ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 684 ครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผู้คนจากสำนักต่างๆ ไม่ได้มีความสามัคคีกันหรือไม่ เพราะเมื่อเห็นพระชราพบกับความอับอายเป็นคนแรก หลายคนก็แสดงสีหน้าสะใจออกมาอย่างชัดเจน ดังนั้น…
“ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ก็เช่นกัน ต้องส่งมอบศิษย์บางส่วนออกมา”
หลี่เต้าไม่ได้ไว้หน้าใครเลยแม้แต่น้อย เขาตรวจนับผู้คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลายทีละคน
วัดหมื่นพุทธเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แม้จะยังไม่ได้เอ่ยชื่อใครออกมา แต่ผู้คนจากสำนักใหญ่บางส่วนก็เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีแล้ว
หลี่เต้าได้เทน้ำมันลงบนกองไฟแห่งความไม่พอใจของผู้คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลาย แน่นอนว่ายกเว้นศิษย์จากสระหยก สระหยกมักจะมีเรื่องยุ่งยากมาหา แม้การสังหารก็ล้วนเป็นเพราะการตอบเพื่อป้องกันตัว ชื่อแล้วชื่อเล่าถูกเอ่ยออกมาจากปากของหลี่เต้า สายตาประหลาดที่เดิมทีจับจองอยู่ทึคณะของวัดหมื่นพุทธได้เริ่มเผื่อแผ่ไปทั่วทั้งลาน เนื่องจากถูกกองทัพหมาป่าผู่ถูล้อมเอาไว้ ผู้คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลายในยามนี้จึงเหลือความสง่างามดังเช่นวันวาน ใต้สายตาของฝูงชนที่มามุงดูพวกเขารู้สึกว่าตนเองในช่างดูเหมือนตัวตลกเสียเหลือเกิน ถูกประจานต่อหน้าธารกำนัล
เมื่อหลี่เต้าดึงเอาความผิดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสำนักใหญ่ทั้งหลายออกมาจนหมดสิ้น เขาก็พูดต่อว่า “เช่นเดียวกันหากพวกเจ้าไม่ส่งตัวผู้กระทำผิดที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้ออกมา ข้าก็จะไปเยี่ยมเยียนทีละคนถึงที่”
ในตอนนั้นเองผู้อาวุโสซีอูพลันก้าวออกมาข้างหน้า เขาคัดฟันพูดด้วยความโกรธว่า “ใต้เท้าหลี่ ท่านต้องการทำลายข้อตกลงที่พวกเราทำไว้กับราชสำนักจริงๆ หรือ?”
“ข้อตกลง?”
หลี่เต้ากล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า “สิ่งที่เรียกว่าข้อตกลงนั้น คือการให้พวกเจ้าอยู่เหนือราษฎรของต้าเฉียนกระนั้นหรือ?”
“หากเป็นเช่นนั้นข้อตกลงนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีให้อีกต่อไป”
คำพูดเพียงประโยคเดียวทำเอาผู้อาวุโสซีออพูดไม่ออก
แม้ว่าโดยปกติแล้วผู้ฝึกยุทธอย่างพวกเขาจะถือว่าตนอยู่เหนือสามัญชน แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพูดออกมาตรงๆ เพราะพวกเขาไม่ใช่คนโง่ พวกเขายังต้องคัดเลือกผู้ที่ต้องการจากหมู่สามัญชนอีก
“ดังนั้นจะส่งตัวมาหรือไม่!”
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยแรงกดดันของหลี่เต้า ผู้อาวุโสซีออจึงหันไปมองสมาชิกสำนักอื่น ๆ
หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ในใจมากมาย ในที่สุดเขาก็กัดฟันพูดออกมา
“ข้าจะมอบให้!”
ในเมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว หากไม่ต้องการปะทะกับราชสำนักโดยตรง ก็จำเป็นต้องมอบให้ ใครใช้ให้เรื่องนี้พวกเขาไม่มีเหตุผลที่ถูกต้องเลยสักนิด อีกทั้งยังมีผู้คนมากมายที่กำลังจับตามองอยู่
ที่สำคัญไปกว่านั้น ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว
ในเวลานี้เพียงแค่รับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ด้านสายเลือดให้มากขึ้น สำนักใหญ่ทั้งหลายก็จะสามารถทดแทนผู้มีพรสวรรค์ที่สูญเสียไปได้อย่างรวดเร็ว หรืออาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความโกรธในใจของผู้อาวุโสซีอ็อก็จางหายไปมาก
ครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเรียนแล้วกัน แต่ว่า…
เรื่องนี้คงไม่จบลงแค่นี้ ต่อไป…
ผู้อาวุโสซีออเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “รอคลับถึงสำนัก ข้าจะจับพวกคนผิดเหล่านั้นมาส่งถึงหน้าใต้เท้าหลี่เอง”
หากผู้อาวุโสซีออเข้าใจได้ ผู้คนจากสำนักอื่นๆ ก็คิดได้ชัดเจนอย่างรวดเร็ว พวกเขาต่างเลือกที่จะส่งมอบคนออกมา หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดลักลอบซ่อนคนไว้ ผู้อาวุโสซีออก็เอ่ยปากว่า “เช่นนี้ท่านหลี่คงพอใจแล้วกระมัง”
“พูดได้ดี”
หลี่เต้าพยักหน้า ประเมินว่าดูเหมือนพวกเจ้าก็ไม่ได้น่าหมดหวังเลยทีเดียว?
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่ผู้อาวุโสซีออและคนอื่นๆ รู้สึกว่าน้ำเสียงของหลี่เต้าแฝงไปด้วยความเสียดายเล็กน้อย
พระชราก้าวออกมากล่าวว่า “ในเมื่อพวกเรายอมรับข้อเรียกร้องของท่านแล้ว ตอนนี้ท่านก็ควรพาผู้คนของท่านจากไปได้แล้วกระมัง”
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดกำลังจะจบลง
แต่คำตอบต่อมาของหลี่เต้ากลับทำให้ผู้คนจากสำนักต่างๆ ต้องตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง
“ขออภัย วันนี้ข้ามาที่นี่นอกจากจะมาจับกุมแล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องสะสางให้กระจ่าง”
เมื่อหลี่เต้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา แม้แต่จางเมิงและคนอื่นๆ เบื้องหลังก็อดรู้สึกสงสารชาวยุทธเหล่านั้นไม่ได้
มีคนที่ชอบรังแกผู้อื่นถึงเพียงนี้ด้วยหรือ?
มีครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สอง ก็ย่อมมีครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ตามมา เกินไปแล้ว!
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา อารมณ์ที่ถูกกดข่มเอาไวของผู้คนจากสำนักต่างๆ ก็พลันเกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรง บางคนถึงกับโกรธจนร่างกายสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว
หลี่เต้ารับรู้ได้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรมากมายที่จ้องมายังตนได้อยางว่องไว แต่เขาก็ไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่สายตาไม่อาจฆ่าเขาได้
หลี่เต้ามองดูทุกคนแล้วเอ่ยปากถามว่า “ไม่ทราบว่าพวกทานยังจำเนื้อหาในข้อตกลงที่ทำไว้กับราชสำนักได้หรือไม่”
ผู้คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลายมองหน้ากันไปมา ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลี่เต้าจึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจู่ๆ
หลี่เต้ารีบไขข้อสงสัยให้พวกเขาทันที
“ในสัญญามีข้อหนึ่งที่พวกเจ้าน่าจะจำได้” หลี่เต้ากวาดตามองผู้คนที่มาสมัครเข้าสำนักต่างๆ บนลานกวาง ก่อนจะเอ่ยว่า “นั่นก็คือสำนักใหญ่ทั้งหลายได้ทำข้อตกลงกับราชสำนักว่าจะไม่รับศิษย์เกินจำนวนที่กำหนดไว้”
“ตามที่ขาสืบมาหลายปีมานีสำนักใหญ่ทั้งหลายไม่ได้มีการปะทะกันครั้งใหญ่ จึงไม่มีศิษย์เสียชีวิต ดังนั้นการที่พวกเจ้ารับคนเข้าสำนักมากมายเช่นนี้เกินจำนวนที่ตกลงไว้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของผู้คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลายก็พลันเปลี่ยนไป ตอนที่กำหนดข้อนี้ขึ้นมา ราชสำนักแข็งแกร่ง ส่วนสำนักต่างๆ อ่อนแอ ราชสำนักจึงจำกัดจำนวนคนของสำนักต่างๆ เพื่อรักษาความสงบในยุทธภพ แรกเริ่มนั้นสำนักต่างๆ ยอมปฏิบัติตามกฎนี้อย่างเคร่งครัด พวกเขาไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเหตุให้ราชสำนักก่อความยุ่งยาก แต่กฎระเบียบก็เหมือนกับสรรพสิ่งในโลก ย่อมจางหายไปตามกาลเวลา
พอราชวงศ์ต้าเฉียนมั่นคงขึ้น ราชสำนักก็ค่อยๆ ละเลยเรื่องราวในยุทธภพ ส่งผลให้สำนักใหญ่ทั้งหลายกล้าที่จะทำอะไรมากขึ้น พวกเขาค่อยๆ เริ่มเพิ่มจำนวนศิษย์ในสำนักอย่างระมัดระวัง
จากที่เคยระแวดระวัง จนมาถึงตอนนี้ที่เส้นชีพจรมังกรฟื้นคืน สำนักใหญ่ทั้งหลายก็นิ่งไม่ไหวอีกต่อไป ต่างพากันแย่งชิงศิษย์ พวกเขาเริ่มรับศิษย์กันอย่างเปิดเผยและมากมาย อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาลืมกฎที่ราชสำนักวางไว้แต่แรกไปจนสิ้น
จวบจนบัดนี้เมื่อหลี่เต้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาถึงได้นึกขึ้นมาได้ หากพูดถึงข้อเรียกร้องสองข้อแรกที่หลี่เต้าเสนอมา พวกเขายังพอกัดฟันยอมรับได้
แต่หากต้องจำกัดการรับศิษย์ใหม่ หรือแม้กระทั่งขับไล่ศิษย์ที่มีมากเกินไปออกไป ข้อนีพวกเขายอมรับไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้วพลังของสำนักพวกเขาจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก ยุคแห่งการฟื้นคืนของเส้นชีพจรมังกร
หากก้าวแรกเร็ว ทุกก้าวก็จะเร็ว
แต่เช่นเดียวกัน
ถ้าก้าวแรกช้า ทุกก้าวก็จะช้า
หากหยุดผิดจังหวะ ปัญหาที่จะตามมานั้นอาจถึงขั้นเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
พระชราก้าวออกมากล่าวว่า “ท่านหลี่ เรื่องนี้ไม่อาจคิดเช่นนี้ได้ ยุคสมัยแตกต่างไปจากเดิมแล้ว ตอนนี้ความต้องการของสำนักต่างๆ เปลี่ยนไป ด้วย”
“ยุคสมัยต่างกัน?”
หลี่เต้าเลิกคิ้วพลางเอ่ยปาก “มีอะไรที่ต่างกันหรือ?”
พระชราเพิ่งจะอ้าปากจะอธิบาย แต่กลับพบว่าเหตุผลของตนช่างไร้ประโยชน์ต่อหน้าระราชสำนัก จะให้บอกว่าการไม่รับศิษย์จะทำให้การพัฒนาของสำนักต้องหยุดชะงักก็คงไม่ได้ ราชสำนักกับสำนักยุทธภพนั้นขัดแย้งกันมาโดยตลอด หากพูดเช่นนั้นออกไปทางราชสำนักจะยอมรับได้อย่างไร ไม่ได้กดดันให้หนักไปกوانีก็นับว่าดีแล้ว