ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 681
บทที่ 681
ลมหายใจของหมาป่าพ่นลมหายใจออกมาตามธรรมชาติ เป่าเส้นผมที่หน้าผากของซ่งเกอให้ปลิว
เสร็จเขี้ยวที่คมกริบนั้นมองเห็นได้ชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้ซ่งเกอตื่นตระหนกไม่ใช่รูปลักษณ์อันน่าสะพรึงกลัวนั้น สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้ว รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้หวาดกลัวได้
สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงคือกลิ่นอายที่แผ่อออกมาจากร่างของหมาป่ายักษ์ มันเป็นกลิ่นอายที่แทบจะไม่ได้แตกต่างจากของเขาเลย
สามารถรับรูถึงความรู้สึกที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อยางเลือนราง
ซ่งเกอเงยหน้าขึ้น เขาอาศัยแสงอาทิตย์ยามเที่ยงมองเห็นใบหน้าหนึ่งใต้เงามืด
“เจ้า… เจ้าคือ!”
หลังจากมองเห็นใบหน้าของหลี่เต้าได้อย่างชัดเจน ม่านตาของซ่งเกอก็พลันหดลงอย่างรวดเร็ว
“เหตุใดจึงเป็นเจ้า!”
หากจะกล่าวว่าในช่วงไม่วันมานี้นผู้ใดที่สร้างความประทับใจให้แก่ซ่งเกอมากที่สุด ก็ขอย่อมต้องเป็นเถี่ยซานเหนียงที่ทำให้เกิดนิมิตสายเลือดในตอนตรวจสอบสายเลือด
และด้วยเหตุนี้ซ่งเกอจึงให้ความสนใจกับผู้คนรอบข้างเถี่ยซานเหนียงไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้เรื่องการลอบโจมตีกลางดึกเมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วจะลืมหลี่เต้าผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นได้อย่างไร
ทว่าเขากลับไม่อาจเชื่อมโยงหนุ่มหน้าขาวที่เคยเห็นก่อนหน้าเขากับบุคคลตรงหน้านี้ได้เลย
“ท่านซ่งไม่ได้พบกันนาน”
หลังจากหลี่เต้าเอ่ยปาก ซ่งเกอจึงแน่ใจว่าตนเองมิได้จำผิดคน
“เจ้า…”
แม้จะได้สติกลับมาแล้ว แต่ซ่งเกอก็ยังคงตกตะลึงไม่หาย
การที่สามารถขี่หมาป่ายักษ์ตัวนี้ได้ สถานะหนุ่มหน้าขาวของอีกฝ่ายจึงสลายไปโดยธรรมชาติ ท้ายที่สุดแล้วตัวเขาเองก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะครอบครองสัตว์พาหนะที่สามารถคุกคามระดับมหาราชาปรมาจารย์ได้ หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่งซ่งเกอก็สูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ยว่า “เจ้ามา…”
หลี่เต้ากวาดตามองไปยังลานกวางที่อยู่ไม่ไกล “ข้ามาเพื่อทวงถามคำพูดที่ข้าเคยกล่าวไว้”
ซ่งเกอขมวดคิว “คำพูดอะไรหรือ?”
“มุ่งเอาคำอธิบาย”
หลี่เต้าก้มหนามองซ่งเกอพลางเอ่ยเสียงเบา “คืนนั้นไม่มีผู้ใดให้คำอธิบาย ข้าจึงต้องมาเอาด้วยตนเอง”
“ดังนั้นรบกวนท่านซ่งหลีกทางให้ด้วย”
ซ่งเกอยังคิดอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าหางตาของเขาเหลือบไปเห็นสถานการณ์ที่อยู่เบื้องหลังหลี่เต้าเขาโดยไม่ตั้งใจ
เมื่อมองเห็นชัดเจนแล้ว สีหนาของเขาก็แข็งค้างอีกครั้ง
คำพูดที่จวจ จะเอ่ยออกมาก็ต้องกลืนกลับเข้าไป
สุดท้ายซ่งเกอก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขายืนนิ่งอยู่ด้านข้างและหลบทางให้หลี่เต้าเคยขึ้นประโยคหนึ่ง ส่วนเสี่ยวเฮีย็นำขบวนเดินต่อไป เมื่อไม่มีซ่งเกอขวางทางแล้ว พวกคนที่อยู่นอกลานยิ่งไม่กล้าขวางทางอีก ต่างพากันหลบทางให้อย่างว่าง่าย
กองทัพหมาป่าผู่ถูจึงเดินทางมาถึงด้านนอกลานกวางอย่างรวดเร็ว หลี่เต้ามายืนอยู่นอกลานกวาง เขามองมาในลานกวางนั้นแล้วยกมือขึ้นข้างหนึ่ง
“หยุดไว้!”
เมื่อเห็นสัญญาณ เว่ยอวินและแม่ทัพคนอื่นๆ ก็ออกคำสั่งแก่กองทัพหมาป่าผู่ถูใต้บังคับบัญชาทันที ทันใดนั้นกองทัพหมาป่าผู่ถูสามพันนายก็แยกย้ายกันไปขับไล่ฝูงชนแล้วล้อมลานกวางทั้งหมดเอาไว้ หลี่เต้าตบเสี่ยวเฮียเบาๆ จากนั้นเสี่ยวเฮียก็ก้าวเท้าเดินไปทางม่านที่อยู่นอกลานกวาง เมื่อเห็นภาพนั้น ซ่งเกอยังคิดจะช่วยเอาม่านออก ทว่าชั่วขณะถัดมาเสี่ยวเฮียพลันอ้าปากกว้าง
ทันใดนั้นเปลวเพลิงสีทองก็ได้พวยพุ่งออกมาเผาม่านชั้นนั้นจนมอดไหม้ในพริบตา
รวมถึงเสาหินทั้งสองข้างที่ไม่ได้รับการละเวน เพลิงผลาญทำลายสิ่งกีดขวางทั้งหมดแล้วมันก็พาหลี่เต้าเดินหน้าต่อไป เมื่อเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน สีหน้าของซ่งเกอก็ยิ่งแสดงความตกตะลึง
“นั่น… ปีศาจ!”
จากสีหน้าของซ่งเกอดูเหมือนเขาจะรู้อะไรบางอย่าง กองทัพหมาป่าผู่ถูเคลื่อนไหวอย่างอิกทึกโดยไม่ได้มีการซ่อนตัวใดๆ
ดังนั้นผู้คนในลานกวางจึงถูกดึงดูดความสนใจจากความเคลื่อนไหวภายนอกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกคนมองเห็นว่าลานกวางถูกล้อมไว้แล้ว สีหน้าของพวกเขาก็พลันเปลี่ยนไปในทันที
เกิดอะไรขึ้น! พวกทหารเหล่านี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
พวกนี้เป็นคนของราชสำนักหรือ? พวกเขาจะทำอะไร?
“หรือว่าราชสำนักกับสำนักใหญ่ต่างๆ เกิดความขัดแย้งกันขึ้นมา?”
เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเป็นระลอกท่ามกลางฝูงชนในลานกวาง และในตอนนี้ผู้คนจากสำนักใหญ่ต่างๆ ก็เริ่มสังเกตเห็นสถานการณ์ภายนอกแล้ว
“ซ่งเกอ นี่เจาทำอะไรอยู่!”
ผู้อาวุโสซีออเดินออกมาจากฝูงชน แตพอมองเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูที่อยู่รอบๆ ได้อย่างชัดเจน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน และเมื่อมองเห็นร่างที่ยืนอยู่ทางเขาลานกวางได้ชัดเจน ปฏิกิริยาของเขาก็เหมือนกับซ่งเกอก่อนหน้านี้
“เป็นเจ้า!”
หลังมองเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูที่อยู่รอบข้างและการแต่งกายของหลี่เต้าได้อย่างชัดเจน ผู้อาวุโสซีอ็อก็ย่อมเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าได้ทันที
เห็นได้ชัดว่านี่คือการแก้แค้นเรื่องการลอบโจมติในคืนนั้น ไม่มีใครโง่เขลา
แม้ว่าในคืนนั้นพวกคนชุดดำจะปิดบังใบหน้าเอาไว้จนไม่สามารถมองเห็นตัวตนได้ แต่เพียงแค่พิจารณาดูเล็กน้อยก็สามารถรู้ที่มาของคนชุดดำเหล่านั้นได้
เพียงแต่ตอนแรกทุกคนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ได้ฆ่าใคร แม้การทำาร้ายร่างกายก็ยังไม่มี ในยุทธภพเรื่องเช่นนี้แทบไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ ยิ่งไปกว่านั้นเป้าหมายก็เป็นแค่หนุ่มหน้าขาวคนหนึ่งเท่านั้น ส่วนคำพูดที่หลี่เต้าเคยเอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ คนส่วนใหญ่กรมองว่ามันเป็นเรื่องขบขันเท่านั้น
แม้ตระกูลเถียจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่ก็คงไม่มีทางก่อเรื่องกับพวกเขาเพียงเพราะหนุ่มหน้าขาวคนหนึ่งกระมัง แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาจะคิดง่ายเกินไปแล้ว โดยเฉพาะสามคนที่เหลืออยู่จนสุดท้าย พวกเขาพอจะรู้ว่าหลี่เต้าไม่ใช่แค่หนุ่มหน้าขาวธรรมดา น่าจะมีฐานะอยู่บ้าง
แต่ก็ไม่คิดว่าหลี่เต้าจะนำทหารมาเป็นกองทัพเช่นนี้
อีกอย่างหนึ่ง…
ในฐานะที่เป็นระดับมหาราชาปรมาจารย์เหมือนกัน หากซ่งเกสามารถสัมผัสถึงพลังที่แผ่อออกมาจากกองทัพหมาป่าผู่ถูได้ แน่นอนว่าเขาก็ย่อมทำได้เช่นกัน หากเป็นเพียงทหารสามพันนายธรรมดา ผู้อาวุโสซีออก็คงไม่ใส่ใจ แต่ทหารเหล่านี้…
“เกิดอะไรขึ้น! ซ่งเกออยู่ทีใด!”
ในตอนนั้นเองฝูงชนในลานกวางได้แยกออกเป็นหลายทาง ผู้คนจากสำนักอื่นๆ ที่รู้สึกถึงความผิดปกติภายนอกต่างทยอยเดินออกมาตรวจสอบสถานการณ์
แต่ไม่นานพวกเขาก็ตกอยู่ในความตะลึงเช่นเดียวกับผู้อาวุโสซีออ
ตกตะลึงต่อกองทัพหมาป่าผู่ถู ในยามนั้นเสียงแผ่วเบาหนึ่งได้ดังขึ้นกลางลานกวาง
“ทุกท่าน ข้ามาเพื่อทวงคำอธิบาย ก่อนหน้านี้ไม่ทราบว่าผู้ใดจะเป็นคนแรกที่ยินดีให้คำอธิบายแก่ข้า”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทุกคนก็หันสายตาไปมอง สายตาทั้งหมดจับจองไปยังหลี่เต้าที่อยู่บนหลังเสี่ยวเฮีย
เมื่อมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว ทุกสำนักที่จำหลี่เต้าได้พลันแสดงสีหน้าตกตะลึง โดยเฉพาะผู้คนจากสำนักสระหยก พวกมีความประทับใจต่อหลี่เต้าลึกซึ้งที่สุด
“เขาไม่ใช่เจ้าหนุ่มหน้าขาวหรอกหรือ?”
ศิษย์ของสระหยกผู้หนึ่งมองดูหลี่เต้าที่องอาจสง่างามในยามนี้แล้วเอ่ยเสียงเบา สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าหันสายตาไปมองศิษย์น้องของตน
เทพธิดาหลิ่วเมิ่งจึงเอ่ยถึงสิ่งที่นางเคยคาดเดาไว้ก่อนหน้านี้
“เหตุใดเจ้าไม่บอกข้าแต่แรก?”
“ศิษย์พี่ ถึงบอกท่านไปก็ไม่มีประโยชน์มิใช่หรือ?”
สีหน้าของสตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าพลันแข็งค้าง ไม่มีประโยชน์จริงๆ
ถึงจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายมีฐานะไม่ธรรมดา แต่แล้วอย่างไรเล่า?
ไม่มีใครคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าถึงเพียงนี้ พวกเขาระดมกำลังปิดล้อมสำนักใหญ่ทุกแห่งพร้อมกันในคราวเดียวด้วยจำนวนคนมากมายขนาดนี้ นางมองดูกองทัพหมาป่าผู่ถูแล้วเหลือบมองผู้คนที่อยู่รอบข้าง
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าค่อยๆ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา หากจัดการได้ไม่ดี สุดท้ายก็จะไม่ใช่แค่ความขัดแย้งธรรมดาแล้ว
หลี่เต้ามองดูกลุมคนที่ยังคงเหม่อลอยไม่ได้สติ เขาจึงเลิกคิ้วขึ้น พลางเอ่ยว่า “ไม่มีผู้ใดอยากจะพูดอะไรเลยหรือ?”
“หรือว่าคำชี้แจงนี้ต้องให้ข้าไปเรียกร้องเครือเอาเอง?”
ในตอนนั้นเองพลันมีคนก้าวออกมา พระชราจากวัดหมื่นพุทธเดินออกมาจากกลุ่มคนพลางเอ่ยปากอย่างช้าๆ ว่า “ผู้มีวาสนาหลี่ การกระทำเช่นนี้ของเจ้ารุนแรงเกินไปแล้ว”
“คนนั้นแม้จะมีผู้คนมากมายล่วงเกินเจ้า แต่ก็มิควรที่จะยกพลมาเช่นนี้”
“เจ้าทำเช่นนี้ทำให้พวกเราเสียหน้ายิ่งนัก”
“รอว่านี่คือการกระทำของราชสำนัก”
เพียงไม่กีประโยค พระชราก็ยกระดับปัญหาที่เกิดขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่ง ทำให้หลี่เต้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากในทันที