ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 685 จับกุมคน
เมื่อเห็นท่าทีของพระชราที่ไม่อาจไต่แย้งได้ นั่นหมายความว่าบางเรื่องได้ข้อสรุปแล้ว หลี่เต้าเอ่ยปากขึ้น “ดังนั้นจำนวนศิษย์ในสำนักของพวกเจ้าเกินกำหนดหรือไม่?”
พระชรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นจ้องมองอย่างเคร่งขรึม “หากเกินจริง ใต้เท้าหลี่ต้องการจะทำเช่นไร?”
หลี่เต้ายิ้มบาง “เห็นแก่ที่พวกเจ้าให้ความร่วมมือมาก ถือสาว่าพวกเจ้าละเมิดข้อตกลง แต่ศิษย์ที่เกินมานั้นต้องคัดออกไป จำนวนศิษย์ต้องอยู่ในขอบเขตที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก”
“ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด!”
ทว่าก่อนที่พระชราจะทันได้เอ่ยปาก ผู้อาวุโสแห่งสำนักผกาครามที่อยู่ด้านข้างก็ทนไม่ไหวร้องตะโกนขึ้นมาเสียก่อน
ในบรรดาสำนักใหญ่ทั้งหมด สำนักผกาครามมีจำนวนศิษย์มากที่สุด หากทำตามที่หลี่เต้ากล่าวจริงๆ พลังของสำนักผกาครามจะลดลงอย่างมาก ถึงขั้นร่วงหล่นจากการจัดอันดับสำนักชั้นสูงเลยทีเดียว นี่ไม่ต่างอะไรกับการควักเนื้อของพวกเขาออกมาอย่างโหดร้าย และเมื่อมีสำนักผกาครามเป็นผู้นำ ไม่นานนักสำนักอื่นๆ ก็ทยอยแสดงความเห็นตามมา
“พวกเราจากสำนักเขาเมฆาโบราณก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ข้อเรียกรองของท่านมากเกินไปแล้ว”
“นครดาบเองก็เช่นกัน ท่านหลี่ ท่านจะต้องทำให้พวกเราลำบากใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
เมื่อทุกสำนักพากันออกมาคัดค้าน ทุกคนจึงรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาทันที พวกเขาไม่อยากปะทะกับราชสำนัก แต่ราชสำนักจะสามารถรับมือกับสำนักมากมายขนาดนี้ในคราวเดียวได้อย่างไร การฟื้นคืนของเส้นชีพจรมังกรเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขำ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นเรื่องสำคัญของราชวงศ์เช่นกัน พวกเขาเองก็รู้เรื่องการแย่งชิงตำแหน่งฮ่องเต้ ดังนั้นพวกเขาไม่เชื่อว่าทางราชสำนักจะกล้าแตกหักกับพวกเขา
“ลำบากใจ?” หลี่เต้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ตั้งแต่เมื่อใดกันที่การผิดสัจจะทรยศต่อคุณธรรมกลายเป็นเรื่องลำบากใจไปเสียแล้ว?”
หรือว่าข้อตกลงที่ทำไว้แต่แรกนั้นเป็นของปลอมกระนั้นหรือ!
ทุกคนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก พวกเขาก็รู้ว่าตนเองไม่ได้อยู่ในฝ่ายที่ถูกต้อง
แต่พวกเขาก็ไม่มีทางยอมถอย ถึงแม้จะไม่มีเหตุผลก็ตามที พระชราก้าวออกมาเอ่ยว่า “ใต้เท้าหลี่ บางครั้งการเป็นคนก็ต้องรู้จักพอดี”
“แม้พวกเราจะเป็นชาวยุทธ แต่ก็เติบโตในแผ่นดินต้าเฉียน พวกเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของต้าเฉียนเช่นกัน”
“หากพวกเราแข็งแกร่งขึ้น ก็จะเป็นกำลังสำคัญให้แก่ต้าเฉียนด้วย”
“อย่าได้ก่อเรื่องใหญ่เพราะความโกรธชั่วขณะเลย”
ในน้ำเสียงนั้นมันแฝงไปด้วยการเตือนและข่มขู่
เมื่อเผชิญกับถ้อยคำเช่นนั้น หลี่เต้ากลับทำราวกับไม่ได้ยิน
เขายังคงถามด้วยสีหน้าสงบว่า “ดังนั้นจะไม่ทำตามกฎเกณฑ์แล้วใช่หรือไม่?”
พระชราหันกลับไปมองสายตาที่ให้การสนับสนุนของผู้คนจากสำนักต่างๆ เบื้องหลัง ก่อนจะหันกลับมากล่าวว่า “บางครั้งกฎเกณฑ์ที่มีปัญหาก็ไม่ใช่กฎเกณฑ์อีกต่อไป”
“ดี”
หลี่เต้าพลันเผยรอยยิ้มบาง “หากเจ้าพูดเช่นนี้ตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องเสียเวลาพูดจาไร้สาระมากมายเช่นนี้”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น พระชราและคนอื่นๆ ก็ต่างรู้สึกได้ถึงลางร้าย หรือว่าเขาจะกล้า…
“จับกุม!”
ทันทีที่หลี่เต้าออกคำสั่ง กองทัพหมาป่าผู่ถูก็เริ่มเคลื่อนไหว
“เจ้ากล้าดีอย่างไร!”
เมื่อเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูกำลังจะลงมือ สีหน้าของพระชราก็ดูไม่สู้ดีอย่างยิ่ง
หลี่เต้าเอ่ยปาก เหตุใดจะไม่กล้า? พวกเจ้าต่างหากที่ทำผิดกฎ!
พอผู้คนจากสำนักต่างๆ สังเกตเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูที่กำลังล้อมเข้ามา พวกเขาก็ต่างแสดงสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ เพราะการกระทำของหลี่เต้านั้นไม่ต่างอะไรกับการหักหน้าสำนักของพวกเขาโดยตรง
เมื่อเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูเข้ามาใกล้และกำลังจะลงมือ
ผู้อาวุโสซีอูก็พลันเงยหน้าขึ้นจ้องหลี่เต้าด้วยความโกรธ “ท่านหลี่โปรดอย่าได้บีบบังคับพวกเรา!”
หลี่เต้าไม่ตอบ ทำเพียงมองดูพวกเขาด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
ในไม่ชากองทัพหมาป่าผู่ถูก็เข้ามายืนอยู่เบื้องหน้าผู้คนจากสำนักต่างๆ ด้วยคำสั่งจากหลี่เต้า พวกเขาจึงลงมือโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ปล่อยมือ!”
ผู้อาวุโสซีออมองดูกองทัพหมาป่าผู่ถูที่กำลังจะลงมือจับตัวศิษย์ในสำนักของตน พลังระดับมหาราชาปรมาจารย์ถูกปลดปล่อยออกมาในทันที
เขาผู้ซึ่งมีอารมณ์ร้อนที่สุดเลือกที่จะลงมือกับคนของกองทัพหมาป่าผู่ถูทันที
ผู้อาวุโสซีออพุ่งเข้าไปเผชิญหน้ากับกองทัพหมาป่าผู่ถูที่กำลังจับคนอย่างรวดเร็ว
“ไสหัวไปให้พ้น!”
เขาว่าพลางซัดฝ่ามือออกไปหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นฝ่ามือพุทธะสีทองขนาดมหึมาก็ครอบคลุมทหารกองทัพหมาป่าผู่ถูไปหลายนาย แม้ว่ากองทัพหมาป่าผู่ถูจะไม่อ่อนแอ แต่เมื่อเทียบกับระดับมหาราชาปรมาจารย์แล้วก็ยังด้อยกว่าอยู่หลายขุม
หากถูกโจมตี เขาไม่ตายก็คงบาดเจ็บสาหัส
ทว่าก่อนที่ฝ่ามอยักษ์จะตกลงมา ชั่วขณะนั้นพลันมีร่างขนาดมหึมาปรากฏขึ้นระหว่างผู้อาวุโสซีออและกองทัพหมาป่าผู่ถู
ผู้อาวุโสซีอูมีความสูงเกือบสิบฉื่อ จึงนับว่าสูงใหญ่มากแล้ว เมื่อรวมกับกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งกำยำนั่นก็ยิ่งดูน่าเกรงขาม แต่ร่างมหึมานี้กลับสูงใหญ่กว่าเขาไม่ใช่น้อย
เสียงคำรามดังตลบอบอวลไปทั่ว
ทุกคนเห็นเพียงศีรษะเสือยักษ์ปรากฏขึ้นกลางอากาศ จากนั้นมันก็กรงขยุมฝ่ามอยักษ์จนแหลกละเอียด
เมื่อทุกคนมองเห็นได้ชัดเจนแล้วก็ต่างรู้สึกตกตะลึงอย่างที่สุด ในใต้หล้านี้ยังมีคนตัวใหญ่ขนาดนี้อยูด้วย!
คนที่ลงมือไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพหมาป่าผู่ถูในปัจจุบัน
ในเมื่อเลือกที่จะลงมือแล้วย่อมไม่มีทางถอยกลับ
หลังจากทำลายฝ่ามือันนั้นไป สวีหุยก็ถืองาวพุ่งเข้าโจมตีผู้อาวุโสซีอออย่างดุดัน
“เจ้า!”
ผู้อาวุโสซีอูได้สติจากความตกตะลึง เขารีบลงมือโต้กลับทันที แต่เมื่อปะทะกันเขาก็พบว่าพละกำลังที่ตนเองเคยภาคภูมิใจนั้นช่างอ่อนด้อยเหลือเกินในยามนี้
เพียงแค่การปะทะกันครั้งเดียว ฝ่ามือของเขาก็แทบจะฉีกขาด สิ่งนี้ทำให้ผู้อาวุโสซีอูโกรธขึ้นมาในทันที ไม่เหลือความปรานีแมแต่น้อย พลังปราณแท้ในร่างระเบิดออกมา พลังแห่งฟ้าดินเดือดพลาน
“ฝ่ามือวัชระพินาศ!”
ทันใดนั้นพลังปราณแท้สีทองได้พันรอบร่างผู้อาวุโสซีออ จากนั้นหมัดที่ผสานพลังแห่งฟ้าดินก็พลันพุ่งเข้าใส่สวีหุย เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ สวีหุยก็ไม่ยอมอ่อนข้อ ลมปราณที่เดือดพลานทำให้ร่างของเขาสูงขึ้นอีกสามส่วนในพริบตา กลายเป็นยักษ์น้อยในทันที
ในเวลาเดียวกันนั้น เงาเสือดำคั่นน่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของเขา
พร้อมกับเสียงคำรามของเสือ ดาบงาวก็ได้ถูกเหวี่ยงออกไปอย่างทรงพลัง
เมื่อการโจมตีทั้งสองฝ่ายปะทะกันเกิดการคานกำลังกันดุเดือด
การเสียดสีอย่างรุนแรงทำให้กระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัวปะทุขึ้นระหว่างทั้งสองคน
สวีหุยเป็นเหมือนเสือร้ายที่กำลังโกรธแค้น พลังในร่างเดือดพลานและเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุด ในทางกลับกันผู้อาวุโสซีออมีใบหน้าแดงก่ำราวกับถูกกดดันอยู่ ชั่วขณะนี้ผู้คนจากสำนักต่างๆ ที่อยู่ในที่นั้นต่างตะลึงกับภาพตรงหน้า ด้านหนึ่งพวกเขาตะลึงกับพลังของสวีหุย
ในอีกด้านหนึ่งต่างก็ตกตะลึงกับพลังที่สวีหุยแสดงออกมา
เพราะเห็นได้ชัดว่านี่คือพลังสายเลือด!
แต่ทั้งที่เส้นชีพจรมังกรเพิ่งจะฟื้นคืนมา เหตุใดจึงมีผู้ที่ปลุกพลังน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาพบว่าสวีหุยดูเหมือนจะสามารถใช้พลังชนิดนี้ได้อย่างชำนาญราวกับมันกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว พวกเขาดูออกได้ไม่ยากว่าพลังปราณแท้ที่สวีหุยแสดงออกมานั้นอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นต้นเท่านั้น
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าที่สวีหุยสามารถกดดันผู้อาวุโสซีออได้เกือบทั้งหมดนั้นเป็นเพราะสายเลือดอันผิดปกติของเขา การใช้สายเลือดข้ามขั้นต่อกรกับระดับมหาราชาปรมาจารย์ในช่วงเวลาปัจจุบันนี้นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ถอยไป!”
หลังจากทั้งสองฝ่ายยืนประจันหน้ากันชั่วครู่ ในที่สุดสวีหุยก็เป็นฝ่ายลงมือก่อน จุดระเบิดพลังที่อยู่ระหว่างทั้งสองคน ตูม!
ร่างของคนทั้งสองกระเด็นออกไปพร้อมกัน
เมื่อผู้อาวุโสซีออลงถึงพื้น ร่างของเขาก็ถอยหลังติดต่อกันไปหลายสิบก้าว ส่วนสวีหุยใช้เท้าทั้งสองเหยียบลงบนพื้นอย่างสุดแรง ฝังเท้าลงบนพื้นดินแล้วยืนนิ่งอย่างมั่นคง ในเวลาเดียวกันนั้นกลิ่นอายสังหารที่เดือดพลานในร่างของสวีหุยก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ