ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 687 สะเทือนใจ!
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงสนั่นหวั่นไหวดังขึ้น
พวกเขามองตามรอยลากบนพื้น จากนั้นก็เห็นเงาร่างหนึ่งลอยกระเด็นมา
“ซ่งเกอ!”
เมื่อเห็นได้ชัดว่าคนที่ลอยกระเด็นมาเป็นใคร ผู้อาวุโสซีอูก็พลันร้องตะโกนขึ้น จากนั้นจึงมีหลายคนก้าวออกมายืนขวางเส้นทางที่ร่างนั้นลอยกระเด็นมา หลายคนรวมพลังกันเข้าสกัดร่างที่พุ่งเข้ามาโดยมีผู้อาวุโสซีออเป็นผู้นำ
เมื่อสัมผัสถูกร่างนั้น สีหน้าของผู้อาวุโสซีออและคนอื่นๆ เปลี่ยนไปในทันที ชั่วขณะต่อมาพวกเขาหลายคนกลับถูกแรงปะทะจากร่างนั้นดันให้ถอยหลังต่อไปไม่หยุด
ทุกๆ ก้าวที่ถอยไป แผ่นหินบนลานกวางก็แตกร้าวออก
ในที่สุด หลังจากถอยร่นไปกว่าร้อยก้าว ขณะที่ทุกคนเกือบจะเหยียบถูกพระชราอยู่แล้ว พลังที่อยู่บนร่างของเงาร่างนั้นก็ได้ถูกสลายไปจนหยุดลงได้สำเร็จ
“ซ่งเกอ เกิดอะไรขึ้น!”
เงาร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นซ่งเกอที่ก่อนหน้านี้ได้ช่วยคุ้มกันพระชรานั่นเอง ในยามนี้ซ่งเกอราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียกของผู้คนรอบข้าง
บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ดวงตาทั้งคู่ของเขาจ้องมองดาบที่อยู่ในมือทั้งสองข้างของเขา
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของซ่งเกอ ผู้อาวุโสซีออและคนอื่นๆ ก็มองตามซ่งเกอไปที่ดาบในมือของเขา เมื่อมองเห็นชัดเจนแล้วพวกเขาก็ต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง บนดาบยาวเล่มนั้นมีรอยกำปั้นปรากฏอยู่
หากมีเพียงรอยหมัดปรากฏบนดาบ ก็คงไม่ทำให้พวกเขาต้องตื่นตะลึงเพียงนี้ แต่รอยหมัดนั้นกลับประทับอยู่บนคมของดาบ
มีผู้หนึ่งต่อสู้กับคมดาบโดยใช้เพียงหนึ่งกำปั้น ทำให้คมดาบบุบลงไป ทิ้งรอยนิ้วทั้งห้าเป็นรองลึกเข้าไป ทุกคนต่างรู้จักซ่งเกอเป็นอย่างดี
เขามาจากนครดาบ ทั้งยังเชี่ยวชาญวิชาดาบ ในฐานะยอดนักดาบ ดาบในมือของเขาเองก็มีชื่อเสียงเลื่องลือในยุทธภพ ตามคำร่ำลือดาบเล่มนี้ซ่งเกอได้ตามหาหินเหล็กอุกกาบาตจากนอกโลก และยังใช้เวลาสามปีตามหาช่างตีดาบชั้นยอดมาหลอมสร้างขึ้น ความแข็งแกร่งและความทนทานของมันนั้นถือว่าอยู่ในระดับสูงสุด แม้แต่ตอนที่เขาอยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นปลายและใช้พลังทั้งหมดต่อสู้กับผู้อื่น ดาบในมือก็ไม่เคยบิ่นมากอน
แต่คนผู้นี้…
ไม่เพียงแต่นั้น นอกจากดาบของซ่งเกอจะเสียหายแล้ว แขนทั้งสองข้างของเขายัง สั่นไม่หยุด มีรอยแตกปรากฏขึ้นเต็มไปหมด โดยเฉพาะมือทั้งสองข้าง บัดนีมันเละเทะเป็นเลือดเนื้อไปหมดแล้ว
แกรก!
ในตอนนั้นเองเสียงแตกราวพลันดังขึ้น ดาบในมือของซ่งเกอได้แตกกระจายเป็นเศษชิ้นส่วนร่วงลงพื้น ตอนนี้เองในที่สุดซ่งเกอก็ได้สติกลับคืนมา เขาเงยหน้าขึ้นมอง ในแววตาเหลือเพียงเงาร่างหนึ่งเท่านั้น ร่างที่ทำให้เขาไม่อาจลืมเลือนไปได้ตลอดชีวิต
“บุกโจมตีกองทัพราชสำนักและพยายามลอบทำร้ายข้า นับเป็นความผิดร้ายแรง พวกเจ้าจงยอมจำนนเถิด”
ที่ปลายสุดของรอยลาก ไม่รู้ว่าหลี่เต้าลงมายืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ สายตาของเขาจับจองไปยังกลุ่มผู้คนจากสำนักต่างๆ
“เจ้า!”
พวกผู้อาวุโสซีออมองไปที่หลี่เต้าด้วยสีหน้าตกใจและสงสัย เนื่องจากความสนใจของผู้คนส่วนใหญ่จับจองอยู่ที่กองทัพหมาป่าผู่ถู จึงมีเพียงไม่ กี่คนที่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ดังนั้นทุกคนในตอนนีจึงยังงุนงงอยู่บ้าง สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้ามองไปยังศิษย์น้องของนาง “เจ้าเห็นชัดเจนหรือไม่?”
เทพธิดาหลิ่วเมิงส่ายหน้า “ไม่ได้สังเกต”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้ามองด้วยแววตาสงสัย “หรือว่าท่านกงผู้นี้จะมีผู้คุ้มครองอยู่ข้างกาย?”
เนื่องจากความผิดปกติของพระชราและซ่งเกอ ผู้อาวุโสซีออและคนอื่นๆ ไม่กล้าทำอะไรพล่อยๆ พวกเขา/คิดเหมือนกับสตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าเช่นกัน
หลี่เต้าในตอนนี้ไม่สนใจว่าคนพวกนี้จะคิดอย่างไร เมื่อเห็นว่าคนพวกนั้นยังไม่ขยับเขยื้อนอีก เขาจึงออกคำสั่งต่อ “ยังยืนเหม่ออยูทำไม? จับคนต่อไป”
“เจ้า… อย่าหวัง!”
เมื่อเห็นกองทัพหมาป่าผู่ถูลงมือต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังจะจับตัวพุทธบูตรโดยกำเนิดที่พวกเขาเพิงรับเข้ามาใหม่ไปดวย ผู้อาวุโสซีอูก็ลงมือโดยไม่รู้ตัว
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะก้าวเท้าก้าวออกไป
ทันใดนั้นเขากลับพบว่าหลี่เต้าได้มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าโดยไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อใด
“ยังกล้าต่อต้าน? เช่นนั้นก็ลงไปนอนเหมือนพวกเขาเถอะ!”
หลี่เต้าืนอยู่ตรงหน้าผู้อาวุโสซีออพลางยกมือขึ้นข้างหนึ่ง
ฝ่ามอนั้นตบลงบนศีรษะล้านของผู้อาวุโสซีออทันที
ผู้อาวุโสซีออเพิ่งจะอ้าปากพูด ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างแล่นเข้าสู่สมอง ทำใหดวงตาของเขาเหลือกขึ้นเช่นเดียวกับพระชราก่อนหน้านี้ โครม!
ในชั่วขณะถัดมา ศีรษะอันใหญ่โตของผู้อาวุโสซีออก็พลันฟาดลงกับพื้นอย่างหนักจนเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรง
ครึ่งร่างของเขาจมลงไปในพื้นและไม่ขยับเขยือนอีกเลย
ฟาจนถึงตอนนี้เหยื่อก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ในเวลาเดียวกันนั้นทุกคนก็มองเห็นความจริงกันแล้ว
ไม่มีผู้คุ้มครองอะไรทั้งนั้น ผู้ที่ลงมือคือหลี่เต้าเอง ยามนี้ผู้คนจากสำนักทั้งหลายต่างอ้าปากคางโดยไม่รู้ตัว สายตามึนงงมองไปที่หลี่เต้า
เหล่าสตรีจากสระหยกก้มสีหน้าเช่นเดียวกัน
ผู้แข็งแกร่งระดับมหาราชาปรมาจารย์ขั้นปลาย กลับพ่ายแพ้ไปเพียงหน้าเดียว ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เมื่อมองดูกลุมคนที่ยืนนิงไม่ไหวติง หลี่เต้าก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
เขาหยิบผ้าเช็ดหนาออกมาจากอกเสื้อแล้วเช็ดมือพลางเอ่ยขึ้นช้าๆ
“ยังมผู้ใดอยากต่อต้านอีกหรือไม่?”
โครม!
ไม่รู้ว่าผู้ใดพลั้งมือทำอาวุธหลุดร่วงลงพื้น และนี่ก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมา
ผู้ที่ถืออาวุธอยู่ เมื่อสายตาของหลี่เต้ากวาดผ่านก็โยนอาวุธทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ก็ไม่อาจโทษพวกเขาได้เพราะภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้ช่างน่าตกตะลึงเหลือคณานับ
แม้แต่ผู้ที่อยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ยังทนรับฝ่ามือเดียวไม่ไหว หากตกลงบนร่างของพวกเขาเกรงว่าคงไม่รอดเป็นแน่
ทางเลือกเดียวที่มีอยู่คือการยอมแพ้ และละทิ้งการต่อต้านเสีย แล้วเกียรติยศของสำนักเล่า?
เมื่อเทียบกับชีวิตของตนเองแล้วมันจะมีความหมายอะไรในตอนนี ทุกคนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา
“เขา…”
เทพธิดาหลิ่วเมิงมองไปที่หลี่เต้า นางพูดได้เพียงคำเดียวก็พูดต่อไม่ค่อยออก
ช่างน่าตกตะลึงเหลือเกิน
ใครจะคิดว่าหลี่เต้าที่มีใบหน้าเหมือนหนุ่มหน้าขาวจะมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
หลังจากสงบจิตใจลงเล็กน้อย เทพธิดาหลิ่วเมิงก็หันไปถามสตรีผู้สวมผ้าคลุมหน้าที่อยู่ด้านข้าง “ศิษย์พี่ วรยุทธของเขาอยู่ในระดับใดกัน?”
สตรีผู้สวมผ้าคลุมหาส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อนว่า “ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่ด้านพลังยุทธอย่างน้อยก็อยู่ในระดับกึ่งเทพมนุษย์”
กึ่งเทพมนุษย์?
อายุยังน้อยปานนี้ แต่กลับเป็นถึงกึ่งเทพมนุษย์!
หากสามารถผ่านการตรวจสอบอายุก่อนหน้านี้ได้ ก็แสดงว่ามีอายุไม่เกินห้าปี
ระดับกึ่งเทพมนุษย์ที่อายุไม่ถึงห้าสิบ?
แล้วพวกที่อยูในการจัดอันดับยอดยุทธของยุทธภพจะนับเป็นอะไรกัน?
ระดับกึ่งเทพมนุษย์ที่อายุไม่ถึงห้าสิบ แม้แต่ในยุครุ่งเรืองของการบำเพ็ญเพียรในอดีตก็ถอดว่าน่าตกตะลึงยิ่งนัก หลังจากคิดทบทวนดูแล้ว เทพธิดาหลิ่วเมิงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “โชคดีที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ปะทะกับเขา”
เมื่อมองดูสภาพอันน่าอเนจอนาถของพระชราและผู้อาวุโสซีออ รวมถึงคนอื่นๆ ในยามนี้แล้ว หากเป็นพวกนางคงน่าอับอายยิ่งนัก
เสียนตนกล่าวว่าตนเองเกือบจะต้องฝังหัวลงใต้ดินทั้งครึ่งร่างไว้ด้านนอก เทพธิดาหลิ่วเมิงก็อดสั่นสะท้านไม่ได้ เห็นทุกคนยอมละทิ้งการต่อต้านหลี่เต้าก็พยักหน้า คนเหล่านี้ยังถือว่าฉลาด
“จับคนต่อไป”
ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดกล้าต่อต้านอีก เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพหมาป่าผู่ถู ทุกคนต่างเลือกที่จะยอมจำนน รวมถึงระดับมหาราชาปรมาจารย์ทั้งหลายจากสำนักใหญ่ๆ ด้วย หลังจากเรื่องนี้เสร็จสิ้น ต่อไปก็จะเป็นการทดสอบความสามารถในการรับมือกับแรงกดดันของสำนักต่างๆ อยากรู้หนักว่าพวกเขาจะรับมือไหวหรือไม่