช่พวกเจา? แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะใช้กระบวนท่าที่แต่ละสำนักครอบครองอยู่”
พระชราอธิบาย “ท่านหลี่ก็เห็นกับตาแล้ว นั่นเป็นเพียงการใส่ร้ายป้ายสีจากคนพวกนั้น”
“ใส่ร้ายป้ายสี?” หลี่เต้าแย้มยิ้มเล็กน้อย “เช่นนั้นก็หมายความว่าพวกเจาจะไม่ยอมส่งตัวคนออกมาใช่หรือไม่?”
พระชราส่ายหน้า “ไม่ใช่ว่าไม่ยอม แต่ไม่มีใครให้ส่งตัวมา”
“แน่นอนว่าหากท่านมีหลักฐาน พวกเราก็จะไม่ปิดบังซ่อนเร้น”
เรื่องที่ควรให้ท่านจัดการก็ให้ท่านจัดการ
ในเวลานั้นเอง เถี่ยซานเหนียงและเถี่ยเหยียนจื้อพร้อมกับคนคนก็มาถึงบริเวณลานกวางแล้ว และพวกนางก็ได้เห็นกับตาว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูกำลังล้อมผู้คนจากสำนักต่างๆ บนลานกวางเอาไว้
“พี่เขยช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก!”
แม้เถี่ยขวางเหรินใฝ่ฝันอยากจะเข้าร่วมสำนักชั้นสูง แต่เมื่อเห็นสำนักชั้นสูงกลับถูกล้อมไว้เช่นนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกเลื่อมใสพี่เขยของตนมากขึ้น
“พี่น้องชายมีเรื่องจะขอร้องท่าน”
“อะไรหรือ?”
“ขอให้พี่สาวช่วยบอกพี่เขยพิจารณาข้าทีว่าข้าจะสามารถเข้าร่วมกับกองทัพของเขาได้หรือไม่”
หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้สิ่งที่เถี่ยขวางเหรินใฝ่ฝันคือการเข้าสำนักชั้นสูง บัดนี้นื่อได้เห็นภาพตรงหน้านี้แล้ว ภาพลักษณ์ของสำนักชั้นสูงที่มีในใจเขาก็แตกสลายไป
เถี่ยซานเหนียงแค่นเสียงเบาๆ “หากเจ้าอยากเข้าร่วมก็ไปถามพี่เขยเจ้าเองเถิด ข้าไม่อาจก้าวก่ายเรื่องของคนใต้บังคับบัญชาของเขาได้”
นางไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของบุรุษตามอำเภอใจ ในฐานะสตรีผู้เฉลียวฉลาดนางย่อมไม่สร้างความยุ่งยากให้กับสามีของตน โดยเฉพาะเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกเช่นนี้
“หลักฐานงั้นรึ?”
หลี่เต้าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็เอ่ยปากขึ้นว่า “พวกเจาคิดว่าข้าไม่มีหลักฐานแล้วจะทำอะไรไม่ได้หรือ?”
พระชราขมวดคิว “เรื่องราวทั้งหลายล้วนต้องมีกฎเกณฑ์”
หลี่เต้าเลิกคิ้วขึ้น “พระชรา ท่านเคยได้ยินวาจาหนึ่งหรือไม่”
“วาจาใดหรือ?”
“กฎของขาก็ือกฎเกณฑ์!”
หลี่เต้าเบิกตามองผู้คนจากสำนักต่างๆ แล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “คนอื่นทำอะไรอาจต้องมีหลักฐาน”
“แตสำหรับข้า เพียงแค่สงสัยก็พอแล้ว”
หลี่เต้าจ้องมองพระชราอีกครั้ง “ส่งตัวคนมา”
“ข้าไม่สนว่าพวกเจาจะส่งตัวใครมา แต่ต้องส่งตัวมาให้ครบทุกคน ขาดไม่ได้แม้แต่คนเดียว”
“มิเช่นนั้น…”
“พวกเจาทั้งหมดต้องไปกับข้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของผู้นำคนจากสำนักต่างๆ ก็เปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีในทันที
เพราะการกระทำครั้งนี้ของหลี่เต้าเรียกได้ว่าไม่เหลือหน้าให้พวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย
บนลานกวางยังมีผู้คนที่มารับการตรวจสอบอยู่ และนอกลานกวางก็มีชาวเมืองซางมากมายมารวมตัวกัน
หากพวกเขายอมอ่อนข้อในวันนี้ เรื่องนี้ก็คงปิดบังไว้ไม่ได้
จะต้องแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาอาจกลายเป็นเรื่องขบขันในยุทธภพ
ทันใดนั้นหลี่เต้าก็ได้เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง ทำให้ผู้คนจากสำนักใหญ่ๆ รู้สึกผ่อนคลายลง พวกเขาคิดว่าหลี่เต้าอาจจะถอนคำพูดบางส่วนเพื่อให้พวกเขาได้รักษาหน้า แต่ไม่นานสีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีอีกครั้ง
ยกเว้นผู้คนจากสำนักสระหยก
หลี่เต้ามองไปยังกลุ่มสตรีจากสำนักสระหยก “สระหยกนั้นไม่เป็นไร จะไปหรือมาก็ตามใจ เรื่องบุกโจมตีในยามราตรีวันนั้นไม่เกี่ยวกับพวกนาง”
อย่างไรเสียในกลุ่มผู้บุกรุกกลางดึกก็ไม่มีสตรีปรากฏตัว
เรื่องเพียงเท่านี้ข้าก็ยังพอรู้จักเหตุผล
เหตุใดจึงบอกว่าพอจะรู้จักเหตุผลเพียงเท่านี้?
เหตุผลอื่นๆ ก็ไม่ต้องพูดถึงแล้วหรือ?
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าก้าวออกมากล่าวว่า “ขอบคุณที่ท่านหลี่เต้าเข้าใจ”
เมื่อมองดูท่าทีของหลี่เต้าในยามนี้ สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าพลันรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เพียงแค่ผ่านไปไม่กี่วัน บุรุษที่นางเคยดูแคลนกลับกลายเป็นผู้ที่นางต้องปฏิบัติตามด้วยความสุภาพ