ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 688 ส่งข่าว
ดังนั้น ภายใต้สายตาของผู้คนมากมาย ผู้คนจากสำนักต่างๆ จึงถูกกองทัพหมาป่าผู่ถูจับกุมไป รวมถึงศิษย์ชั่วคราวที่เพิ่งลงทะเบียนกับสำนักของตนด้วย
“หัวหน้า”
ระหว่างการจับกุม เสวี่ยปิงยังนำของบางอย่างมาด้วย พอหลี่เต้ารับมาดูก็พบว่าเป็นสมุดทะเบียนการรับคนเข้าสำนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาหยิบเล่มหนึ่งขึ้นมาดูอย่างไม่ใส่ใจ
ทว่าหลังจากที่มองเห็นได้ชัดเจนแล้ว เขาก็เดินไปหน้ากลุ่มคนจากสำนักนครดาบที่ถูกจับ จากนั้นก็มองผู้นำของนครดาบแล้วเอ่ยปากขึ้นว่า “ซ่ง ไม่กี่วันมานี้พวกได้รับศิษย์ใหม่ทั้งหมดสองร้อยหกสิบคน”
“หากข้าจำไม่ผิด สำนักนครดาบของพวกเจ้าได้ตกลงกับทางราชสำนักไว้ว่าจะมีศิษย์ได้หกร้อยคน หรือว่าสำนักพวกเจ้ามีคนแค่สามร้อยกว่าคนเท่านั้น?”
ผู้นำของนครดาบไม่กล้าเอ่ยปากพูด เพราะได้เห็นตัวอย่างจากซ่งเกอและคนอื่นๆ มาแล้ว หลี่เต้าจึงพลิกดูสมุดบันทึกของสำนักอื่นๆ ต่อ และเขาได้พบว่าพวกนครดาบนั้นทำเกินเลยมากพออยู่แล้ว แต่ก็ยังมีสำนักอื่นที่ทำเกินเลยกว่าพวกเขาอีก ในนั้นสำนักกระบี่โบราณก็ทำเช่นเดียวกับสำนักนครดาบ
ส่วนที่ทำเกินเลยยิ่งกว่านั้นคือวัดเจดีย์และวัดหมื่นพุทธ
แต่ละที่รับศิษย์ในเมืองซางมาถึงห้าร้อยคนเต็ม นั่นหมายความว่าในวัดเจดีย์และวัดหมื่นพุทธแทบจะไม่มีศิษย์เก่าเหลืออยู่เลยหรือไรกัน?
หลี่เต้าเดินไปหาผู้นำสำนักผกาคราม แล้วขว้างสมุดในมือไปตรงหน้า
“ดูเหมือนพวกเจ้าสำนักผกาครามจะโลภมากเกินไปแล้ว แค่ครั้งนี้ก็มีศิษย์ลงทะเบียนเกือบพันคน พวกเจ้าสำนักผกาครามไม่มีศิษย์เก่าเหลืออยู่เลยจริงหรือ?”
ผู้นำสำนักผกาครามก็ไม่กล้าพูดอะไรเช่นกัน หลี่เต้าคิดว่าสำนักเหล่านี้ซ่อนเก่ง แต่ไม่คิดว่าจะซ่อนได้ขนาดนี้ เพียงแค่ในเมืองซางก็มีคนใหม่มากมายเช่นนี้แล้ว ไม่รู้ว่าภายในสำนักจะขยายใหญ่ไปถึงขันไหน
คิดได้ดังนั้น หลี่เต้าก็ยกมือสั่งให้จางเฟ่ย์นำกระดาษและพู่กันมา แล้วสั่งให้คนนำไปแจกให้ผู้นำสำนักใหญ่แต่ละแห่ง พอเห็นสีหน้าฉงนของเหล่าผู้นำสำนักต่างๆ หลี่เต้าก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบว่า “ข้าจะให้โอกาสสุดท้ายแก่พวกเจ้า”
“แจ้งไปยังสำนักของพวกเจ้า หลังจากเจ็ดวันให้ส่งศิษย์ที่ข้าเอ่ยนามไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงศิษย์ที่เหลือในสำนักของพวกเจ้ามายังเมืองซาง”
“มิเช่นนั้นพวกเจ้าจะต้องอยู่ที่นี่เพื่อรับโทษแทนคนพวกนั้น”
“แน่นอนว่ามิใช่ว่าพวกเจ้ามารับโทษแทนแล้วคนพวกนั้นจะไม่เป็นไร”
หลังจากนั้นผู้ใดไม่ทำตามกฎ ข้าจะไปเยือนถึงที่เพื่อขอคำอธิบายด้วยตนเอง
เมื่อได้ยินวาจานี้ ทุกคนก็หันไปมองหลี่เต้าพร้อมกัน พวกเขาคิดว่าการที่หลี่เต้าปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นนี้ก็บ้าคลั่งพอแล้ว
ไม่คิดว่าจะ Vเรื่องที่บ้าคลั่งยิ่งกว่านี้
กล้าดีอย่างไรถึงได้คิดจะส่งคำขู่ไปถึงประตูสำนักของพวกเขากัน?
แม้แต่ในช่วงที่ต้าเฉียนรุ่งเรืองที่สุดก็ยังไม่กล้าที่จะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของสำนักใหญ่ต่างๆ อย่างหยาบคายเช่นนี้กระมัง ผู้นำของสำนักผกาครามเป็นคนแรกที่ตอบรับ แม้ภายนอกจะดูเหมือนยอมจำนน แต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความแค้นเคือง ไม่นานนักผู้คนจากสำนักอื่นๆ ก็เริ่มลงมือเขียน
หลังจากนั้นไม่นาน จดหมายจากสำนักใหญ่ทั้งหลายก็มาอยู่ในมือของหลี่เต้า หลี่เต้ามองดูเนื้อความในจดหมายแต่ละฉบับด้วยสีหน้าครุ่นคิด แม้จะเขียนตามมาตรฐานที่เขากำหนด แต่ในเนื้อความกลับแฝงนัยเอาไว้มากมาย
พูดง่ายๆ คือหากคนทั่วไปอ่านจดหมายฉบับนี้ยังไงก็ต้องโมโหยิ่ง เป็นผู้ที่ถูกพาดพิงด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่หลี่เต้ากลับไม่แยแส หากเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาก็หวังว่าคนพวกนั้นจะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ตนก่อเอาไว้
“จางเมิง”
“ครับหัวหน้า”
“คนหนึ่งกองออกไปส่งจดหมาย”
“ครับแม่ทัพ”
หลี่เต้าจัดการเรื่องนี้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด สั่งคนออกไปส่งจดหมายในทันที ขณะที่หลี่เต้ากำลังสั่งการเรื่องการจัดการกับผู้คนจากสำนักต่างๆ อยู่นั้น ทันใดนั้นพลันมีกลิ่นหอมอ่อนโชยมาจากที่ไม่ไกลนัก
หลี่เต้าเหลียวมองไปด้านข้างก็พบว่าผู้คนจากสระหยกมาถึงแล้ว
“ใต้เท้าหลี่” สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้ายื่นสมุดบัญชีเล่มหนึ่งมาให้ หลี่เต้ารับมาดูและพบว่ามันเป็นสมุดบัญชีรายชื่อศิษย์ของสระหยก
“หากใต้เท้าหลี่ต้องการสืบสวน ก็เชิญตรวจสอบให้ละเอียดเถิด”
“ไม่จำเป็นแล้ว”
หลี่เต้าโยนสมุดบัญชีคืนไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง
สตรีผู้สวมผ้าคลุมนามีสีหน้าฉงน “ใต้เท้าหลี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินคำถาม หลี่เต้าก็ยิ้มบางพลางกล่าว “เพราะข้าได้เห็นมาตรฐานการรับศิษย์ของพวกเจ้าแล้ว ด้วยข้อกำหนดเช่นนี้การจะรับศิษย์ให้ครบจำนวนคงไม่ใช่เรื่องง่ายกระมัง”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าชะงักไปครู่หนึ่ง นางเข้าใจแล้ว หลี่เต้ากวาดตามองศิษย์ทั้งหลายของสระหยก “อีกอย่างแม้ศิษย์ของสระหยกจะเกินจำนวน ข้าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร”
“แหม?”
คำพูดเช่นนี้ดูเหมือนจะมีการแบ่งแยกการปฏิบัติอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม หากไม่มีพวกเจ้า ใครเล่าจะรวบรวมสตรีงามได้มากมายเช่นนี้
โดยปกติดแล้วหลี่เต้าก็เป็นเพียงบุรุษธรรมดาผู้หนึ่ง ย่อมมีการชื่นชมความงามบ้างเป็นธรรมดา เมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่งดงามผู้คนย่อมมีความอดทนอดกลั้นมากขิ่นเป็นธรรมดา แต่นอนว่าหลี่เต้าก็ไม่ใช่คนที่จะหลงใหลในรูปโฉมสตรีจนเสียสติ สิ่งสำคัญที่สุดคือกสตรีส่วนใหญ่มักไม่มีความทะเยอทะยานมากนัก
แมจะมีบ้างแตก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในสระหยก
เพราะสตรีไม่เหมือนกับบุรุษที่ควบคุมได้ง่าย หากเป็นในอดีตเมื่อถูกหลี่เต้าจ้องมองอย่างไม่สำรวม ศิษย์สระหยกคงจะมองว่าหลี่เต้าเป็นคนลามก แต่ด้วยสถานะปัจจุบันของหลี่เต้า ศิษย์สระหยกกลับแสดงสีหน้าภาคภูมิใจ
แน่นอนนี่เป็นเพียงศิษย์รุ่นเยาว์เท่านั้น สำหรับสตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าและเทพธิดาหลิ่วเมิงซึ่งเป็นสตรีงามวัยกลางคนนั้นคำชมเชยเช่นนี้ไม่มีผลใดๆ หรืออาจเป็นเพราะพวกนางผ่านประสบการณ์มามาก จึงเคยได้ยินคำชมมามากเกินไป หลี่เต้าชี้ไปที่ลานกว้างพลางกล่าวว่า “ดังนั้นพวกเจาสามารถรับศิษย์ต่อไปได้”
หลังจากที่จับตัวคนจากสำนักใหญ่ต่างๆ ไวแล้ว หลี่เต้าก็ไม่ได้อยู่ นานเกินไป เขาสั่งให้นำตัวคนจากสำนักใหญ่ต่างๆ ออกไปจากลานกว้าง ก่อนหน้านี้ไม่มีใครกล้าขวางทาง ตอนนี้ก็ยิ่งไม่มีใครกล้า
เพียงชั่วพริบตาบนลานกว้างใหญ่ก็เหลือเพียงคนจากสระหยกเท่านั้น
เทพธิดาหลิ่วเมิงมองดูสระหยกที่เหลืออยู่เพียงสำนักเดียวนางอดพึมพำไม่ได้ว่า “ศิษย์พีนีนับว่าพวกเราผูกขาดทรัพยากรที่มีอยู่ในเมืองซางหรือไม่”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าชำเลืองมองเทพธิดาหลิ่วเมิง “เจ้าคิดว่าการได้เปรียบมันจะง่ายดายเช่นนั้นหรือ?”
เนื่องจากสระหยกแตกต่างจากสำนักอื่น แม้จะเป็นเพียงการกระทำฝ่ายเดียวของหลี่เต้าและไม่ใช่ความผิดของพวกนาง แต่นี่ก็ย่อมจะนำมาซึ่งความไม่พอใจจากสำนักอื่นอย่างแน่นอน และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น จากการกระทำของท่านขุนนางหลี่ผู้นั้น ในไม่ช้าคงต้องเผชิญหน้ากับผู้คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลายอย่างแน่นอน
เมื่อถึงเวลานั้นพวกนางก็จะถูกบีบให้จนมุม เพราะพวกนางเป็นส่วนหนึ่งของยุทธภพ และจะถูกกีดกันออกไป ไม่อาจลงมือช่วยเหลือได้ สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้ารีบสลัดความคิดเหล่านี้ทิ้งไป สำนักสระหยกของพวกนางไม่มีวันถูกคนนอกครอบงำความคิดได้
“ส่งข่าวแจ้งทางสำนักด้วย พวกเราจะยังคงอยู่ที่นี่เพื่อรับศิษย์ต่อไป”
หลังจากกองทัพหมาป่าผู่ถูนำผู้คนจากสำนักใหญ่ทั้งหลายออกจากลานกว้างไปแล้ว พวกเขาก็ถูกนำตัวไปขังไว้ในคุกของเมืองซางโดยตรง ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังในการเฝาระวังมากนัก เพียงแค่ให้ทหารกองทัพผู่ถูหนึ่งกองเฝ้าอยู่หน้าประตูเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้เพราะหลี่เต้ารู้ดีว่าพวกเขาจะไม่หนี อีกทั้งยังไม่กล้าหนีด้วย หลังจากถูกจับได้สามครั้งพวกเขาก็คงจะได้บทเรียนและฉลาดขึ้น
จวนรองเจ้าเมือง
“หลานรัก ไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากราชสำนักหรือ?”
หลังจากกลับมาสู่จวนเถี่ยเหยียนจื้อกงแล้วว่าหลี่เต้ากำลังจะเผชิญหน้ากับสำนักใหญ่ทั้งหลายโดยตรง
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่เขารู้ดี สำนักใหญ่เหล่านั้นล้วนมีรากฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เส้นชีพจรมังกรฟื้นคืนชีพมารากฐานยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
หากเพียงแต่รับมือกับคนที่ถูกจับไป ด้วยพลังที่หลี่เต้าแสดงออกมา ก็ยังคงพอรับไหว
แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับสำนักใหญ่ทั้งหมด…